“เฟด” ส่งซิก มี.ค.ขึ้นดอกเบี้ย จับตา “ลดงบดุล” สะเทือนสินทรัพย์
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
หลังการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา คณะกรรมการมีแถลงการณ์ว่า มีความเหมาะสมที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเร็ว ๆ นี้ 0.25% จากระดับปัจจุบันที่อยู่ใกล้ศูนย์ เพื่อควบคุมเงินเฟ้อซึ่งอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานานกว่าที่คาด
อีกทั้งตลาดการจ้างงานค่อนข้างแข็งแกร่ง พร้อมส่งสัญญาณว่า ในเดือนกุมภาพันธ์จะลดการซื้อพันธบัตรลงเหลือเพียงเดือนละ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งบ่งชี้ว่าโครงการซื้อพันธบัตรภายใต้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) จะสิ้นสุดในเดือนมีนาคม
แถลงการณ์ของคณะกรรมการไม่ได้แจ้งวันเวลาแน่นอนในการขึ้นดอกเบี้ย แต่นักวิเคราะห์เชื่อว่าน่าจะเกิดขึ้นในเดือนมีนาคม เมื่อมีการประชุมครั้งต่อไป เนื่องจากเดือนกุมภาพันธ์จะไม่มีการประชุม และตามที่เฟดเคยระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่า การขึ้นดอกเบี้ยจะมีขึ้นหลังจากโครงการซื้อพันธบัตรสิ้นสุด
ส่วนการลดขนาดงบดุลของเฟด ซึ่งอยู่ในระดับสูงเกือบ 9 ล้านล้านดอลลาร์ และถูกตลาดจับตามองค่อนข้างมากนั้น แถลงการณ์ไม่ได้แจ้งอย่างเจาะจงเกี่ยวกับกรอบเวลาที่จะดำเนินการ แต่ได้แจ้งหลักการในการลดขนาดงบดุลว่า จะเริ่มหลังจากมีการขึ้นดอกเบี้ยไปแล้ว พร้อมกับระบุด้วยว่า “เฟดเตรียมจะลดการถือครองสินทรัพย์ลงอย่างมีนัยสำคัญ” อย่างไรก็ตาม การดำเนินการเรื่องนี้จะเป็นไปอย่างคาดหมายได้
“เจอโรม พาวเวลล์” ประธานเฟด แถลงภายหลังประชุมว่า เฟดจะเริ่มถอยห่างจากนโยบายผ่อนคลายอย่างมากไปสู่การผ่อนคลายที่น้อยลงไป จนถึงนโยบายที่ไม่ผ่อนคลายเลย ตอนนี้ขนาดงบดุลของเฟดสูงกว่าความจำเป็นอย่างมาก ยังต้องลดขนาดงบดุลอีกเยอะ ซึ่งจะใช้เวลาระยะหนึ่ง เราต้องการให้กระบวนการนี้เป็นไปอย่างมีระเบียบและคาดหมายได้ ตอนนี้เศรษฐกิจเติบโตแข็งแกร่งด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องมีนโยบายการเงินสนับสนุนอย่างเข้มข้น
เมื่อถูกถามว่าห้วงเวลาที่เหมาะสมในการขึ้นดอกเบี้ยคือเดือนมีนาคมใช่หรือไม่ ประธานเฟดยอมรับว่า ในใจของคณะกรรมการเห็นว่าน่าจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมีนาคมนี้ ส่วนการจะขึ้นถึง 0.5% หรือไม่นั้น พาวเวลล์ปฏิเสธที่จะยอมรับทางใดทางหนึ่ง โดยระบุว่าเป็นเรื่องยากที่จะคาดการณ์ เฟดต้องมีความยืดหยุ่นและปรับมาตรการให้เหมาะสมกับสถานการณ์
พาวเวลล์ระบุว่า มีความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะไม่ลดลงมาเท่ากับช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 และอาจปรับขึ้นได้อีก เฟดมีเป้าหมายจะสร้างเสถียรภาพให้เงินเฟ้อ จึงจะใช้เครื่องมือต่าง ๆ ที่จะสนับสนุนเศรษฐกิจ สนับสนุนการจ้างงานที่แข็งแกร่ง ขณะเดียวกันก็จะป้องกันไม่ให้เงินเฟ้อเข้ามายึดกุมจนเป็นอุปสรรค
“จิม เครอน” เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการลงทุนของมอร์แกน สแตนลีย์ อินเวสต์เมนต์ แมเนจเมนต์ กล่าวว่า ตนจับตามองการลดขนาดงบดุลของเฟด เพราะถือเป็นมาตรการสำคัญยิ่งในเชิงนโยบายสำหรับปีนี้ ซึ่งการดำเนินการเรื่องนี้จำเป็นต้องมีมาตรการเสริม เฟดอาจใช้วิธีขึ้นดอกเบี้ยน้อยลงและไปลดขนาดของงบดุลมากขึ้นแทน ซึ่งจะมีความหมายอย่างมากต่อราคาสินทรัพย์
ด้าน “เจ ไบรสัน” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ เวลส์ ฟาร์โก คาดว่าเฟดจะประกาศในการประชุมเดือนกันยายนนี้ ว่าจะเริ่มลดขนาดงบดุลช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้
ทั้งนี้ ตามหลักการของการเริ่มใช้นโยบายการเงินตึงตัว จะประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ 1.เริ่มลดวงเงินอัดฉีดเข้าสู่ระบบ ซึ่งเฟดประกาศตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ว่าจะเร่งลดวงเงินและจะให้สิ้นสุดเดือนมีนาคมปีนี้ 2.ขึ้นดอกเบี้ย และ 3.ลดขนาดงบดุล ซึ่งจะมีผลด้านลบต่อราคาสินทรัพย์เสี่ยงต่าง ๆ
ภายหลังแถลงการณ์ของเฟด อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐ กระโดดขึ้น 0.08% สู่ระดับ 1.86% ส่วนตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนีดาวโจนส์ ร่วงลง 129.64 จุด หรือ 0.4% ปิดตลาดที่ 34,168.09 จุด กลับทิศจากช่วงซื้อขายระหว่างวันที่ช่วงหนึ่งปรับขึ้นกว่า 500 จุด ด้านเอสแอนด์พี 500 ปรับลงเล็กน้อย 6.52 จุด หรือ 0.2% ปิดที่ 4,349.93 จุด ส่วนแนสแดคสามารถยืนแดนบวก ปิดตลาดที่ 13,542.12 จุด เพิ่มขึ้น 2.82 จุด หรือ 0.02% เพราะแรงหนุนจากผลประกอบการของไมโครซอฟท์