พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ชวนอ่านเกมโลก ‘The Future of Thailand : Next Move’
ผู้เขียน : ธีรดา ศิริมงคล
ในโลกที่ระเบียบเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอีกซีกโลกอาจส่งแรงสะเทือนมาถึงชีวิตของคนไทยได้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่ราคาพลังงาน ปุ๋ย และต้นทุนการผลิต ไปจนถึงการแข่งขันทางการค้าและความเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าโลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร แต่คือประเทศไทยจะปรับตัวและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้อย่างไร
นี่คือประเด็นสำคัญที่ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” นำเสนอผ่านหนังสือ “The Future of Thailand : Next Move โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ” ผลงานที่ชวนผู้อ่านทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของโลก ตลอดจนผลกระทบที่มีต่อประเทศไทยทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง พร้อมตั้งคำถามถึงแนวทางที่ประเทศจะสามารถก้าวต่อไปท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน
พิธากล่าวว่า หนังสือเล่มนี้เกิดจากการมองเห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกในช่วงที่เขาอยู่ที่บอสตัน สหรัฐอเมริกา และตระหนักว่าความเคลื่อนไหวในระดับนานาชาติล้วนส่งผลมาถึงคนไทย ไม่ว่าจะเป็นแรงงาน เกษตรกร หรือผู้ประกอบการรายย่อย แม้จะอยู่ห่างไกลจากพื้นที่เกิดเหตุเพียงใดก็ตาม
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เมื่อเกิดสงครามราคาก๊าซและปุ๋ยย่อมปรับตัวสูงขึ้น ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางจึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะประเทศที่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ยังส่งต่อมายังเกษตรกรไทยที่ต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นด้วย
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า โลกาภิวัตน์ในปัจจุบันมีความแตกต่างจากเมื่อ 20-30 ปีก่อนอย่างมาก ในอดีตการเปิดเสรีทางการค้าเปิดโอกาสให้สินค้าไทยขยายตลาดไปทั่วโลก สร้างประโยชน์ให้กับผู้ผลิตและผู้ส่งออก ขณะเดียวกันก็ทำให้สินค้าจากต่างประเทศเข้ามาแข่งขันในตลาดไทยมากขึ้นเช่นกัน
แต่สำหรับระเบียบโลกยุคใหม่ พิธามองว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับผลกระทบด้านลบมากกว่าผลประโยชน์ที่ได้รับ จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจให้ได้ว่า ระเบียบโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด อะไรคือสาเหตุของความเปลี่ยนแปลง และประเทศไทยได้รับผลกระทบอย่างไร ก่อนจะไปสู่คำถามสำคัญที่สุดว่า ประเทศไทยจะทำอะไรเพื่อรับมือกับสถานการณ์เหล่านี้ได้บ้าง
ในโลกที่ระเบียบเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอีกซีกโลกอาจส่งแรงสะเทือนมาถึงชีวิตของคนไทยได้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่ราคาพลังงาน ปุ๋ย และต้นทุนการผลิต ไปจนถึงการแข่งขันทางการค้าและความเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าโลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร แต่คือประเทศไทยจะปรับตัวและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้อย่างไร
เมื่อเศรษฐกิจภายในประเทศยังขาดความแข็งแกร่ง ผู้ผลิตไทยจึงต้องเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ความเปราะบางทางเศรษฐกิจก็อาจส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในวงกว้าง หนังสือเล่มนี้จึงต้องการชวนทุกคนมาร่วมกันคิดว่า ประเทศไทยจะตั้งรับต่อความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้อย่างไร
“หากประเทศไม่สามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจภายในประเทศได้อย่างเพียงพอ ผลกระทบย่อมไม่ได้หยุดอยู่ที่ประชาชนระดับรากหญ้า แต่ยังอาจขยายไปถึงชนชั้นกลางที่ค่อย ๆ สูญเสียโอกาสในการดำรงชีวิตอย่างมั่นคง”
สำหรับประเทศไทย พิธามองเห็นความท้าทายสำคัญหลายด้านที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัย ปัญหาสิ่งแวดล้อมและสภาพอากาศที่ผันผวน ตลอดจนการเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงานอย่างมีนัยสำคัญ ส่วน AI อาจกลายเป็นอีกหนึ่งแรงเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของตลาดแรงงาน ในทางกลับกันผู้ที่ปรับตัวไม่ทันก็อาจเผชิญความยากลำบากมากขึ้น ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
เช่นเดียวกับการจัดการปัญหาน้ำท่วม หากสามารถพัฒนาระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ก็อาจต่อยอดจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การวางระบบขนาดใหญ่ที่ช่วยสร้างจุดแข็งให้กับประเทศได้ในอนาคต
ในส่วนของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ พิธาเสนอว่าจำเป็นต้องคิดอย่างเป็นระบบ โดยแบ่งการรับมือออกเป็นระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อให้สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของประชาชนในแต่ละช่วงเวลา
สำหรับระยะสั้น เขายกตัวอย่างสถานการณ์ความยากจนที่เพิ่มขึ้น โดยกล่าวถึงจำนวนผู้ลงทะเบียนที่เพิ่มจาก 9 ล้านคนเป็น 18 ล้านคน พร้อมเสนอแนวคิดการใช้มาตรการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแบบครั้งเดียว หรือ “Helicopter Money” เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยให้ประชาชนมีโอกาสตั้งหลักได้
ขณะที่การแก้ปัญหาในระยะกลางและระยะยาว จำเป็นต้องสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ พิธาชี้ให้เห็นว่า เมื่อมูลค่าการส่งออกและนำเข้ารวมกันมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 120% ของ GDP เศรษฐกิจไทยย่อมมีความเชื่อมโยงกับสถานการณ์ระหว่างประเทศอย่างมาก จึงมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากมาตรการทางการค้าและความขัดแย้งระหว่างประเทศมหาอำนาจ
พิธากล่าวถึงความคาดหวังที่มีต่อหนังสือเล่มนี้ว่า เขาตั้งใจเขียนต้นฉบับอย่างสม่ำเสมอ โดยตลอดหนึ่งปีซึ่งมี 52 สัปดาห์ เขาไม่เคยเว้นการเขียนแม้แต่สัปดาห์เดียว
การใช้ชีวิตอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในเมืองบอสตัน ยังเปิดโอกาสให้เขาได้สัมผัสกับสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยนักคิดและผู้มีความรู้จากหลากหลายสาขา ซึ่งเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่เขามองว่ามีคุณค่าและอาจหาอ่านได้ไม่ง่ายจากแหล่งอื่น
พิธาจึงอยากให้ผู้อ่านได้เปิดใจทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของโลกผ่านหนังสือเล่มนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อมองเห็นปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ แต่เพื่อร่วมกันตั้งคำถามถึงทางเลือกและแนวทางที่ประเทศจะก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง
เพราะในวันที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้ง การทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการปรับตัว และการมองเห็นโอกาสใหม่ ๆ ที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางวิกฤต
เปิดจองหนังสือ “The Future of Thailand: Next Move โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ” ระหว่างวันที่ 9-19 ตุลาคม 2569 เริ่มจัดส่งวันที่ 22 ตุลาคม 2569 สามารถสั่งจองล่วงหน้าได้ทั้งฉบับปกแข็งและปกอ่อน ผ่านช่องทาง https://linktr.ee/nextmoveMTC
พิเศษสุด ๆ พบกับกิจกรรมเปิดตัวหนังสือ ในวันที่ 24 ตุลาคม 14.00-14.50 น. ณ เวทีกลาง ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 31 และพบกับกิจกรรมแจกลายเซ็นจากพิธา ในวันที่ 24-25 ตุลาคม เวลา 11.30-13.30 น. ณ บูทสำนักพิมพ์มติชน J02