‘Save Ralph’ กระบอกเสียงสัตว์ทดลอง ที่ต้องทนทุกข์และถูกฆ่า
“Ralph” ไม่ใช่ตัวการ์ตูนที่สร้างความบันเทิง แต่เขาเป็นกระบอกเสียงแทนเหล่าสัตว์ที่ทนทุกข์กับการทดลอง และต้องการชักชวนผู้บริโภค รวมถึงผู้กำหนดนโยบายระดับประเทศ ยกเลิกการผลิตและจำหน่ายเครื่องสำอางที่ทดลองกับสัตว์
เมื่อสองสามวันที่ผ่านมา ภาพแอนิเมชั่น “กระต่ายสีขาว” ที่ชื่อว่า “ราล์ฟ” (Ralph) กลายเป็นกระแสไวรัลบนโซเชียลมีเดีย และแฮชแท็ก #SaveRalph ก็ติดเทรนด์ทวิตเตอร์ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ “ประชาชาติธุรกิจ” จึงสรุปเรื่องราวเกี่ยวกับ “Ralph” ดังนี้
Save Ralph มาจากไหน?
Ralph เป็นตัวการ์ตูนกระต่ายสีขาว มาจากภาพยนตร์แอนิเมชันสั้น ความยาว 3.53 นาที แนว mockumentary (สารคดีล้อเลียนสังคม) ชื่อเรื่อง “Save Ralph” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการรณรงค์ไม่ใช้สัตว์ในการทดลอง และยกเลิกการทารุณสัตว์ของ Humane Society International (HSI) ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2021
HSI เป็นหน่วยงานระหว่างประเทศภายใต้ The Humane Society of the United States (HSUS) ของสหรัฐอเมริกา ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1991 และขยายกิจกรรมรณรงค์ไปทั่วโลก เช่น ส่งเสริมความผูกพันระหว่างมนุษย์กับสัตว์ ช่วยเหลือและปกป้องสุนัขและแมว ปรับปรุงสวัสดิภาพสัตว์ในฟาร์มปกป้องสัตว์ป่า ส่งเสริมการทดสอบและวิจัยที่ปราศจากสัตว์

ภาพยนตร์ Save Ralph เขียนและกำกับโดย สเปนเซอร์ ซัสเซอร์ ผู้เขียนบทและผู้กำกับจากภาพยนตร์เรื่อง Hesher (2010) และ The Greatest Showman (2017) นอกจากนั้นมีคนในวงการภาพยนตร์ระดับโลกอีกมากมายมาร่วมมือกับ HSI เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง ยกเลิกการทารุณสัตว์ ด้วยการร่วมพากย์เสียงในภาพยนตร์แอนิเมชัน Save Ralph เช่น ไทก้า ไวติติ, ริคกี้ เกอร์เวส์, แซ็ค เอฟฟรอน, โอลิเวีย มันน์, ปอม คลีเมนทีฟ, ทริเซีย เฮลเฟอร์ และ โรดริโก้ ซานโตโร
ที่ผ่านมามีหลายองค์กรทั่วโลกต่อสู้เพื่อให้การปฏิบัติทดลองกับสัตว์ถูกยกเลิก แต่ไม่มีแคมเปญใดที่ได้รับการพูดถึงจากคนทั่วโลกได้เท่ากับ Save Ralph ยกตัวอย่างเช่น #BeCrueltyFree ของ HSI ที่เปิดตัวในปี 2012
ความโหดร้ายกับสัตว์ทดลอง
เป็นเวลากว่า 100 ปี ที่สัตว์ถูกใช้ในการทดลอง และโครงการรณรงค์ไม่ใช้สัตว์ในการทดลองก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ ทั้งยังมีแบรนด์ความงามรายใหญ่ส่วนใหญ่ยกเลิกทดสอบกับสัตว์ช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา รวมถึงมีการห้ามใช้สัตว์ทดลองใน 40 ประเทศ แต่ว่าสถานการณ์กำลังน่าเป็นห่วง เพราะมีกฎหมายเคมีใหม่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในบางประเทศ แม้กระทั่งในทวีปยุโรป ที่กำหนดให้ใช้สัตว์เพื่อการทดลองได้
เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ของบางบริษัท อาจผ่านการทดสอบในสัตว์ก่อนจำหน่ายให้มนุษย์ได้ใช้ ซึ่งอาจรวมถึงการบังคับให้หนูกลืนสารเคมีทดสอบจำนวนมาก เพื่อหาปริมาณสารเคมีที่ทำให้เสียชีวิต หรือการให้อาหารซ้ำ ๆ กับสัตว์ทดลอง เป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน เพื่อค้นหาสัญญาณความเจ็บป่วยทั่วไป หรือสัญญาณอันตรายต่อสุขภาพที่เฉพาะเจาะจง
ทั้งนี้ กระต่ายไม่ใช่สัตว์ชนิดเดียวที่ถูกใช้ในการทดสอบเครื่องสำอาง โดย Cruelty Free International (กลุ่มที่รณรงค์ให้ยกเลิกการทดลองกับสัตว์ทั้งหมด) ระบุว่า หลายการทดลองมักใช้หนูตะเภา หนู หรือแม้กระทั่งสุนัขพันธุ์ที่มีนิสัยเชื่อง เช่น บีเกิล ด้วย

“การทดสอบบางอย่างใช้สัตว์หลายร้อยถึงหลายพันตัว เพื่อทดสอบสารเคมีชนิดเดียว และในท้ายที่สุดสัตว์จะถูกฆ่า โดยปกติใช้รูปแบบให้ขาดอากาศหายใจด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การหักคอ หรือการตัดหัว”
เนื้อหาของหนังเรื่องนี้
ในเรื่อง “Ralph” เป็นตัวเอก โดยเขาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับงานของตัวเอง และอธิบายว่า ตาขวาของเขาบอด และหูพิการ สาเหตุมาจากงานที่ต้องได้รับสารเคมีตลอดเวลา นอกจากนั้นยังถูกโกนขน และมีแผลไฟไหม้ ทั้งกระดูกสันหลังเจ็บตลอดเวลาด้วย
แต่ด้วยจิตใจที่ดีของ “Ralph” เขาบอกว่าไม่เป็นไร เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเขา คือการทำเพื่อมนุษย์ที่มีอภิสิทธิ์มากกว่าสัตว์
“ไม่ว่าจะพ่อ แม่ พี่น้อง และลูกของผมเป็นสัตว์ทดลองทุกตัว แล้วพวกเขาก็ตายจากการทำงานนี้ทั้งหมด และอีกไม่ช้าก็คงเป็นผม” Ralph กล่าว
หนังฉายให้เห็นการทำงานของ “Ralph” ที่เริ่มขึ้นอีกครั้ง โดยเขาถูกมนุษย์จับออกจากบ้าน และพาไปหากระต่ายตัวอื่นในที่ทำงานซึ่งเป็นห้องแล็บ ในฉากกระต่ายตัวอื่น ๆ พากันถาม “Ralph” ว่า ทำไมถึงมีกล้องถ่ายหนังติดตามเขามาด้วย “Ralph” จึงบอกไปว่า พวกเขากำลังถ่ายทำสารคดี
จากนั้นเพื่อนร่วมงานของ “Ralph” จึงถามเขาว่า พอจะขอให้พวกที่ถ่ายทำหนังช่วยพวกเขาออกจากที่นี่ได้หรือไม่ เพราะพวกเขาไม่อยากตาย
ในตอนท้ายของเรื่องเป็นบทตลก(ร้าย) โดย “Ralph” บอกว่า คนที่ยังคงซื้อสินค้าที่ใช้สัตว์ทดลอง เช่น อายไลนเนอร์ ยาสระผม ครีมกันแดด ถ้าปราศจากลูกค้าอย่างคุณ กระต่ายก็คงตกงาน เป็นแค่กระต่ายทั่วไปที่อยู่ตามป่าหรือสนามหญ้าเท่านั้น

หนังสั้นถ่ายทอดความน่ากลัวที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการทดลองในสัตว์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และช่วยเตือนให้เรารู้ว่าการใช้สัตว์ทดลองนั้นไม่มีความจำเป็น ปัจจุบันมีส่วนผสมเครื่องสำอางกว่า 7,000 ชนิดที่พิสูจน์แล้วว่าปลอดภัยโดยไม่ต้องมีการทดสอบกับสัตว์
ดังนั้น ไม่ควรมีสัตว์ชนิดใดต้องมาตายและทนทุกข์ เพื่อความงามของคน (No animal should die and suffer in the name of beauty.)
สามารถดูหนังได้บนยูทูปจากลิงค์นี้ Save Ralph
หลายแบรนด์ต่อต้านการทารุณสัตว์
แบรนด์เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคชั้นนำของโลกบางแบรนด์เช่น Lush, Unilever, P&G, Avon และ L’Oréal กำลังผลักดันการต่อต้านการทารุณสัตว์ และไม่ใช้สัตว์ในการทดลอง (cruelty-free) โดยร่วมมือกับ HSI เพื่อเรียกร้องให้สหภาพยุโรป ห้ามการทดสอบเครื่องสำอางในสัตว์ทดลอง
โดยแบรนด์เครื่องสำอางที่มีจำหน่ายในไทยก็ได้ออกมาตอบรับกระแส Save Ralph อธิบายถึงการให้ความสำคัญกับการไม่ใช้สัตว์ทดลอง เช่น “ลังโคม” ที่บอกผ่านทางทวิตเตอร์เมื่อวันที่ 19 เม.ย. 2021 ว่า ลังโคมและแบรนด์ในเครือลอรีอัลไม่ทดสอบผลิตภัณฑ์และส่วนผสมกับสัตว์

และ “เมย์เบลลีน นิวยอร์ก” ที่โพสต์ทางทวิตเตอร์เมื่อวันที่ 19 เม.ย. 2021 ว่า ทางแบรนด์และทุกแบรนด์ในเครือลอรีอัล ไม่ทำการทดสอบผลิตกับสัตว์ และเราใส่ใจในสวัสดิภาพของสัตว์และสนับสนุนโลกที่ไม่ทำการทดสอบกับสัตว์ มาตั้งแต่ปี 1989 ก่อนหน้าที่สหภาพยุโรปจะออกกฎหมายถึง 14 ปี

นอกจากนั้นยังมีแบรนด์ไทยหลายแบรนด์ที่ไม่ใช้การทดลองในสัตว์ด้วย เช่น ศรีจันทร์ และไอรา เป็นต้น

ทั้งนี้ มีแบรนด์หลายแบรนด์ที่ไม่ได้ใช้สัตว์ทดลอง แต่ไม่ได้ขอสัญลักษณ์ cruelty free ของต่างประเทศ