จากการฟื้นสัมพันธ์ไทย-ซาอุ สู่การเปิดประตูการค้า 76 ประเทศ
การฟื้นสัมพันธ์การค้าระหว่างไทย-ซาอุดีอาระเบีย เป็นตั๋วใบใหญ่ที่เปิดประตูโอกาสของนักลงทุนสู่ตลาดตะวันออกกลางให้กว้างขึ้น หลังจากการค้าโลกปัจจุบันเริ่มกลับมาฟื้นตัวจากการระบาดของโควิด-19
ทำให้เห็นถึงโอกาสตลาดประเทศใหม่ เทรนด์ของธุรกิจใหม่ และในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
จัดทัพนำเอกชนสานต่อการขยายตลาดการค้า-การลงทุนในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งทางสภาหอการค้าจึงได้จัดเวทีสัมมนา “โอกาสธุรกิจในเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา และประเทศไทย” เพื่อเตรียมพร้อมเอกชนในการสร้างโอกาสทางธุรกิจ

นายสมบัติ ธีระตระกูลชัย ประธานคณะกรรมการเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกากล่าวว่า 3 ภูมิภาคนี้ประกอบด้วย 76 ประเทศ มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและมูลค่าการค้าร่วมกับไทยมหาศาล โดยปี 2564 มูลค่าการค้าร่วมภูมิภาคเอเชียใต้ 7 ประเทศ มีจีดีพี 3.29 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
มีมูลค่าการค้า 18,726 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ตะวันออกกลาง 15 ประเทศ มี GDP 266,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มีมูลค่าการค้ากับไทย 31,116 ล้านเหรียญสหรัฐ และตลาด แอฟริกา 54 ประเทศ GDP รวม 233,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มูลค่าการค้า 13,237 ล้านเหรียญสหรัฐ
ซึ่งในอนาคตไทยมีโอกาสขยายการค้าได้อีกมาก ยังมีช่องว่างในอีกหลายธุรกิจที่น่าลงทุน ซึ่งทางภาคเอกชนของไทยมีเครือข่าย 8 สภาธุรกิจ ภายใต้ความร่วมมือทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยในแบบทวิภาคี
ฟื้นสัมพันธ์ซาอุฯโอกาสทุนไทย
นายเสก นพไธสง รองอธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า 3 ภูมิภาคนี้ ถือเป็นดินแดนแห่งโอกาสของภาคเอกชนไทย (กราฟิก) มี 5 จุดเด่นเหมาะสำหรับการลงทุน อาทิ ความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติและแหล่งพลังงาน แหล่งเงินทุน แหล่งวัตถุดิบ
แหล่งเเรงงานราคาถูก และมีตลาดที่เกิดใหม่ (emerging market) ที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูง โดยที่ผ่านมาได้รับความสนใจจากจีน สหรัฐ ยุโรป และอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทยด้วย
“ความท้าทายใน 3 ภูมิภาคนี้ แม้มีข้อจำกัด ความห่างไกลทางภูมิศาสตร์ ความไม่มั่นคงทางการเมือง คนไทยไม่ค่อยรู้จักมากนัก มีความแตกต่างทางสังคม วัฒนธรรม มีทัศนคติเชิงลบกับบางประเทศ แต่ไทยไม่ควรมองข้ามเพราะสิงคโปร์ มาเลเซียก็เข้ามาลงทุนช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาตามภูมิภาคเหล่านี้เผชิญโควิด-19
แต่ก็ทำให้เห็นพื้นที่ใหม่ ๆ และน่าจะเป็นโอกาสที่นักลงทุนไทยควรไปสำรวจบุกเบิกธุรกิจใหม่ รวมทั้งเจาะตลาดใหม่ไม่ว่าจะเป็นบังกลาเทศ ปากีสถาน ศรีลังกา และซาอุดีอาระเบีย ที่จะเป็นตั๋วใบใหญ่ของไทยในอนาคตอันใกล้”
วิกฤตโควิดโอกาสลงทุนตลาดใหม่
นางสาวศศิริทธิ์ ตันกุลรัตน์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบี ประจำประเทศไทยเสริมว่า พื้นที่แห่งนี้กว้างใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากเอเชีย ที่ตั้งเป็นจุดยุทธศาสตร์การเมือง การค้าโลก มีช่องเเคบครองสุเอซ ในอียิปต์ที่มีความสำคัญในการเชื่อมต่อการขนส่งระหว่างตะวันออกกลางและยุโรป
ทั้งสินค้าและน้ำมันหลายล้านบาร์เรล ซึ่งแม้ว่าปี 2563 ภูมิภาคนี้จะได้รับผลกระทบจากโควิดอย่างหนัก จีดีพีติดลบ 2.1% แต่ถึงปี 2564 การท่องเที่ยวโดยเฉพาะทางตอนใต้ซาฮาราเริ่มฟื้น
และในปี 2565 คาดว่าจีดีพีจะขยายตัว 3.8% นี่คือสัญญาณการฟื้นตัว โดย IMF คาดการณ์ว่า 5 ประเทศที่เติบโตดี อาทิ เซเชลส์ รวันดา มอริเชียส ไนเจอร์ และเบนิน นอกจากนี้ยังมีกานา เซเนกัล
“ก่อนเกิดโควิดแอฟริกาตะวันออกเติบโตเร็วที่สุดเพราะมีประชากรวัยรุ่นถึง 6% มีโครงสร้างพื้นฐานดีจากที่ผู้ลงทุนจีนเข้ามาพัฒนา สำหรับประเทศที่น่าจะเป็นโอกาสทางการค้าของไทย คือ เเทนซาเนีย เคนยา เอธิโอเปีย
และแม้แต่เซเชลส์เป็นประเทศเล็ก ๆ แต่รายได้สูง นักลงทุนไทยอย่างไทยยูเนี่ยน กรุ๊ปไปตั้งโรงงานผลิตปลาทูน่ากระป๋องเป็นแหล่งผลิตส่งออกไปยังหลายประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีประเทศชายฝั่ง เช่น เคนยา ที่มีทรัพยากรประมงจำนวนมาก น่าจะเป็นโอกาสการลงทุนประมงของไทย ทั้งยังมีอัญมณีทับทิมวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องประดับ”
ทั้งนี้ หลังโควิดแอฟริกาเปิดกว้างรับนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะพลังงานไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์ กลุ่มทรัพยากรธรรมชาติ และอาหาร เนื่องจากประเทศยังพึ่งพานำเข้าซึ่งแม้ว่าปัจจัยเรื่องราคาจะเป็นปัจจัยหลัก แต่ชนชั้นกลางก็เริ่มคำนึงถึงการเลือกอาหารสุขภาพมากขึ้นหลังจากโควิด
ซึ่งอาหารไทยเริ่มวางขายแทบทุกประเทศ ไทยมีการขยายการลงทุนด้านอาหารและการท่องเที่ยวเข้ามาโดยเครือไมเนอร์ แต่อนาคตธุรกิจโรงพยาบาล การรักษาพยาบาล เพื่อรับสังคมสูงวัยและเครื่องจักรกลเกษตรก็น่าจะมีโอกาส แม้ว่าตุรกีเป็นเจ้าตลาดแต่ไทยก็สามารถแข่งขันได้ ภาครัฐมี EXIM ส่งเสริมสินเชื่อในการลงทุน และภูมิภาคนี้ยังได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีทั้งจากสหรัฐและอียู”
ขณะที่ นายโมฮัมหมัด ฟารัคห์ ชารีฟ ที่ปรึกษาด้านการค้าและการลงทุนจากสถานเอกอัครราชทูตปากีสถาน ประจำประเทศไทย กล่าวถึงโอกาสการลงทุนเอเชียใต้ในเขตเศรษฐกิจพิเศษจีน-ปากีสถาน (CPEC) มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม ถนนการขนส่ง ทางยกระดับ ท่าเรือน้ำลึก เขต free zone และเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้น่าจะเป็นประตูการค้าสำคัญของไทยสู่เอเชียกลางได้
โดยปากีสถานเป็นประเทศที่มีความน่าสนใจ เป็นตลาดใหญ่ที่มีประชากรกว่า 200 ล้านคน สูงเป็นอันดับ 6 ของโลก โดยประชากรกว่า 30 ล้านคนเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง และมีทัศนคติที่ดีต่อสินค้าไทย ถือเป็นตลาดศักยภาพของไทยโดยเฉพาะด้านการเกษตรและการท่องเที่ยว
เอกชนไทยมีลุ้น
นายวิศิษฏ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทยกล่าวว่า เทรนด์การบริโภค 3 กลุ่มภูมิภาคนี้ยังมีโอกาสมาก แต่ผู้บริโภคจะมีรสนิยมการบริโภคที่แตกต่างกัน
โดยตลาดตะวันออกกลางมีช่องว่างของตลาด plant based food รสชาติเมนูที่ต้องพัฒนารสชาติให้เข้ากับผู้บริโภค เน้นมาตรฐาน ความยั่งยืน ส่วนเอเชียใต้เน้นอาหารสุขภาพเสริมภูมิคุ้มกันตอบโจทย์ร่างกายจิตใจ ซึ่ง 63% ผู้บริโภคอินเดียเต็มใจหันมาทานเนื้อสัตว์จากพืชทดแทน
ส่วนแอฟริกาตั้งแต่เกิดโควิด-19 เน้นอาหารสุขภาพ อาหารพร้อมรับประทาน ลดทานหวาน อาหารที่ไม่ปรุงแต่งมาก ทั้งนี้ ตลาดเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นมจากพืชในตะวันออกกลางและแอฟริกามีมูลค่า 240.96 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2020 คาดว่าจะเห็น CAGR หรืออัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 6.01% ในช่วงปี 2021-2026
นายธเนศ วรศรัณย์ ประธานคณะกรรมการการท่องเที่ยวคุณภาพสูง กล่าวถึงการยกระดับการดึงนักท่องเที่ยวจากโมเดลการท่องเที่ยว The Dubai Expo 2020 ซึ่งดูไบมีกระทรวงเพื่อความเป็นไปได้
หรือ ministry of possibilities ที่เป็นรูปแบบเวอร์ชวล ผลักดันแนวคิดต่าง ๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมเห็นได้จากอดีตถึงปัจจุบัน มีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางเข้าไปยังดูไบผ่านโมเดลนี้
และปีนี้ในฐานะเจ้าภาพงานได้จัดพาวิเลียนบนพื้นที่ 4.4 ตร.กม. แบ่งเป็นโซนเทรนด์อนาคตทั้งในเรื่องสิ่งแวดล้อม โมบิลิตี้ (mobility) เป็นต้น คาดว่าจะมีผู้เข้าชม 120 ล้านคน สำหรับประเทศไทยอยู่ในพาร์ตโมบิลิตี้มีผู้เข้าร่วมงานสนใจจำนวนมาก โดยไทยเน้นนำสินค้าที่มีเอกลักษณ์ความเป็นไทยไปแสดงและส่งเสริมการลงทุนเขตเศรษฐกิจพิเศษ (EEC)
“โอกาสธุรกิจภาคท่องเที่ยวอย่างแรก คือ เชื่อมการท่องเที่ยวระหว่างกันซึ่งยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก โดยสัดส่วนนักท่องเที่ยวที่เลือกไปดูไบ คือ เอเชียใต้ อินเดีย การลงทุนการท่องเที่ยว อุปกรณ์ วัสดุก่อสร้าง อาหารและการเกษตร และการพัฒนาบุคลากร
ไทยสามารถใช้โมเดลของดูไบเอ็กซ์โปรมาช่วยฟื้นฟูการท่องเที่ยว การเร่งรัดการฉีดวัคซีน การวางเกณฑ์ RT-PCR มาตรการ social distancing เข้มข้นอย่างมาก ไทยสามารถนำไปปรับใช้ได้”
ยูนิคอร์นไทยเล็งอินเดีย
นางจรัสพักตร์ การปลื้มจิตต์ Group Partner กลุ่มธุรกิจแฟลชสตาร์ตอัพยูนิคอร์นของไทยกล่าวว่า ตลาดอินเดียเป็นตลาดที่ใหญ่มากสำหรับธุรกิจนี้ แต่ขณะเดียวกันก็มีการแข่งขันสูงโดยเฉพาะกับสตาร์ตอัพจากอินโดนีเซีย ซึ่งมียูนิคอร์นจำนวนมาก
หัวใจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจสตาร์ตอัพประสบความสำเร็จจากการริเริ่มระดมทุนโดยการทำแผนธุรกิจเพื่อให้ผู้ลงทุนมั่นใจ บวกกับจังหวะที่ปี 2018 เป็นช่วงที่โลจิสติกส์ได้รับความนิยมจากการแพร่ระบาดของโควิด
และมีการใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งบริษัทยังมุ่งวิจัยและพัฒนาต่อเนื่องโดยใช้งบประมาณ 60 ล้านบาทต่อเดือน จนปัจจุบันนี้มีบริษัทในเครือกว่า 10 บริษัท มีพนักงานกว่า 30,000 คน