เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ประชุม ครม.สัปดาห์หน้าเลื่อนไป 14 ต.ค. ‘อนุทิน‘ จี้รัฐมนตรีเร่งช่วยประชาชนน้ำท่วม
Politics ประชุม ครม.สัปดาห์หน้าเลื่อนไป 14 ต.ค. ‘อนุทิน‘ จี้รัฐมนตรีเร่งช่วยประชาชนน้ำท่วม
ผู้สัมภาษณ์ไม่ใช่คน ‘Chakra’ เอไอสัมภาษณ์งาน สัมไปแล้วกว่า 5 แสนครั้ง
Tech ผู้สัมภาษณ์ไม่ใช่คน ‘Chakra’ เอไอสัมภาษณ์งาน สัมไปแล้วกว่า 5 แสนครั้ง
ราคาทองวันนี้ (6 ต.ค. 69) ร่วงลง 700 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,450 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (6 ต.ค. 69) ร่วงลง 700 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,450 บาท
“สุริยะ” สั่งเร่งฝังซากสุกรน้ำท่วมปราจีนฯ 2,000 ตัว คาดจบทั้งหมดพรุ่งนี้
Economic “สุริยะ” สั่งเร่งฝังซากสุกรน้ำท่วมปราจีนฯ 2,000 ตัว คาดจบทั้งหมดพรุ่งนี้
พร้อมคุมความปลอดภัย IMF-World Bank 2026 สมช.ชี้ยังไม่พบสัญญาณผิดปกติ
Politics พร้อมคุมความปลอดภัย IMF-World Bank 2026 สมช.ชี้ยังไม่พบสัญญาณผิดปกติ
จับตาน้ำท่วมยืดเยื้อ ความเสียหายอาจพุ่ง 2.95 หมื่นล้าน แต่ยังไม่กระทบเป้า GDP โต 2.2-2.5%
Economic จับตาน้ำท่วมยืดเยื้อ ความเสียหายอาจพุ่ง 2.95 หมื่นล้าน แต่ยังไม่กระทบเป้า GDP โต 2.2-2.5%
คมนาคมตั้งทีมแก้ Air Cargo สุวรรณภูมิ หลังหอการค้าฯ ชง 3 ระยะ รับส่งออกกว่า 2.42 ล้านล้าน
Economic คมนาคมตั้งทีมแก้ Air Cargo สุวรรณภูมิ หลังหอการค้าฯ ชง 3 ระยะ รับส่งออกกว่า 2.42 ล้านล้าน
กินเจปี’69 เงินสะพัด 46,913 ล้าน โต 2.2% แม้คนกินต่ำสุดรอบ 11 ปี
Economic กินเจปี’69 เงินสะพัด 46,913 ล้าน โต 2.2% แม้คนกินต่ำสุดรอบ 11 ปี
ไชยชนก จ่อตั้ง ‘นัฐวุฒิ แดนดี‘ นั่งอธิบดีกรมอุตุฯ ​เยียวยาน้ำท่วมล็อตแรก 611 ราย​
Politics ไชยชนก จ่อตั้ง ‘นัฐวุฒิ แดนดี‘ นั่งอธิบดีกรมอุตุฯ ​เยียวยาน้ำท่วมล็อตแรก 611 ราย​
กรมโรงงานฯ เร่งกำจัดคราบน้ำมันในปราจีนฯ ย้ำไม่ใช่สารพิษ
Economic กรมโรงงานฯ เร่งกำจัดคราบน้ำมันในปราจีนฯ ย้ำไม่ใช่สารพิษ
ดูทั้งหมด

‘ชนาพรรณ-ไทยซัมมิท’ ถอดรหัสเกมใหม่อุตฯยานยนต์ไทย เตือนรัฐอย่าปล่อยให้ “จุดแข็ง“ กลายเป็น “จุดอ่อน“

03 ก.ย. 2569 | 17:39น.

ในการบรรยายพิเศษหัวข้อ “เกมใหม่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย” บนเวทีสัมมนาแห่งปี Beyond ESG: Thailand Transition #เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 50 ของ “ประชาชาติธุรกิจ” ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานอาวุโส กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ของไทย ได้ฉายภาพสะท้อนวิกฤต การปรับตัว และทางรอดของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไว้อย่างลึกซึ้งและรอบด้าน

ความขัดแย้งค่ายรถ และคำตอบ “No Comment”

ชนาพรรณเปิดประเด็นถึงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นและค่ายรถยนต์จีนที่ออกมาตอบโต้กันในเรื่องความไม่เป็นธรรม จนกลายเป็นวาระสังคมที่ภาครัฐและนายกรัฐมนตรีต้องเร่งหามาตรการเข้ามารับมือ ซึ่งหลายภาคส่วนต่างตั้งคำถามมายังกลุ่มไทยซัมมิทว่ามีความเห็นอย่างไรต่อเรื่องนี้

ไทยซัมมิทขอตอบว่า No Comment ถามว่าทำไมถึง No Comment เพราะท้ายที่สุด เราเชื่อว่าภาครัฐจะหาแนวทางให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้ สิ่งสำคัญกว่าคือการกลับมามองว่า เราจะขับเคลื่อนโครงสร้างอุตสาหกรรมนี้ไปข้างหน้าอย่างไร”

นิทาน “บ้านประเทศไทย” และซัพพลายเชนที่ถูกลืม

เพื่อชี้ให้เห็นโครงสร้างที่แท้จริง รองประธานอาวุโส ไทยซัมมิท ได้เปรียบเทียบอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยผ่าน “นิทานบ้านประเทศไทย” ที่มีลูกชายคนโตคือ “ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น” ซึ่งเข้ามาตั้งฐานการผลิตตั้งแต่ปี 1962 และร่วมสร้างบ้านจนเติบโต จนกระทั่งปี 2012 ประเทศไทยทำสถิติผลิตรถยนต์ทะลุ 2 ล้านคันได้เป็นครั้งแรก ต่อมามีลูกชายคนที่สองคือ “ค่ายรถยนต์จีน” เข้ามาตามนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

แต่พ่อแม่อาจลืมไปว่า ในบ้านหลังนี้ยังมี ลุง ป้า น้า อา ปู่ ย่า ตา ยาย ซึ่งก็คือ ‘ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย’ ที่คอยช่วยเหลือให้บ้านหลังนี้เติบโต และคอยช่วยเลี้ยงน้องทั้งสองคนมาโดยตลอด เพียงแต่ที่ผ่านมา อาจไม่มีใครหันกลับมาดูแลพวกเขาอย่างจริงจัง”

ชนาพรรณย้อนรอยให้เห็นภาพว่า หลังจากปี 2012 ประเทศไทยครองสถิติผลิตรถได้เกิน 2 ล้านคันอยู่เพียง 2 ปี จากนั้นก็ไม่เคยแตะระดับ 2 ล้านคันอีกเลยตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

เจาะสถิติ BOI สะท้อนเอกชนไทยถดถอย

เมื่อวิเคราะห์ภาพรวมการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พบสัญญาณน่ากังวลของเอกชนไทยในทุกอุตสาหกรรม :

  • สัดส่วนการขอรับส่งเสริมการลงทุน : เอกชนไทยลดลงจากอดีตซึ่งเคยอยู่ที่ 41% เหลือเพียง 25% ในปัจจุบัน
  • การลงทุนจากต่างชาติ (FDI) : พุ่งสูงขึ้นเป็น 57% ของการส่งเสริมทั้งหมด สะท้อนว่าโครงสร้างการลงทุนใหญ่ของประเทศพึ่งพาต่างชาติเป็นหลัก
  • สัดส่วนภาคยานยนต์ : ตั้งแต่ปี 2020-2025 ยานยนต์ขอรับการส่งเสริมเพียง 6-8% เท่านั้น ทั้งที่เป็นอุตสาหกรรมที่ภาครัฐประคบประหงมมาทุกยุคสมัย
  • วิกฤต SMEs ยานยนต์ : มาตรการพิเศษส่งเสริม SMEs ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ปี 2024 มีผู้ขอรับส่งเสริม 14 โครงการ แต่ในปี 2025 เหลือเพียง 1 โครงการ เท่านั้น

ถ้าอุตสาหกรรมยานยนต์เติบโตและแข็งแรงไปทั้งโครงสร้างจริง คำถามคือ SMEs ซึ่งเป็นบริษัทคนไทยส่วนใหญ่อยู่ที่ไหนในเวลานี้”

สำรวจจุดแข็งประเทศไทย ในวันย้ายฐานการผลิต

เมื่อเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน สิ่งที่เคยเป็นจุดแข็งของไทยกำลังถูกท้าทายจากประเทศเพื่อนบ้าน

1.สิทธิประโยชน์ : ไทยไม่ได้ให้น้อยกว่าใคร แต่ก็ไม่ได้ให้มากกว่าคู่แข่ง

2.กำลังซื้อและยอดขาย : อินโดนีเซียแซงหน้าไทยไปนานแล้ว ขณะที่เวียดนามจ่อรดต้นคอ ห่างจากไทยเพียงแสนกว่าคัน

3.ฐานการผลิตเพื่อการส่งออก : ทั่วโลกแย่งชิงเม็ดเงิน FDI จึงไม่มีความจำเป็นที่ต่างชาติ ต้องใช้ไทยเป็นฐานส่งออกอีกต่อไป เช่น ค่ายรถยนต์สามารถไปลงทุนตรงในเวียดนาม หรือตะวันออกกลางที่ดึงดูดค่าย EV จีนเข้าไปลงทุน ขณะที่อินโดนีเซียมีแร่สำคัญทำแบตเตอรี่ และเวียดนามมีจุดขายเรื่องค่าแรงต่ำ

ประเทศไทยประกาศไปนานแล้วว่าเราไม่ได้ขายเรื่องค่าแรงถูก ดังนั้น สิ่งเดียวที่อาจเหลืออยู่ และเป็นจุดแข็งที่แข็งแกร่งที่สุดของยานยนต์ไทย คือ ‘โครงสร้างผู้ผลิตชิ้นส่วนและซัพพลายเชน’ ที่สั่งสมมานาน”

อัดฉีด Demand Pull แต่ทอดทิ้ง “ชาวนายานยนต์”

ซัพพลายเชนยานยนต์ประกอบด้วย ผู้ซื้อ (ปลายน้ำ), ดีลเลอร์, ผู้ผลิตรถยนต์ และผู้ผลิตชิ้นส่วน (Part Maker)

ที่ผ่านมารัฐบาลอัดฉีดเงินจำนวนมาก แต่ขาด “การส่งเสริมเชิงกลยุทธ์”

  • กระตุ้นผู้ซื้อ (Demand Pull) : เช่น การลดภาษี หรือนโยบายรถคันแรก ข้อดีคือเงินยังหมุนเวียนอยู่ในประเทศ
  • กระตุ้นผู้ผลิต (Car Maker) : เน้นเงินลงทุนต่างชาติ แต่ผู้ที่ได้รับประโยชน์หลักคือต่างชาติ ขณะที่ Part Maker คนไทยได้เพียงส่วนแบ่งที่เหลือ
  • SMEs ยานยนต์ถูกลืม : ไม่ได้รับการดูแลทั้งด้านเงินทุน เทคโนโลยี และโดนกดราคาจากผู้ซื้อที่มีน้อยรายในตลาด

ดิฉันพูด 3 คำนี้มานานมาก หนึ่ง… Detroit of Asia เป็นของใคร เรื่องนี้ถูกพูดถึงมาเป็น 10 ปีแล้ว สอง… อุตสาหกรรมยานยนต์ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย จะเหมือน ‘ทัวร์ศูนย์เหรียญ’ ที่ต่างชาติเข้ามาแล้วขนเงินกลับไป และสาม… ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ เหมือนชาวนา ในอุตสาหกรรมยานยนต์ เพราะคนพวกนี้ SMEs ทำงานหนัก ไม่ค่อยมีใครเหลียวแล เงินกู้เข้าไม่ถึง เทคโนโลยีหาเองไม่ได้ และโดนกดราคาจากผู้ซื้อที่มีน้อยรายในตลาด เรากำลังเล่นเกมกำจัดจุดอ่อน หรือกำลังทำให้จุดแข็งของตัวเองกลายเป็นจุดอ่อนกันแน่”

เป้าหมาย 2.45 ล้านคัน กับความเป็นจริงทางสถิติ

ในปี 2013 ไทยเคยผลิตรถยนต์ติดอันดับ 9 ของโลก แต่ปี 2025 หล่นมาอยู่อันดับ 11

หากมองอนาคตปี 2030 ภายใต้นโยบาย EV 30@30 รัฐบาลตั้งเป้าผลิตรถยนต์ให้ได้ 2,450,000 คัน แต่ปัจจุบันไทยผลิตได้เพียง 1,450,000 คัน (ต่างกันอยู่ 1 ล้านคัน)

  • การจะไปถึงเป้าหมายได้ ไทยต้องมีอัตราการเติบโต (Growth) สูงถึง 14% ต่อปี
  • ในความเป็นจริง 4-5 ปีที่ผ่านมา ยานยนต์ไทยโต ไม่เคยเกิน 5% ทำให้โอกาสกลับไปอยู่อันดับ 9 หรือ 10 ของโลกเป็นไปได้ยากมาก และต้องลุ้นว่าจะประคองอยู่อันดับที่เท่าไร

เปรียบเทียบซัพพลายเออร์ต่อยอดผลิต 1 ล้านคัน

  • ไทย : มีซัพพลายเออร์ 1,147 ราย (สะท้อนว่าซัพพลายเออร์ไทยแข็งแกร่งและได้มาตรฐานมากที่สุดในอาเซียน)
  • อินโดนีเซีย : 900 ราย
  • ญี่ปุ่น : 700 ราย

แต่ในมุม Economy of Scale

  • ซัพพลายเออร์ไทยได้งานเฉลี่ยเพียง 800 ยูนิต/ราย (น้อยที่สุด)
  • อินโดนีเซีย 900 ยูนิต/ราย, อินเดีย 1,000 ยูนิต/ราย และญี่ปุ่น 1,300 ยูนิต/ราย
  • ประเทศจีนผลิตปีละ 34 ล้านคัน ได้ Economy of Scale มหาศาล ซึ่งไทยไม่สามารถแข่งในเกมนี้ได้

ทางออกด้วย ‘Economy of Scope’ ทางรอดก้าวข้ามขัดแย้ง

เมื่อแข่งด้วย Economy of Scale ไม่ได้ ประเทศไทยต้องสู้ด้วย Economy of Scope คือการผลิตผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย โดยใช้ทรัพยากรชุดเดียวกันเพื่อลดต้นทุน

สัดส่วนประเภทรถและพลังงานในไทย

  • ประเภทรถ : รถยนต์นั่ง 64% และรถกระบะ (Pick-up) 36% (10 ปีที่แล้วกระบะอยู่ที่ 40% สะท้อนว่าพฤติกรรมคนไทยไม่ได้เปลี่ยนเร็วอย่างที่คิด)
  • ประเภทพลังงาน : เครื่องยนต์สันดาป (ICE) 57%, ไฮบริด (HEV) 21% และรถ EV 22%

ค่ายญี่ปุ่นยังครองตลาดในไทยราว 70% แม้จะลดลงจาก 10 ปีก่อนที่เคยครองเกือบ 100% แต่เราไม่สามารถทิ้งรถประเภทใดประเภทหนึ่งได้ เราทิ้งรถกระบะไปหา EV ทันทีไม่ได้ และไม่สามารถเพิ่ม EV โดยไม่สนใจไฮบริด ค่ายญี่ปุ่นและค่ายจีนต้องอยู่ร่วมกันให้ได้ ผ่านกลยุทธ์ Economy of Scope”

ปลดล็อก EV Ecosystem – Zoning – R&D – Local Content

เพื่อสร้างข้อได้เปรียบใหม่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ นางสาวชนาพรรณได้เสนอแนะเชิงนโยบายใน 4 มิติสำคัญ :

1. EV Ecosystem & Zoning กระจายโอกาสสู่ต่างจังหวัด : โครงสร้างพื้นฐาน EV ทั้ง Smart Grid, สถานีชาร์จ, ระบบเชื่อมต่อ และการจัดการข้อมูล ไม่ได้ใช้ที่ดินหรือโรงงานขนาดใหญ่เหมือนการผลิต ดังนั้น การส่งเสริมไม่ควรวัดที่ “มูลค่าเงินลงทุน” เพราะจะตกอยู่กับรายใหญ่เท่านั้นรัฐควรเปลี่ยนระบบ Zoning จากเดิมที่เน้นให้สิทธิประโยชน์เฉพาะพื้นที่ EEC มาเป็น “ยิ่งไกลยิ่งได้สิทธิประโยชน์มาก” เพื่อสนับสนุน SMEs, ร้านกาแฟ หรือคอมิวนิตี้มอลล์ในเมืองรอง ให้ตั้งสถานีชาร์จ เกิดเป็น Ecosystem และ Startup ใหม่ ๆ ทั่วประเทศ

2.R&D ต้องให้ “แต้มต่อ” คนไทย : การส่งเสริม R&D ปัจจุบันไทยให้สิทธิประโยชน์คนไทยและต่างชาติเท่ากัน แต่นักลงทุนต่างชาติมีทั้งเงินทุนและเทคโนโลยีจากประเทศแม่ การให้เท่ากันตั้งแต่เริ่มต้นคือการทำให้คนไทยเสียเปรียบ รัฐจึงควรกำหนด “แต้มต่อ” เพื่อให้เอกชนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีได้จริง

3.ยกระดับการตรวจสอบ Local Content : แม้นโยบายจะกำหนดเรื่องการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) แต่กระบวนการตรวจสอบของไทยยังอ่อนแอเมื่อเทียบกับต่างประเทศ

“มีคำพูดในอุตสาหกรรมว่า ประเทศไทยแค่ขันนอตหยอดกาวก็นับเป็น Local Content แล้ว เรื่องนี้ภาครัฐต้องเข้าไปเข้มงวดและตรวจสอบให้จริงจัง”

4.พลังงานสะอาด และวิกฤตขยะ E-Waste ในอนาคต

  • พลังงานสะอาด : ปัจจุบันไทยมีพลังงานสะอาดเพียง 13% (แผน PDP ตั้งเป้าปี 2050 ที่ 60%) รถ EV จะสะอาดจริงก็ต่อเมื่อพลังงานไฟฟ้าที่นำมาใช้เป็นพลังงานสะอาด หากไฟฟ้ามาจากแหล่งที่สกปรก รถ EV ทั้งคันก็ยังสกปรก
  • รถเก่าและขยะแบตเตอรี่ : ไทยมีรถอายุเกิน 10 ปีถึง 52% (ประมาณ 24 ล้านคัน) ซึ่งสร้างก๊าซคาร์บอนและควันดำ ขณะเดียวกัน ในอีก 5-8 ปีข้างหน้า รถ EV ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันจะเริ่มเสื่อมสภาพ และกลายเป็น ขยะ E-Waste ชิ้นใหญ่ที่สุดของประเทศ ที่ต้องมีแผนรองรับอย่างเร่งด่วน

สร้าง New S-Curve ก่อนสายเกินไป

รองประธานอาวุโส กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท ทิ้งท้ายอย่างน่าสนใจว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปัจจุบันเหมือนวิ่งมาจอดรออยู่ตรง “คอขวด” หากประเทศไทยไม่เร่งลงทุนในธุรกิจใหม่ ๆ หรือสร้าง New S-Curve ก่อนประเทศเพื่อนบ้าน เราจะสูญเสียโอกาสครั้งสำคัญไปอย่างน่าเสียดาย

ดิฉันในฐานะผู้คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมยานยนต์มานาน ดิฉันรักอุตสาหกรรมนี้และรักประเทศไทย จึงคาดหวังว่าประเทศไทยและพวกเราทุกคนจะจับมือเดินหน้าไปด้วยกันได้อย่างไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังค่ะ”