PReMA พร้อมหนุนการแพทย์ไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ยารักษาโรคนับเป็นหนึ่งใน 4 ปัจจัยสำคัญ ที่มีส่วนช่วยผลักดันให้มนุษย์มีอายุที่ยืนยาวขึ้น เดิมทีโรคที่เคยรุนแรงในอดีตอย่าง โรคเบาหวาน วัณโรค โรคหัวใจ ฯลฯ ปัจจุบันกลายเป็นโรคที่สามารถควบคุมได้ในระดับหนึ่ง แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป การแพทย์ต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ เมื่อต้องพบกับโรคภัยไข้เจ็บที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น มีโรคอุบัติใหม่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โรคที่ยังรักษาไม่หายได้พัฒนารูปแบบที่ซับซ้อนจน ‘ยา’ ที่เคยใช้ได้ดีในอดีตอาจจะไม่ตอบโจทย์แนวทางการรักษาในอนาคตได้ ดังนั้นการพัฒนายานวัตกรรมใหม่จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญของมนุษยชาติ ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ‘การวิจัยทางคลินิก’ (Clinical Trials)
เพื่อเป็นการทำความเข้าใจเกี่ยวกับนวัตกรรมการรักษาโรคผ่านการทำวิจัยทางคลินิก ขอชวนไปพูดคุยภายใต้หัวข้อทิศทางของประเทศไทย สู่การมุ่งหน้าเป็นประเทศศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กับนายกสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (พรีม่า) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มีสมาชิกสมาคมเป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและพัฒนายาใหม่ๆ เพื่อต่อสู้กับโรคร้ายที่ยังไม่สามารถรักษาได้ หรือเพื่อให้การรักษาโรคมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น และประธานบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า ประเทศไทย และ Frontier Markets นายโรมัน รามอส (Roman Ramos)
การวิจัยทางคลินิกคืออะไร เกี่ยวข้องกับเราอย่างไร ?
นายโรมัน ให้ข้อมูลว่า การวิจัยทางการแพทย์มีส่วนพัฒนาการรักษาโรคโดยเฉลี่ยประมาณ 50% ในขณะที่ 75% ของการวิจัยทางการแพทย์ทั้งหมดจัดอยู่ในประเภทการวิจัยทางคลินิก โดยการศึกษาของ WHO ในปี 2547 แสดงให้เห็นว่า การวิจัยทางคลินิกสามารถลดการสูญเสียปีสุขภาวะของประชากรทั่วโลกในแต่ละปี เป็นเวลากว่า 2.26 ล้านปีของการรักษา สิ่งนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสอดคล้องระหว่างการมีอายุยืนยาวของผู้คนและจำนวนการศึกษาวิจัยทางคลินิกที่ได้ดำเนินการ
การวิจัยทางคลินิก เป็นกระบวนการนำยาที่ผ่านการทดลองจนมีข้อมูลความปลอดภัย มาทดลองใช้กับผู้ป่วย โดยมีการกำกับดูแลความปลอดภัยอย่างเคร่งครัดจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์และต้องมีทีมแพทย์ และนักวิจัย ที่ผ่านการอบรม ‘การปฏิบัติการวิจัยทางคลินิกที่ดี (Good Clinical Practice: GCP)’ เพื่อเป็นการรับรองว่ามีการปฏิบัติกับอาสาสมัครอย่างมีจริยธรรม และให้ความสำคัญกับสิทธิ, ความปลอดภัย และความเป็นอยู่ของอาสาสมัครมากกว่าผลของการศึกษาวิจัย
“หนึ่งในเคสตัวอย่างของการใช้ยานวัตกรรมคือมะเร็งปอด ซึ่งเป็นมะเร็งที่มีความชุกอันดับสองของประเทศไทย เป็นโรคที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง ยาที่จะรักษาในยุคแรกเกิดขึ้นเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ซึ่งยังสามารถรักษาผู้ป่วยได้ แต่พอมียานวัตกรรม เราสามารถที่จะยืดอายุผู้ป่วยได้ยืนยาวขึ้น คุณภาพชีวิตเขาดีขึ้น และหากนำยานวัตกรรมมาใช้ในช่วงแรกหลังได้รับการวินิจฉัย โอกาสที่จะรักษาอาการให้ดีขึ้นก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย”

ศักยภาพไทยสู่ศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นายโรมัน มองว่า ประเทศไทยมีรากฐานที่แข็งแกร่งและเหมาะในการเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านการดูแลสุขภาพที่ดี และระบบการรักษาพยาบาลที่ได้รับการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีโรงพยาบาลและสถาบันวิจัยที่ได้รับการรับรองเป็นจำนวนมาก พร้อมด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง และมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณสมบัติเหมาะสม นำไปสู่การดำเนินการวิจัยที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งมีกลุ่มประชากรที่หลากหลายและมีจำนวนมาก ซึ่งสามารถรองรับการวิจัยทางคลินิกได้ในวงกว้าง
นอกจากนี้รัฐบาลไทยยังได้ส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการวิจัยทางคลินิกอย่างจริงจัง กระบวนการอนุมัติที่ปรับปรุงใหม่ มาตรการจูงใจทางภาษีสำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ และโครงการริเริ่มต่างๆ เช่น ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ที่สามารถช่วยจูงใจบริษัทยา และกระตุ้นให้เกิดการดำเนินการวิจัยในประเทศไทยมากขึ้น
“เรามีจิ๊กซอว์หลายตัวที่สามารถส่งเสริมการก้าวเข้าสู่การเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิก เริ่มตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานของโรงพยาบาล ระบบสาธารณสุข รวมทั้งเรามีบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความสามารถ ซึ่งบุคลากรทางการแพทย์ของเราส่วนใหญ่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ ประการที่สองคือเรามีผู้ป่วยจำนวนมาก และมีกลุ่มประชากรที่มีความหลากหลาย มีโรคใหม่ที่ต้องการเข้าถึงยาใหม่ๆ ในขณะเดียวกันเราก็ยังมีนโยบายภาครัฐที่พร้อมจะสนับสนุน เพราะ Medical Hub ก็เป็นหนึ่งในนโยบายที่ภาครัฐให้ความสนใจและให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง”
หากประเทศไทยได้กลายเป็นศูนย์กลางวิจัยทางคลินิกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะสามารถส่งผลให้ เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น จากการศึกษาของ Deloitte ในปี 2558 พบว่าการวิจัยทางคลินิกสร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจของประเทศไทยถึง 8.8 พันล้านบาท หรือ 0.05% ของ GDP ก่อให้เกิดประโยชน์สุทธิเป็นจำนวน 19.65 พันล้านบาท ซึ่งหมายความว่าทุกๆ 1 บาท ที่ลงทุนในกิจกรรมการวิจัยทางคลินิก ผลตอบแทนที่ได้รับกลับมาคือ 2.9 บาท และเศรษฐกิจไทยได้รับมากกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกเกือบ 3 เท่า
ในขณะเดียวกัน ก็สามารถส่งผลให้บุคลากรทางการแพทย์มีทักษะที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้น ด้านโรงพยาบาลเองก็จะมีเครื่องไม้เครื่องมือที่เหมาะสม ในด้านของบริษัทผลิตยา ก็ได้ประโยชน์จากการมีงานวิจัยทางคลินิกที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการรวบรวมข้อมูลเพื่อขอขึ้นทะเบียนยา และสามารถที่จะนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทำให้เกิดการเข้าถึงยาของคนหมู่มากได้ พร้อมยังมีความเป็นไปได้ในการเป็นทางเลือกใหม่ในการรักษา
ปัจจัยท้าทายที่รอการพิสูจน์
แม้ประเทศไทยจะมีปัจจัยสนับสนุนหลายประการ แต่ก็ยังมีความท้าทายที่รอการพิสูจน์ ซึ่ง นายโรมัน ขยายความว่า พรีม่า ในฐานะสมาคมที่มีสมาชิกเป็นบริษัทที่มีการวิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ที่เป็นยานวัตกรรม พร้อมที่จะลงทุน แต่เรายังต้องการระบบนิเวศที่เหมาะสมมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันการศึกษาการวิจัยทางคลินิกยังจำกัดอยู่ภายในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย หรืออยู่ในเขตเมืองใหญ่ การพิจารณาการขยายโอกาสออกไปสู่โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข หรือพื้นที่ในต่างจังหวัดสามารถสร้างประโยชน์ในการเข้าถึง นอกจากนี้ยานวัตกรรมที่ทำการวิจัยทางคลินิกในเมืองไทย สามารถได้รับประโยชน์จากการ การย่นระยะของกระบวนการอนุมัติการขึ้นทะเบียนยาจากสำนักงารคณะกรรมการอาหารและยา รวมถึงการบรรจุยานวัตกรรมที่ได้จากการวิจัยทางคลินิกในประเทศเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับยาที่มีคุณภาพได้อย่างรวดเร็ว ภายใต้ระบบสาธารณสุขของประเทศ
“บทบาทของพรีม่าคือการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อยากให้ทุกคนเปลี่ยนวิธีการมองโดยอย่ามองว่าการลงทุนเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องที่มีค่าใช้จ่ายสูง เพราะสุขภาพเป็นเรื่องที่มีความจำเป็น ตอนนี้เราอาจจะยังไม่เห็นความสำคัญ เพราะว่าอายุยังน้อยกันอยู่ แต่หากไปดูรุ่นพ่อแม่เราหรือปู่ย่าตายายเราจะเห็นว่าตอนเด็กๆ เค้าไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเท่าไหร่ แต่ตอนนี้เค้ามีโรคเยอะขึ้น ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเริ่มสูงขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าเราทุกคนรวมทั้งภาครัฐมองว่า การทำให้สุขภาพดีไม่ใช่เรื่องของค่าใช้จ่าย เราจะมีวิธีมองและวิธีคิดที่ต่างกันออกไป อยากให้มองเรื่องนี้ว่ามันเป็นเรื่องสำคัญและมีความจำเป็น เพราะสุขภาพ คือการลงทุนเพื่ออนาคต”