เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี ฯ ทรงรับการถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ ชั้นสูงสุดจากรัฐอิตาลี
ข่าวในพระราชสำนัก เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี ฯ ทรงรับการถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ ชั้นสูงสุดจากรัฐอิตาลี
ราคาทองวันนี้ (20 ต.ค. 69) ร่วงลง 650 บาท รูปพรรณบาทละ 66,400 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (20 ต.ค. 69) ร่วงลง 650 บาท รูปพรรณบาทละ 66,400 บาท
เรเนซองส์ เปิดตัวคอลเลคชั่นเครื่องดื่มใหม่ ยกระดับประสบการณ์ “Evenings at Renaissance”
Biz Movement เรเนซองส์ เปิดตัวคอลเลคชั่นเครื่องดื่มใหม่ ยกระดับประสบการณ์ “Evenings at Renaissance”
BDMS รุกไบโอเทค ทุ่ม 170 ล้าน ปั้น “ยีนรักษามะเร็ง” หั่นต้นทุนนำเข้า
Business BDMS รุกไบโอเทค ทุ่ม 170 ล้าน ปั้น “ยีนรักษามะเร็ง” หั่นต้นทุนนำเข้า
นายกฯอันวาร์ ยันยังไร้ดีลอุ้มสายการบินแอร์เอเชีย
World นายกฯอันวาร์ ยันยังไร้ดีลอุ้มสายการบินแอร์เอเชีย
ขาย “สวนสยาม” หมื่นล้าน เนื้อหอม ทุนไทย-ต่างชาตินับ 10 รายสนใจซื้อ
Real Estate ขาย “สวนสยาม” หมื่นล้าน เนื้อหอม ทุนไทย-ต่างชาตินับ 10 รายสนใจซื้อ
เบทาโกรเข้าถือหุ้นใหญ่ Freshket รุกขยายธุรกิจฟู้ดเซอร์วิสออนไลน์
Economic เบทาโกรเข้าถือหุ้นใหญ่ Freshket รุกขยายธุรกิจฟู้ดเซอร์วิสออนไลน์
คณะไกล่เกลี่ย UNCLOS หนุนไทย-กัมพูชาฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูต
World คณะไกล่เกลี่ย UNCLOS หนุนไทย-กัมพูชาฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูต
น้ำลดอย่าเพิ่งสตาร์ท! กรมส่งเสริมการเกษตรเปิด 7 วิธีฟื้นเครื่องจักร
Economic น้ำลดอย่าเพิ่งสตาร์ท! กรมส่งเสริมการเกษตรเปิด 7 วิธีฟื้นเครื่องจักร
ปลุก “เงินนอน” เชียงใหม่ 3 แสนล้านปักหมุด Investment Hub ภาคเหนือ
เศรษฐกิจภูมิภาค ปลุก “เงินนอน” เชียงใหม่ 3 แสนล้านปักหมุด Investment Hub ภาคเหนือ
ดูทั้งหมด

มารุต ชุ่มขุนทด ปั้น CLASS CAFE โตแบบก้าวกระโดด ด้วยแนวคิด “Story Telling”

01 ส.ค. 2562 | 19:17น.

พิราภรณ์ วิทูรัตน์ : เรื่อง

ในยุคที่มีร้านกาแฟเกิดขึ้นมากมายไม่เว้นแต่ละวัน ยุคที่ใคร ๆ ก็เปลี่ยนจากการทำงานประจำสู่การเปิดธุรกิจส่วนตัว-เป็นเจ้านายตัวเองกันหมด ทั้งการซื้อแฟรนไชส์จากเชนกาแฟใหญ่ ๆ หรือการออกมาเปิดร้านแนว third wave หรือกาแฟทางเลือก

ด้วยคู่แข่งจำนวนมหาศาลขนาดนี้ แต่ร้านกาแฟแบรนด์หนึ่งที่มีต้นกำเนิดจากจังหวัดนครราชสีมากลับได้รับความนิยมอย่างสูง จากจุดเริ่มต้นในการเป็น SMEs พลิกสู่ธุรกิจสตาร์ตอัพเต็มรูปแบบ มีนักลงทุนรายใหญ่สนใจร่วมหุ้นหลายรายด้วยกัน แบรนด์ร้านกาแฟที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้คือ Class Cafe

ความร้อนแรงของ Class Cafe อยู่ในระดับที่มีการขยาย 1-2 สาขาในเวลาเพียง 3 เดือนเท่านั้น นับตั้งแต่ปี 2556 จนถึงตอนนี้ Class Cafe มีจำนวนสาขารวมทั้งสิ้น 19 สาขา ปัจจุบันมีรายได้ปีละ 9 หลัก และมีแพลนจะขยายสาขารองรับกลุ่มเป้าหมายอย่างนิสิต-นักศึกษาตามรั้วมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ เพิ่มอีก 4-5 แห่งด้วย

“ดีไลฟ์-ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสได้พูดคุยกับ มารุต ชุ่มขุนทด อดีตผู้บริหารระดับสูงสายเทคโนโลยีของ Hutch และ Nokia ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผู้ก่อตั้งร้านกาแฟสตาร์ตอัพที่ได้รับสมญานามว่า “สตาร์บัคส์แห่งอีสาน” อะไรทำให้ Class Cafe ได้รับความนิยมจนกลายเป็นปรากฏการณ์มากขนาดนี้ และเส้นทางความสำเร็จกว่าจะมาเป็นร้านกาแฟที่สามารถยึดหัวหาดภาคอีสานได้รวดเร็วมีที่มาที่ไปอย่างไร วันนี้เราจะได้พูดคุยกันแบบเจาะลึกและเอ็กซ์คลูซีฟ

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้มารุตกลับมาทบทวนถึงชีวิต และเริ่มต้นการทำธุรกิจ คือ เหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 2554 เขาเล่าว่า ช่วงนั้นกรุงเทพฯ เกิดวิกฤตความวุ่นวายหลายอย่าง ทั้งน้ำท่วมครั้งใหญ่ และความวุ่นวายทางการเมืองที่มีการปิดห้างร้านอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งขณะนั้นมารุตออกจากตำแหน่งผู้บริหารสาย tech มาเปิดโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษในชื่อ “Class” ที่ฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิต และแฟชั่น ไอส์แลนด์ เขาเริ่มกลับมาทบทวนถึงอนาคตในกรุงเทพฯ และมองว่าเหตุการณ์ความไม่สงบแบบนี้น่าจะดำเนินไปอีกอย่างน้อย 5-10 ปี การแขวนชีวิตไว้ที่นี่จึงน่าจะไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องนัก มารุตเริ่มหันกลับไปมองที่บ้านเกิดซึ่งก็คือจังหวัดนครราชสีมา หรือโคราช เพื่อเริ่มต้นทำบางสิ่งบางอย่าง และร้านกาแฟคือคำตอบที่มารุตเลือก

“ก่อนหน้านี้ถ้านึกถึงโคราชจะไม่ค่อยมีเรื่องพวกนี้ โคราชจะเป็นอะไรที่แห้งๆ เป็นเรื่องนิคม ธุรกิจ เขตอุตสาหกรรม หรือไม่ก็ทางผ่านเศรษฐกิจ เหล่านี้ทำให้คนโคราชหลงลืมเรื่องไลฟ์สไตล์ไป มันเลยเต็มไปด้วยโอกาส แต่ไม่ใช่เรามาแบบซื่อ ๆ นะ คนที่เคยทำสำเร็จมาแล้วก็มี อย่าง จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ทำไมผ้าขาวม้าของเขาใส่แล้วมันหล่อ มันเท่ขนาดนี้ ผ้าขาวม้าผืนละพันคนซื้อนะ แล้วทำไมคนอีสานถึงลืมเรื่องความเท่ของตัวเองไป ทำยังไงให้เขาภูมิใจ ให้เรามีเงินจ้างพนักงานเดือนหนึ่งหลาย ๆ หมื่น เวลาผมไปถามผู้จัดการโรงงานในโคราชเงินเดือนเขา 2-3 หมื่นเอง แล้วไลฟ์สไตล์มันจะเป็นยังไงล่ะ มันก็เป็นแบบนี้ ผู้จัดการศูนย์รถที่ทำงานหนัก ๆ เงินเดือน 2.5-3 หมื่น มันน้อยไป คนก็มาขุดทองที่กรุงเทพฯกันหมด พอเป็นแบบนี้ก็เกิดความรู้สึกว่า ถ้าทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นที่บ้านเราล่ะ ถ้าเงินเดือน 1 แสนบาททำอยู่ local ได้นี่โคตรเท่เลยนะ นี่คือสิ่งที่คิด หรือเวลาเราคิดว่า เราจะไป office building ในต่างจังหวัดเราก็นึกไม่ออกเลยว่าจะไปที่ไหน ตรงนี้แหละคือโอกาสของเราแล้ว”

แม้จะมองเห็นโอกาสแต่มารุตบอกว่า การสร้างแบรนด์ในโคราชไม่ใช่เรื่องง่าย ตรงกันข้ามกับที่กรุงเทพฯ ที่หากใช้ทุนหนัก ๆ ก็สามารถสร้างแบรนด์ได้สบาย ๆ ประกอบกับตอนนั้นเขาเริ่มต้นด้วยทุน 2 แสนบาท จึงต้องมีการกำหนดบัดเจ็ตในการโปรโมตร้านเพียงวันละ 500 บาทเท่านั้น ทางทีมจึงต้องมีการคุมรายจ่ายทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นอย่างระมัดระวัง ของทุกอย่างในร้านทั้งโต๊ะ-เก้าอี้ หรือเครื่องชงกาแฟเป็นมือสองทั้งหมด ความตลกร้าย คือของมือสองเหล่านี้ยังใหม่มาก และสินค้าบางตัวยังเหลือประกันอีกหลายเดือนด้วยซ้ำ เนื่องจากร้านกาแฟที่เปิดตัวในช่วงนั้นกว่า 90% มีอันต้องปิดกิจการกันแทบทั้งสิ้น

การทำธุรกิจที่มีโอกาสล้มเหลวมากขนาดนี้ มารุตจึงต้องหา differentiation ให้กับแบรนด์ และสิ่งที่เขาเลือกชูเป็นคอนเซ็ปต์ให้กับ Class Cafe ก็คือ “story telling” และ “thinking” ของแบรนด์ที่ละเอียดถี่ถ้วนตั้งแต่รสชาติกาแฟ ไปจนถึงกระดาษทิสชู่ หลอด แก้วใส่เครื่องดื่ม และซองใส่น้ำตาล

“ความแตกต่างของเรากับร้านอื่น คือเราเล่าทุกอย่างบนเฟซบุ๊ก ตั้งแต่ไปเรียนทำกาแฟ ติดตั้งบาร์ ไปตามหาเมล็ดกาแฟที่เชียงใหม่ มันคือ story telling ถ้าไปเจอลูกค้าที่โคราชเขารู้เรื่องเราตั้งแต่ผมชงกาแฟแก้วแรกเลยนะ เขาเล่าเรื่องราวได้ชัด เขาอินกับมัน เราเจอกาแฟตัวหนึ่งโคตรดี ทำมาแบบนี้รสชาติดีมาก อุณหภูมินม 64 องศา ทดลองลดลงไป 2 องศาจะเกิดอะไรขึ้นเราเล่าหมด อย่างหลอดดูดกาแฟเราลดขนาดลง 1 มิลลิเมตร ใช้แรงบันดาลใจจากหลอดยาคูลท์ ลดไซซ์ให้เล็กลง น้ำหนักของแก้วเซรามิกเป็นอย่างไร เข้าเตาเผาด้วยอุณหภูมิเท่าไหร่ โลโก้วางตรงไหน เก็บหมดทุกรายละเอียด ยกแก้วนิดเดียวก็รู้แล้วว่า thinking มันคนละอย่างกัน วัสดุที่ใช้ในการทำแก้วเป็นแร่หินควอตซ์ที่ทำให้เก็บความร้อนได้นานขึ้น เข้าเตาเผาด้วยอุณหภูมิสูงขึ้น โลโก้อุณหภูมิน้อยหน่อยเพราะติดอยู่ด้านหน้า น้ำหนักแก้วที่พอจับไปแล้วรู้สึกว่ามันหนักมันแน่น การเล่าเรื่องแบบนี้ทำให้ทุกคนฟอลโลว์ ทุกคนอยากเอาใจช่วย ตลอด 6 ปีเราสื่อสารทุกอย่างผ่านเฟซบุ๊กเป็นหลัก 100% ไม่มีการทำป้าย เราเป็น pure digital brand ที่เกิดขึ้นนอกกรุงเทพฯ”

นอกจากรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้ว เขายังพลิกมุมจากร้านอื่น ๆ ด้วย facilities ที่แตกต่างกันไปตามแต่ละสาขา มารุตบอกว่า ร้านกาแฟส่วนใหญ่ต้องการวอลุ่มในการขายเยอะ ๆ ออกแบบพื้นที่ในร้านจำกัดเพื่อให้ลูกค้าซื้อแล้วกลับไป แต่ Class Cafe ไม่ใช่แบบนั้น ทุกสาขาเน้นการใช้พื้นที่โอ่อ่าเพื่อให้ลูกค้านั่งได้นาน ๆ รวมถึงการเติม facilities ที่แมตช์กับกลุ่มลูกค้าไว้อำนวยความสะดวกถึงที่ อย่างเช่น หากลูกค้ามาคุยงานก็สามารถเดินไปปริ๊นต์เอกสารได้เลย หรือใครที่ทำธุรกิจค้าขายออนไลน์ บางสาขาจะมีเคาน์เตอร์บริการรับ-ส่งพัสดุ และตู้ฝากเงินที่ทางร้านดีลกับธนาคารไว้บริการลูกค้าด้วย

“เราเปลี่ยนวิธีคิด ถ้าไม่ได้สนแค่การที่ลูกค้ามาแล้วได้แก้วที่ดีที่สุดกลับไป แต่ Class ใช้ชีวิตร่วมเลย คือเป็นแบรนด์ที่ไปอยู่กับเขา เราดีไซน์กันตั้งแต่ทิสชู่ หน้าที่ของทิสชู่คืออะไร ? เช็ดปาก-เช็ดแก้ว แต่ทิสชู่ของเราคัดมาอย่างดี ใช้เช็ดหน้า-เช็ดเครื่องสำอางดีมากเลยนะ เพราะฉะนั้นแบรนด์มันจะอยู่กับเขาไปตลอด 24 ชั่วโมง แก้วโยนทิ้งแต่กระดาษอยู่กับเขา นี่คือการใช้ชีวิตร่วมกัน อย่างสาขานี้ (สาขาโอกะเฮาส์ สุขุมวิท 36) ทำไมเราต้องอยู่กับแสนสิริ เพราะนี่คือ living นี่คือ lifestyle ไม่ใช่ 5 นาทีได้กาแฟแล้วจบ บางคนนั่งสามชั่วโมงแล้วยังไม่ออกไปไหนเลย ดี อยู่กับเรานี่แหละ เราทำสำเร็จแล้ว การที่เขามาทำธุรกิจที่ Class นี่คือความสำเร็จของเรา ไม่ใช่ว่าเราขาดทุน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น รายได้เราก็โตตามกับการใช้ชีวิตมากขึ้นด้วย”

อีกหนึ่งสิ่งที่มารุตพยายามสื่อสารอย่างสม่ำเสมอ คือ การดึงลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วม เรียนรู้กระบวนการระหว่างทางกว่าจะมาเป็น Class Cafe มากกว่าการเล่าผลลัพธ์ หรือปลายทางความสำเร็จ ด้วยการจัดอีเวนต์ หรือเวิร์กช็อปเพื่อเป็นการคืนกำไรแก่สังคม เขามองว่าตรงนี้จะช่วย contribute องค์รวมได้ดีกว่าการดึงความสนใจมามองในจุดที่ร้านประสบความสำเร็จแล้ว

“Class พยายามโฟกัสในเรื่องนี้ ถ้าตรงไหนใส่ไปได้ เข้าไปแจมได้ เราจะทำ วันนี้ Class ไม่มีความลับเลย open coffee platform คือคีย์เวิร์ดของ Class เราเล่าตั้งแต่วันที่เริ่มเดิน แล้วเราก็อยากบอกว่า ก้าวที่เดินตั้งแต่ปีที่ 1-5 มันยากมากเลยนะ ทุกคนควรจะสนใจมากกว่าวันที่มาถึงปลายทางแล้ว ถึงร้อยล้านแล้ว เรามายืนดูในระหว่างเดินมันมีอะไรที่จะให้คืนกับสังคมมากกว่า เปลี่ยนจากมองที่ผลลัพธ์ไปมองที่วิธีการ อันนั้นคือสิ่งที่พยายามนำเสนอ และพูดให้บ่อยขึ้น ทุกคนรู้ว่า แจ็ค หม่า รวย มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก รวย กลับบ้านไปทุกคนก็รู้ถึงความสำเร็จของเขาเท่านั้น แต่การ contribute ให้เกิดความสร้างสรรค์ และความสำเร็จตรงนี้สำคัญ ก้าวที่ยากกับตอนที่ตั้งไข่ก็เลยกลายเป็นสิ่งที่ผมมองว่า ถ้าเราเติมอะไรเข้าไปช่วยให้สมบูรณ์ ทำให้สร้างสรรค์ มันจะกลายเป็น ecosystem ได้”

“ทุกสาขาของ Class มีอะเมซอนมาเปิดข้าง ๆ เขาเร็วมาก แล้วถ้าเราจะไปแข่งกับเขา เราสู้ไม่ไหวหรอก แต่สิ่งที่เขาไม่มี คืออดีตซีอีโอราคาถูกจากสาย tech แบบเรา นี่คืออาวุธหลัก”

ประเด็นสุดท้ายมารุตกล่าวถึงการเทิร์นจากธุรกิจ SMEs สู่การเป็นสตาร์ตอัพด้วยการดึงเทคโนโลยีใส่เข้าไปให้มากขึ้น เขา define ธุรกิจใหม่ด้วยการปรับ Class Cafe ให้กลายเป็น co-working space เต็มตัว ใช้เทคโนโลยีซึ่งเป็นเรื่องที่ตัวเองถนัดเพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุน ไม่เน้นขายทำกำไรสูงสุดแบบ SMEs แต่เน้นมาร์เก็ตแชร์ให้มากที่สุด ขยายสเกลสาขาให้ได้เยอะ ๆ แล้วจึงทำกำไรต่อ ด้วยกลยุทธ์แบบนี้จึงช่วยเสริมให้ Class Cafe ติดสปีดความสำเร็จได้ไกล และก้าวกระโดดมากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นเอง