นายกฯ EVAT กระทุ้งรัฐเร่งทบทวนภาษีรถนำเข้า หวั่น ‘ไทยเป็นตลาด EV ราคาถูก’
สุโรจน์ แสงสนิท เผยยอดขายรถยนต์อีวี 7 เดือน ทะลุกว่า 120,000 คัน แต่ในจำนวนนี้ กว่า 60% เป็นรถนำเข้า หวั่น “ไทยเป็นตลาดรถยนต์ไฟฟ้าราคาถูก” วอนรัฐเร่งทบทวนโครงสร้างภาษีรถยนต์นำเข้าเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทยเข้าไปในห่วงโซ่การผลิต
นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) เปิดเผยบนเวทีสัมมนาพิเศษ “NEW ENERGY FOR THAILAND เปลี่ยนผ่านพลังงาน เดิมพันอนาคตไทย” จัดโดยหนังสือพิมพ์มติชน ได้กล่าวถึง “EV in The Future : อนาคตรถไฟฟ้า” หลังจากสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2558 ซึ่งขณะนั้นประเทศไทยมีรถยนต์ไฟฟ้าไม่ถึง 200 คัน แต่ปัจจุบันจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
โดยตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเติบโตจนมีจำนวนสะสมมากกว่า 500,000 คัน สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างชัดเจน และพบว่าปริมาณรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้งานอยู่ในประเทศอาเซียนในปัจจุบัน 80% อยู่ในประเทศไทย
ขณะที่หลายประเทศในภูมิภาคทั้ง เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ต่างมีเป้าหมายที่จะผลักดันประเทศของตนเองให้เป็นฐานการผลิตและศูนย์กลางรถยนต์ไฟฟ้าเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้สมาคมฯ มีบทบาทในการประสานความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี องค์ความรู้ และประสบการณ์ด้านปัญหาและการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งในกลุ่มประเทศอาเซียน รวมถึงญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ และประเด็นสำคัญที่อุตสาหกรรมไทยต้องเร่งพัฒนาในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่เรื่องการประกอบรถยนต์ แต่ต้องพัฒนางาน “บริการหลังการขาย” ด้วย
เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่ที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยมาจากประเทศจีน ขณะที่รูปแบบการดำเนินธุรกิจและวัฒนธรรมการใช้รถของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน
สำหับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา ไทยมีรถยนต์ไฟฟ้าประมาณ 144,000 คัน และมียอดสะสมในช่วง 6 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ราว ๆ 515,000 คัน และปัจจุบันพบว่าปริมาณของรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นและแซงหน้ารถยนต์ไฮบริดแล้ว
จากปริมาณรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นนั้น สิ่งที่น่ากังวลคือโครงสร้างพื้นฐานด้านสถานีชาร์จไฟฟ้าที่ยังขยายตัวไม่ทันกับจำนวนรถยนต์ไฟฟ้า ปัจจุบันประเทศไทยมีสถานีชาร์จประมาณ 4,922 แห่ง และมีหัวจ่ายประมาณ 10,000 หัวจ่ายทั่วประเทศ

นายสุโรจน์ยังเปิดเผยว่า ปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้าที่จำหน่ายในประเทศไทยมีประมาณ 52 แบรนด์ รวม 112 รุ่น มีราคาจำหน่ายตั้งแต่ 300,000-31 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดิมเมื่อปลายปี 2564 มีเพียง 26 รุ่น
อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคไม่ควรพิจารณาเพียงราคาและสเปกรถเท่านั้น แต่ควรศึกษาถึงความมั่นคงของบริษัท รวมถึงศักยภาพด้านบริการหลังการขายและการดูแลลูกค้าในระยะยาว โดยปัจจุบันผู้บริโภคสามารถใช้ข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์เพื่อประกอบการตัดสินใจได้มากขึ้น
“ปัจจุบันมีรถอีวีเข้ามาทำตลาดในบ้านเราถึง 112 รุ่น ขณะที่ในประเทศจีนมีรถยนต์ไฟฟ้าหลายร้อยแบรนด์ แม้แต่คนในจีนเองบางครั้งยังไม่รู้จักบางยี่ห้อ จึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาว่าในอนาคตจะมีแบรนด์ใดเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอีกบ้าง”

ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานด้านสถานีชาร์จนั้น ย้อนไปเมื่อ 3 ปีก่อนหน้านี้ไทยมีสัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าประมาณ 25 คันต่อหัวจ่าย แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 45 คันต่อหัวจ่าย
และหากรวมรถยนต์ที่อยู่ระหว่างการจดทะเบียนจากยอดจองในงานมอเตอร์โชว์ ซึ่งมีสัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าสูงกว่า 70% อัตราส่วนดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นเกิน 50 คันต่อหัวจ่าย
อย่างไรก็ตาม อยากฝากภาครัฐให้เร่งรัดการติดตั้ง Charging Station เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับการเติบโตของรถไฟฟ้าแล้ว สถานีชาร์จน่าเป็นห่วงมาก และปัจจุบันสถานีชาร์จประมาณ 50% กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ขณะที่ภาคกลางมีประมาณ 12% ภาคเหนือ 6% และภาคใต้ 9% ดังนั้นมีความจำเป็นต้องเร่งกระจายสถานีชาร์จไปยังพื้นที่ต่างจังหวัด เพื่อให้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถเดินทางได้ทั่วประเทศเช่นเดียวกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน

สำหรับนโยบายผลักดันประเทศไทยให้เป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า นายสุโรจน์กล่าวว่า รัฐบาลมีเป้าหมายตามนโยบาย 30@30 และสามารถดึงดูดผู้ประกอบการรถยนต์ไฟฟ้าจากต่างประเทศเข้ามาตั้งโรงงานในประเทศไทยได้หลายราย โดยเฉพาะผู้ประกอบการจากจีน

ซึ่งปัจจัยหลักเป็นผลมาจากความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน และการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนไปยังยุโรปต้องเผชิญกับมาตรการทางภาษีในระดับสูง ขณะที่หากผลิตจากประเทศไทยและส่งออกไปยังตลาดดังกล่าว จะมีข้อได้เปรียบด้านภาษีนำเข้า จึงเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ผู้ผลิตจีนเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย
ปัจจุบันไทยมีโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีนอย่างน้อย 7 แห่ง และมีแนวโน้มที่จะมีการลงทุนเพิ่มเติม ขณะเดียวกันผู้ประกอบการไทยที่มีโรงงานประกอบรถยนต์ เช่น ธนบุรีประกอบรถยนต์ และไทยรุ่ง ก็มีโอกาสเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิต โดยสามารถรับจ้างประกอบรถยนต์ให้กับผู้ผลิตต่างประเทศได้

นายสุโรจน์กล่าวว่าส่วนตัวต้องการผลักดันให้ไทยเพิ่มการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าไปยังยุโรป เนื่องจากปัจจุบันไทยส่งออกรถยนต์ไปยังตลาดยุโรปในสัดส่วนไม่มากนัก หากสามารถพัฒนาประเทศให้เป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อส่งออกได้ จะช่วยเพิ่มศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในตลาดโลก
ส่วนตลาดออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพ เนื่องจากทั้งสองประเทศให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยคาร์บอนและการใช้พลังงานสะอาด ซึ่งอาจเป็นโอกาสในการนำรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาทดแทนรถยนต์สันดาปที่มีแนวโน้มเผชิญความท้าทายในตลาดส่งออกในอนาคต

แต่ทั้งนี้การที่ประเทศไทยจะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีในการส่งออกรถยนต์ไปยังยุโรป จำเป็นต้องมีสัดส่วนการผลิตหรือมูลค่าเพิ่มในประเทศตามเกณฑ์ที่กำหนด และสมาคมฯ ได้เสนอให้ภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ เข้ามาช่วยกำกับดูแลและให้คำแนะนำผู้ประกอบการเกี่ยวกับการสร้าง “ความเป็นไทย” ในกระบวนการผลิต เพื่อให้สามารถผ่านเกณฑ์ของประเทศปลายทางและลดความเสี่ยงที่จะถูกโต้แย้งจากศุลกากร
ส่วนกรณีที่สมาคมฯต้องการผลักดัน คือการทบทวนโครงสร้างภาษีรถยนต์นำเข้านั้น เช่นมาเลเซีย ซึ่งมีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์ในระดับสูง ส่งผลให้การนำรถยนต์เข้าไปทำตลาดในมาเลเซียมีข้อจำกัด และกระตุ้นให้เกิดการใช้ชิ้นส่วนและการผลิตภายในประเทศ

ทุกวันนี้รถไฟฟ้าขายดีมากเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่เราต้องดูด้วยว่าในจำนวนรถที่ขายดีนั้น เป็นรถที่ผลิตในประเทศกี่เปอร์เซ็นต์ และเป็นรถนำเข้ากี่เปอร์เซ็นต์ เห็นได้จากยอดจดทะเบียน 7 เดือนที่ผ่านมาไทยมียอดขายและยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 120,000 คัน ในจำนวนนี้กว่า 60% เป็นรถนำเข้า หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปอาจกลายเป็นเพียง “ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าราคาถูก” ขณะที่ฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานในประเทศค่อย ๆ ลดบทบาทลงด้วย