เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
หายนะ แมนฯ ซิตี้
คุยกับเอกราช หายนะ แมนฯ ซิตี้
แก้ปัญหาไตรมาส 4
Columns แก้ปัญหาไตรมาส 4
ศุภจี เคาะแผนเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ SME ปี 70 เป็น 5.8 พันล้าน วางเป้าเพิ่มศักยภาพ 4.1 หมื่นราย
Economic ศุภจี เคาะแผนเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ SME ปี 70 เป็น 5.8 พันล้าน วางเป้าเพิ่มศักยภาพ 4.1 หมื่นราย
รัฐบาล ชี้เล็งแก้ กม.ปรับใช้ ‘ภาษีบาป’ มุ่งให้เงินเข้าสู่คลัง ยันไม่ยุบ 4 องค์กร
Politics รัฐบาล ชี้เล็งแก้ กม.ปรับใช้ ‘ภาษีบาป’ มุ่งให้เงินเข้าสู่คลัง ยันไม่ยุบ 4 องค์กร
เปิดมุมคิด ผู้นำธุรกิจไทย บริหารธุรกิจครอบครัวแบบ “มืออาชีพ”
Finance เปิดมุมคิด ผู้นำธุรกิจไทย บริหารธุรกิจครอบครัวแบบ “มืออาชีพ”
ราคาทองวันนี้ (4 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 50 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,750 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (4 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 50 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,750 บาท
น้ำท่วมซ้ำเติมพืชเศรษฐกิจ ‘ข้าว-มัน-ยาง’ ราคาดีแต่ผลผลิตน้อย
Economic น้ำท่วมซ้ำเติมพืชเศรษฐกิจ ‘ข้าว-มัน-ยาง’ ราคาดีแต่ผลผลิตน้อย
สภาพอากาศวันนี้ (4 ต.ค.) ไทยตอนบนฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ฝนตกหนักบางพื้นที่
News สภาพอากาศวันนี้ (4 ต.ค.) ไทยตอนบนฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ฝนตกหนักบางพื้นที่
ราคาน้ำมันวันนี้ (4 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (4 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (4 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 0.31% อยู่ที่ 84,766 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (4 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 0.31% อยู่ที่ 84,766 เหรียญสหรัฐ
ดูทั้งหมด

สภาองค์กรของผู้บริโภค นำทีมพันธมิตรค้านรัฐรับซื้อไฟฟ้า สปป.ลาว 1,500 MW

16 พ.ย. 2564 | 16:29น.

สภาองค์กรของผู้บริโภคและเครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ยื่น 3 ข้อเรียกร้อง ค้านรัฐ รับซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว จาก 9,000 เมกะวัตต์ เป็น 10,500 เมกะวัตต์ หรือเพิ่มขึ้นอีก 1,500 เมกะวัตต์ เหตุไฟฟ้าในประเทศล้นเกินความต้องการ

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า จากกรณีที่เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้อนุมัติการปรับแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP2018) และแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP2018 Rev.1) ให้สอดคล้องกันในช่วงปี 2564-2573 หรือ 10 ปีแรกของแผน

โดยไม่ได้มีการแถลงข่าวถึงมติที่ประชุมต่อสื่อมวลชนและประชาชน เหมือนเช่นที่เคยปฏิบัติมาก่อนหน้านี้ ซึ่งเนื้อหาสาระสำคัญของแผนดังกล่าวคือ การลดสัดส่วนไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานรากลงจาก 1,900 เมกะวัตต์ เหลือเพียง 700 เมกะวัตต์ และเพิ่มการรับซื้อไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรมและพลังงานน้ำจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เข้ามาแทน พร้อมเร่งรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์ม โซลาร์ทุ่นลอยน้ำ และพลังงานลมให้เร็วขึ้น

และเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2564 คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้เห็นชอบขยายกรอบปริมาณรับซื้อไฟฟ้าภายใต้บันทึกความเข้าใจระหว่างไทย และ สปป.ลาว เรื่องความร่วมมือในการพัฒนาไฟฟ้าจาก 9,000 เมกะวัตต์ เป็น 10,500 เมกะวัตต์ หรือเพิ่มขึ้นอีก 1,500 เมกะวัตต์

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบอัตราการรับซื้อค่าไฟฟ้าจาก 3 แหล่ง ได้แก่ 1) เขื่อนน้ำงึม 3 กำลังการผลิต 480 เมกะวัตต์ ในอัตราค่าไฟฟ้าที่ 2.8934 บาทต่อหน่วย 2) เขื่อนปากแบง กำลังการผลิต 912 เมกะวัตต์ ในอัตราค่าไฟฟ้าที่ 2.7935 บาทต่อหน่วย และ 3) เขื่อนปากลาย กำลังการผลิต 770 เมกะวัตต์ ในอัตราค่าไฟฟ้าที่ 2.9426 บาทต่อหน่วย

โดยมอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ลงนามในร่าง Tariff MOU โครงการน้ำงึม 3 โครงการปากแบง และโครงการปากลาย ที่ผ่านการตรวจพิจารณาจากสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว เพื่อให้มีผลในทางปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ ต้องไม่กระทบต่ออัตราค่าไฟฟ้า

นอกจากนี้ กพช.ได้พิจารณาเห็นชอบให้บรรจุโครงการ LNG Terminal พื้นที่ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 [T-3] ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นโครงการรับซื้อก๊าซจากบริษัทเอกชนเพื่อนำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้า โดยมีกำลังการแปรสภาพ เป็นก๊าซ 10.8 ล้านตันต่อปี (ขยายได้ถึง 16 ล้านตันต่อปี) ไว้ในแผนโครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติเพื่อความมั่นคงของประเทศ

โดยมอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงการ เพื่อให้โครงการแล้วเสร็จได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ตลอดจนดำเนินการกำกับดูแลและบริหารจัดการ LNG Terminal ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติเพื่อรองรับการจัดหา LNG ของประเทศนั้น

วันนี้ (16 พฤศจิกายน 2564) ผศ.ประสาท มีแต้ม ประธานคณะอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า จากการติดตามของคณะอนุกรรมการ และเครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง พบว่า มติ กบง. และ กพช. เกี่ยวกับการปรับแผน PDP2018 Rev.1 โดยการเพิ่มสัดส่วนปริมาณรับซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว และบรรจุโครงการ LNG Terminal ไว้ในแผนโครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาตินั้น ถูกดำเนินการด้วยความเร่งรีบไม่มีการเปิดเผยข้อมูลด้วยความโปร่งใสต่อสาธารณะและไม่สอดคล้องกับสภาพทางเศรษฐกิจและความต้องการใช้พลังงานของประชาชน อีกทั้งเป็นการเพิ่มภาระให้กับประชาชนที่จะต้องจ่ายเงินให้กับการผลิตไฟฟ้าของประเทศ ที่ล้นเกินจำเป็นในระบบมาตลอด

“ในปี 2564 ประเทศไทยมีไฟฟ้าล้นในระบบกว่า 10,000 เมกะวัตต์ จนทำให้โรงไฟฟ้าฟอสซิลขนาดใหญ่อย่างน้อย 8 โรงต้องหยุดเดินเครื่องผลิตไฟฟ้า ซึ่งกรณีดังกล่าวทำให้ประชาชนต้องแบกภาระ ค่าความพร้อมจ่าย ราวปีละ 22,000 ล้านบาทจ่ายให้กับกลุ่มทุนโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ ซึ่งใช้พลังงานฟอสซิล จึงตั้งคำถามไปยัง กบง.และ กพช. ว่าเหตุใดจึงต้องบรรจุแผนโครงการ LNG Terminal ซึ่งเป็นการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าด้วยก๊าซธรรมชาติ ทั้งที่ปริมาณไฟฟ้าสำรองของประเทศล้นเกิน และไม่มีความจำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มอีก” ผศ.ประสาท กล่าว

นายนิวัตน์ ร้อยแก้ว ตัวแทนเครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ระบุว่า ประชาชนใน 8 จังหวัดของภาคอีสานที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ได้รับผลกระทบข้ามพรมแดนจากการสร้างเขื่อนตอนบนในจีนทั้ง 11 แห่ง และเขื่อนไซยะบุรี ที่ทำให้ระบบนิเวศของแม่น้ำโขงและความหลากหลายทางชีวภาพเสียหายอย่างต่อเนื่อง เป็นที่ประจักษ์และรับรู้กันทั่วโลก

โดยยังไม่มีแนวทางการแก้ไขปัญหาหรือลดผลกระทบอย่างจริงจังจากรัฐบาลและเจ้าของโครงการเขื่อนต่าง ๆ ดังนั้น การที่ กพช.ประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนทั้ง 3 แห่งจาก สปป.ลาว ในสภาวะที่ประเทศไทยมีไฟฟ้าสำรองมากกว่าร้อยละ 50 นั้น ยิ่งตอกย้ำว่านโยบายของรัฐด้านพลังงานไฟฟ้ายังเดินหน้าตามระบบเดิม และไม่คิดเรื่องพลังงานหมุนเวียน อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้เพิกเฉยต่อการรับฟังเสียงของประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน

“การประกาศรับซื้อไฟฟ้าดังกล่าว นับเป็นการผลักภาระให้กับประชาชนที่ต้องแบกรับทั้งภาระค่าไฟฟ้าและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งส่งผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่น และขอย้ำว่าเขื่อนไม่ใช่พลังงานหมุนเวียนที่สะอาด เพราะมีต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและสังคมสูงที่ไม่เคยถูกคำนวณภาระต้นทุนภายนอกที่ทุกคนต้องจ่าย” นิวัตน์กล่าว

สภาองค์กรของผู้บริโภคและเครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง จึงมีข้อเสนอต่อการแก้ไขปัญหาดังนี้

1) ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเรียกประชุม กบง. เพื่อทบทวนการทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันตามเป้าหมายการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และควรดำเนินการโดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องรวมถึงกลุ่มผู้บริโภคด้วย

2) ให้ กพช.ทบทวนและปรับปรุงร่างต้นแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power purchase agreement : PPA) เพื่อลดหรือยกเลิกเงื่อนไขการรับซื้อไฟฟ้าที่ระบุว่า “ไม่มีการผลิตก็ต้องจ่าย (take-or-pay) ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงที่ผู้บริโภคจะต้องจ่ายค่าไฟฟ้าเกินสมควรให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

3) ให้คณะรัฐมนตรีชะลอการตัดสินใจใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานน้ำจากประเทศลาวและการดำเนินโครงการ LNG Terminal จนกว่าจะมีการดำเนินงานตามข้อเสนอที่ 1 และ 2 เพื่อให้มีจัดตั้งกลไกในการแก้ไขปัญหาผลกระทบข้ามพรมแดนกรณีเขื่อนแม่น้ำโขงระหว่างรัฐในภูมิภาคแม่น้ำโขงก่อนการตัดสินใจที่จะซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนแม่น้ำโขงเพิ่มขึ้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ไฟฟ้า