‘มาสด้า’ ย้ำชัด ‘ไทย’ เป็นฐานผลิต-ตลาดสำคัญ
คอลัมน์ : สัมภาษณ์
มาสด้าถือเป็นค่ายรถยนต์ที่มีแนวทาง และดีเอ็นเอของตัวเองที่ชัดเจนเข้มข้น ท่ามกลางกระแส เปลี่ยนฝ่านทางเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมยานยนต์และการก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า กลายเป็นแรงขับที่ส่งให้ค่ายรถยนต์ต่าง ต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ของตนเอง เพื่อให้ทันไปกับความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว
โดยมุ่ง “สร้างความสุขในการขับขี่” และ “ดีเอ็นเอของแบรนด์”
สำหรับประเทศไทยมาสด้าเลือกวางกลยุทธ์ให้ไทยเป็นตลาดหลักและฐานผลิตที่สำคัญ วันนี้ “โทรุ นากาจิม่า” เจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ผู้มีมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดและดูแลการขายของมาสด้าทั่วโลก มาฉายภาพให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ไปติดตามกัน
หวังอาเซียนโต 2 เท่า
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เป็นตลาดสำคัญ และคาดหวังว่าภายในปี 2030 มาสด้าจะมียอดขายในตลาดนี้โต 2 เท่า จากปัจจุบันที่ 60,000 คันต่อปี
หลังจากได้ลงทุนมูลค่า 7,400 ล้านบาท เพื่อสำหรับรถยนต์รุ่นใหม่ ในกลุ่มสำหรับรถยนต์ xEVs โดยในปี 2570 จะมีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ในกลุ่มรถอเนกประสงค์ขนาดเล็ก (B-SUV) ซึ่งผลิตจากโรงงานเอเอที ประเทศไทย โดยมีศักยภาพการผลิตที่ 100,000 คันต่อปีสำหรับโรงงานนี้
โดยรถรุ่นดังกล่าวจะรองรับความต้องการของตลาดประเทศไทยและอาเซียน 60% และอีก 40% รองรับความต้องการในญี่ปุ่น
หากตลาดอื่น ๆ มีความต้องการเพิ่มเติม มาสด้าอาจพิจารณาลงทุนเพิ่มในอนาคต เพราะเราหวังว่ารถรุ่นนี้น่าจะสร้างยอดขายที่ดีในระดับโลก

เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
ปัจจุบันแม้การเเข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์จะมีความรุนแรง เพราะกำลังมุ่งสู่ยานยนต์ไฟฟ้า
มาสด้าเองชัดเจนในกลยุทธ์ความเป็นกลางทางคาร์บอน และ Multi-Solution หรือความหลากหลายของเทคโนโลยี
อย่างรถยนต์ไฟฟ้า ที่มาสด้านำเข้ามาจากประเทศจีน ซึ่งตรงนี้ชัดเจนว่ามาสด้าต้องการ “รักษาความสามารถทางการแข่งขันทางธุรกิจในประเทศไทย”
และรถยนต์ที่นำเข้ามาจำหน่ายนั้นเป็นเพียงส่วนน้อย เมื่อเทียบกับยอดขายรวมที่รถยนต์ผลิตในประเทศยังมีสัดส่วนที่มากกว่า
แม้ว่าตลาดรถยนต์อีวีจะมีการเติบโตที่รวดเร็วและการตอบรับที่ดีในปัจจุบัน แต่มาสด้ากำลังมอนิเตอร์อย่างใกล้ชิด
เชื่อมั่นตลาดอาเซียน
ตลาดมาสด้าทั่วโลกในปัจจุบันนั้น มาสด้ามียอดขายมากอันดับหนึ่ง คือ ตลาดอเมริกา ตามมาด้วย ญี่ปุ่น และเม็กซิโก
แต่หากพิจารณารวมประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปแล้ว จะพบว่าเป็นตลาดที่มียอดขายใหญ่อันดับสอง
ส่วนในกลุ่มประเทศอาเซียนนั้น มาสด้าเชื่อว่าจะเป็นตลาดที่มี “ศักยภาพ” ในการเติบโต อีกทั้งยังมีฐานการผลิตที่สำคัญ
โดยเฉพาะ “ประเทศไทย” ที่ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพและความแข็งแรง

มีโอกาสใช้ไทยฐานผลิตอีวี
ประเทศไทยนั้น มีโอกาสที่จะเป็นฐานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 100% ของมาสด้าในอนาคตเช่นกัน
แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับการจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่มาสด้าดำเนินการ ภายใต้นโยบาย Multi-Solution
มาสด้าไม่ใช่บริษัทใหญ่ ซึ่งมีกลยุทธ์ในการ Lean Asset Strategy ซึ่งมาสด้าจะดำเนินการจากทรัพยากรที่มาสด้ามีอยู่ทั่วโลกให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
ปัจจุบันมาสด้าโฟกัสที่การวางกลยุทธ์การผลิตเครื่องยนต์สันดาป (ICE), ไมลด์ ไฮบริด (MHEV) และไฮบริด (HEV) เป็นหลัก
ส่วนรถยนต์ไฟฟ้านั้น ปัจจุบันมาสด้าใช้กลยุทธ์การเป็นพันธมิตรกับ CHANGAN ในประเทศจีน โดยมาสด้า ยังเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีอีวีของตัวเองควบคู่ไปด้วย
“นากาจิม่า” ยอมรับว่า สำหรับมาสด้าเองก็มีความเป็นไปได้ว่าจะมีการลงทุนเพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่โรงงาน ออโต้ อัลลายแอนซ์ หรือเอเอที ที่ประเทศไทย แต่ ณ วันนี้มาสด้ายังไม่มีแผนที่
ความชัดเจนของ “รถปิกอัพ”
ในส่วนรถปิกอัพ อย่างที่ทราบปัจจุบันได้ร่วมมือพัฒนาร่วมกับ “อีซูซุ” ในการดำเนินการ และถือเป็นหนึ่งในการบริหารจัดการทรัพยากรด้านการลงทุนผลิตภัณฑ์ภายใต้นโยบายของบริษัท
เป็นที่ทราบว่าปัจจุบันตลาดรถปิกอัพ “หดตัว” ลงค่อนข้างมาก แม้ว่าไทยจะเป็นตลาดรถปิกอัพที่ใหญ่อันดับต้น ๆ ของโลก
ทั้งนี้หาก “มาสด้า” จำเป็นต้องมีการ “ลงทุน” ตามลำดับความสำคัญ
มาสด้าก็ต้องโฟกัสที่ “รถยนต์นั่ง” เป็นหลัก
ขณะที่แผนการทำตลาด เรายังมีรถปิกอัพเพื่อตอบสนองกับกลุ่มลูกค้าในต่างจังหวัดต่อเนื่อง แม้ว่าปัจจุบันจะมียอดขายรถปิกอัพน้อยกว่า 5% ของยอดขายทั้งปี
แต่อย่างไรก็ตามมาสด้าก็ยังมีสินค้าไว้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าในกลุ่มนี้อยู่ นี่ถือเป็นตัวอย่างของกลยุทธ์ Lean Asset Strategy
รัฐบาลไทยต้องแฟร์
สุดท้ายเมื่อถามถึงความคาดหวังและสิ่งที่มาสด้าต้องการสะท้อนไปยังรัฐบาลไทย เกี่ยวกับการสนับสนุนนักลงทุนผู้ประกอบการ “เจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น” ตอบคำถามแบบกระชับและชัดเจนว่า
มาสด้าฝากถึงรัฐบาล เรื่องการให้การสนับสนุนด้านการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่ยุติธรรมมากขึ้น (แฟร์) สนับสนุนธุรกิจที่มีการลงทุนและช่วยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศไทย และหมายรวมถึงบริษัทที่มีแผนการลงทุนในอนาคตด้วย