เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“ศุภจี“ ลงพื้นที่ครม.สัญจร อุดรฯ เยี่ยม Moc Market หนุนสินค้าชุมชนสร้างรายได้
เศรษฐกิจภูมิภาค “ศุภจี“ ลงพื้นที่ครม.สัญจร อุดรฯ เยี่ยม Moc Market หนุนสินค้าชุมชนสร้างรายได้
“ศุภจี” ลุยครม.สัญจรอุดรฯ หนุน “ไทยช่วยไทย” ลดราคาสินค้าสูงสุด 60%
เศรษฐกิจภูมิภาค “ศุภจี” ลุยครม.สัญจรอุดรฯ หนุน “ไทยช่วยไทย” ลดราคาสินค้าสูงสุด 60%
ไทยเจ้าภาพประชุมระดับโลก ‘Interferry 2026’ รวมผู้นำอุตสาหกรรมเรือข้ามฟากจากทั่วโลก
Biz Movement ไทยเจ้าภาพประชุมระดับโลก ‘Interferry 2026’ รวมผู้นำอุตสาหกรรมเรือข้ามฟากจากทั่วโลก
บิ๊กเซอร์ไพรส์วงการธุรกิจ ทายาทมหาเศรษฐีเมืองไทย ซี.พี. จับมือ ค่ายบุญรอด คลอดบิ๊กโปรเจ็กต์
Biz Movement บิ๊กเซอร์ไพรส์วงการธุรกิจ ทายาทมหาเศรษฐีเมืองไทย ซี.พี. จับมือ ค่ายบุญรอด คลอดบิ๊กโปรเจ็กต์
ก.ล.ต. เตือนเจ้าหนี้หุ้นกู้ JKN 7 รุ่น เร่งรักษาสิทธิ ยื่นรับชำระหนี้ภายใน 1 ธ.ค.
Finance ก.ล.ต. เตือนเจ้าหนี้หุ้นกู้ JKN 7 รุ่น เร่งรักษาสิทธิ ยื่นรับชำระหนี้ภายใน 1 ธ.ค.
BAY รับโอนพอร์ตสินเชื่อรถจาก CIMBT สำเร็จ หลังเคลียร์เงื่อนไขครบ
Finance BAY รับโอนพอร์ตสินเชื่อรถจาก CIMBT สำเร็จ หลังเคลียร์เงื่อนไขครบ
นายกฯ เปิด ‘พืชสวนโลกอุดรฯ’ มั่นใจช่วยพัฒนาตลาด-สร้างโอกาสธุรกิจ
Politics นายกฯ เปิด ‘พืชสวนโลกอุดรฯ’ มั่นใจช่วยพัฒนาตลาด-สร้างโอกาสธุรกิจ
‘ผยง ศรีวณิช’ คว้ารางวัลใหญ่ “Best CEO Awards” พร้อมอีก 2 รางวัลจาก SET Awards 2026 
Biz Movement ‘ผยง ศรีวณิช’ คว้ารางวัลใหญ่ “Best CEO Awards” พร้อมอีก 2 รางวัลจาก SET Awards 2026 
สัมมนาประชาชาติธุรกิจส่งท้ายปี ดึง 2 สตาร์ตอัพระดับท็อป ‘หมอคิด-กรวัฒน์’ จุดพลุ THAILAND 2027
Biz Movement สัมมนาประชาชาติธุรกิจส่งท้ายปี ดึง 2 สตาร์ตอัพระดับท็อป ‘หมอคิด-กรวัฒน์’ จุดพลุ THAILAND 2027
พืชสวนโลกอุดรฯ วันแรกคนเกือบ 9 พัน “สุริยะ” คาด 4 เดือนเงินสะพัด 2 หมื่นล้าน
Economic พืชสวนโลกอุดรฯ วันแรกคนเกือบ 9 พัน “สุริยะ” คาด 4 เดือนเงินสะพัด 2 หมื่นล้าน
ดูทั้งหมด

ตอบข้อสงสัย วัคซีนโควิดทำไมจึงช้า ได้ฉีดเมื่อไหร่ เตรียมการแจกจ่ายถึงไหนแล้ว ?

08 ก.พ. 2564 | 17:14น.

การจัดหาวัคซีนเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจอย่างต่อเนื่อง มีคำถาม มีข้อสงสัยมากมายหลากหลายประเด็น จะได้ฉีดครบทุกคนไหม ? ฉีดฟรีทุกคนไหม ? จะได้ฉีดเมื่อไหร่ ? จัดหาช้าเกินไปหรือเปล่า ? ทำไมจึงช้า ? แจกจ่ายอย่างไร ? และอีกหลาย ๆ คำถาม ซึ่งมีคำตอบจากผู้รับผิดชอบโดยตรงให้เราทราบกันแล้วบนเวทีเสวนา “พลิกสูตรวัคซีนสู้โควิด พลิกวิกฤตเศรษฐกิจไทย” จัดโดย บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

คนไทยฉีดฟรีครบ 50 ล้านคน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถา มีเนื้อหาสาระสำคัญว่า วิธีการควบคุมโรคระบาดที่ได้ผลมากที่สุดคือต้องมีวัคซีนมาฉีดให้ประชาชน เพื่อส่งเสริมการสร้างภูมิคุมกันโรค ขณะนี้หลาย ๆ ประเทศ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยกำลังเดินไปถึงจุดนี้

อนุทิน ชาญวีรกูล

“ขอให้เกิดความมั่นใจและสบายใจได้เลยว่า รัฐบาลชุดนี้มีหน้าที่ที่จะจัดหาวัคซีนมาฉีดให้ประชาชนที่เป็นคนไทยทุกคน ไม่ต้องกังวลว่าไทยจะไม่ได้รับวัคซีน คนไทยไม่ต้องเสียเงินในการฉีดวัคซีนโควิด คนไทยทุกคนจะได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิดฟรี ในฐานะที่ท่านคือคนไทย ในฐานะที่ท่านเสียภาษีให้กับประเทศไทย ท่านอดทนอดกลั้นให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการที่จะเผชิญหน้ากับสถานการณ์โควิดเหล่านี้ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านได้ให้นโยบายอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลจะต้องจัดหาวัคซีนมาให้กับพี่น้องประชาชน”

นายอนุทินบอกว่า กระบวนการจัดหาวัคซีนเริ่มต้นมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 ตามแผนเดิมก่อนจะมีการระบาดระลอกใหม่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขวางแผนจะเริ่มฉีดวัคซีนให้ประชาชนในเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป ไม่ได้ถือว่าล่าช้าแต่อย่างใด แต่ตอนนี้ที่ต้องพยายามจัดการวัคซีนมาให้ได้ก่อนกำหนด เพราะเกิดการระบาดระลอกสองขึ้นมา

ตอนนี้การจัดหาวัคซีนโดยรัฐบาล ได้ทำสัญญากับแอสตร้าเซนเนก้าแล้ว 26 ล้านโดส และกำลังจะยืนยันการจัดซื้อเพิ่มเติมอีก 35 ล้านโดส รวมเป็น 61 ล้านโดส จะทยอยฉีดเดือนละ 5 ล้านโดสไปจนถึงปลายปี หลังจากนั้นจะจัดหาเพิ่มเติมให้ครอบคลุมประชาชนจำนวน 50 ล้านคนแน่นอน (มีกลุ่มที่ไม่ต้องฉีดประมาณ 20 ล้านคน) โดยจะพิจารณาวัคซีนของบริษัทอื่น ๆ ด้วย

“ไม่ได้ช้าครับ เรื่องวัคซีนเราได้เริ่มทำงานกันมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว อย่าเอาประเทศไทยไปเทียบกับประเทศอื่น ทำไมประเทศอื่นต้องฉีดวัคซีนเยอะ เพราะเขาติดเชื้อเยอะ เขามีการระบาดเยอะแยะมาก มีผู้ติดเชื้อวันละหลายแสนคน จนเขาต้องยอมให้เอาวัคซีนไปช่วยเพื่อให้เกิดผลการทดลอง ประเทศไทยเรายังอยู่ห่างจากจุดนั้น ถ้าสถานะอย่างประเทศไทยที่ควบคุมการระบาดได้แบบนี้ มีระบบสาธารณสุขที่มีความพร้อม มีแพทย์ เวชภัณฑ์ ยา ความรู้ความสามารถในการรักษาโรคโควิด มีการติดเชื้อในระดับเท่านี้ ผมให้คนไทยเสี่ยงเป็นหนูทดลองไม่ได้เด็ดขาด”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขบอกอีกว่า ณ วินาทีนี้ กระทรวงสาธารณสุขสามารถควบคุมสถานการณ์การระบาดได้อยู่ มีคนติดเชื้อ 20,000 คน แต่มีคนหายแล้ว 14,000 คน แม้มีการติดเชื้อเยอะ แต่อัตราส่วนที่รักษาหายก็เยอะตามไปด้วย ไม่ได้เป็นอัตราส่วนที่ผกผัน เพราะฉะนั้นก็ขอให้มั่นใจว่า ประเทศไทยไม่ได้ล้มเหลวในเรื่องของการรับมือกับสถานการณ์โควิด แม้จะมีการระบาดระลอกสองขึ้นมา

เบื้องลึก เบื้องหลัง ไทม์ไลน์การจัดหาวัคซีน

นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ เปิดเผยรายละเอียดให้เห็นไทม์ไลน์มาตั้งแต่ต้นว่า ตอนที่เริ่มเกิดโรคระบาดในเดือนมกราคม 2563 สถาบันวัคซีนแห่งชาติและกรมควบคุมโรคได้ทำงานใกล้ชิดกัน และเข้าใจตรงกันว่าโรคนี้จะเป็น “เรื่องใหญ่” สถาบันวัคซีนฯจึงคิดว่าจะวิจัยพัฒนาและผลิตวัคซีนในประเทศได้หรือไม่ จึงเริ่มพูดคุยกับเครือข่ายการทำงานทั้งมหาวิทยาลัยรัฐและองค์กรเอกชน พูดคุยหารือกันว่า หากจะพัฒนาและผลิตวัคซีนในประเทศ ใครจะสามารถทำอะไรได้บ้าง

นพ.นคร เปรมศรี

เมื่อหารือได้ข้อสรุปแล้วว่าจะพัฒนาวัคซีนในประเทศ ก็ได้ทำข้อตกลงร่วมกัน จึงเสนอกระทรวงสาธารณสุข และคณะรัฐมนตรี เพื่อของบประมาณสนับสนุนการวิจัยพัฒนา ซึ่งรวม ๆ แล้วได้มาทั้งหมด 3,000 ล้านบาท เป็นงบประมาณที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่มีการก่อตั้งสถาบันวัคซีนแห่งชาติขึ้นมา

ขณะเดียวกันได้ติดตามสถานการณ์ทั่วโลกว่ามีการวิจัยพัฒนาวัคซีนกันไปถึงไหนแล้ว มีการหาเครือข่ายการทำงานในต่างประเทศ พูดคุยกับหลายภาคส่วน ซึ่งในระยะเริ่มแรกนั้นไม่สามารถบอกได้ว่า หน่วยงานไหน บริษัทไหนจะทำสำเร็จ ทราบเพียงว่าทุกคนทำงานในทิศทางเดียวกัน จึงพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ทั้งกับหน่วยงานในจีน ยุโรป ญี่ปุ่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา เป็นการทำงานคู่ขนาน ทั้งการวิจัยพัฒนาในประเทศ และความร่วมมือกับต่างประเทศ ขณะเดียวกันก็คิดว่าหาก 2 แนวทางนี้ไม่ได้ผล ต้องมีแนวทางที่ 3 คือ การจัดหาวัคซีนโดยซื้อจากต่างประเทศ จึงเกิดเป็นบลูพรินต์การทำงานด้านวัคซีน ซึ่งมี 3 แนวทาง

สำหรับแนวทางที่ 3 นั้น ไทยมีการติดตามข้อมูลอยู่ตลอด ต้องจับตาว่าใครจะทำสำเร็จ เป็นวัคซีนรูปแบบไหน กระบวนการทดลองเป็นอย่างไร ต้องไปทำความรู้จักเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกมาประกอบการตัดสินใจ

นพ.นครเปิดเผยอีกว่า ในช่วงเวลาที่การวิจัยในประเทศยังไม่ได้เริ่ม มีอีกแนวทางหนึ่งเพิ่มเข้ามาคือ การรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากบริษัทต่างประเทศ ซึ่งแอสตร้าเซนเนก้าต้องการขยายกำลังการผลิตพร้อมกันทั่วโลกพอดี เนื่องจากออกซ์ฟอร์ดมั่นใจมากว่า วัคซีนที่วิจัยอยู่นั้นจะสำเร็จ จึงให้แอสตร้าเซนเนก้าเจรจาหาพันธมิตรรองรับการผลิตไว้ก่อนจะวิจัยสำเร็จ โดยตกลงกันว่าต้องเป็นการผลิตแบบไม่คิดกำไร

จากนั้นแอสตร้าเซนเนก้าได้เลือกบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด เป็นผู้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและเป็นผู้ผลิตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีการขอให้รัฐบาลไทยจองวัคซีนที่ผลิตในประเทศไทยด้วย เพราะหากรัฐบาลไทยไม่จอง บริษัทอาจจะขายวัคซีนในประเทศอื่น ๆ ไม่ได้ เพราะประเทศอื่น ๆ จะไม่มีความมั่นใจเนื่องจากเห็นว่า แม้แต่ประเทศที่ผลิตเองยังไม่มั่นใจที่จะใช้ ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการที่รัฐบาลไทยจองวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้า ซึ่งทำสัญญาจัดซื้อวัคซีนกันไปในเดือนพฤศจิกายน 2563 ส่วนกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีนั้นได้เริ่มมาก่อนหน้าแล้วนิดหน่อยตั้งแต่เดือนตุลาคม

ช้าเพราะกฎหมายไทยจองก่อนไม่ได้

มีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่า รัฐบาลไทยจัดหาวัคซีนล่าช้า ซึ่งทางรัฐบาลยืนยันมาตลอดว่าเป็นกระบวนการที่เหมาะสม ไม่ล่าช้า ประเด็นนี้ นพ.นครอธิบายลงรายละเอียดว่า ไทยไม่สามารถจ่ายเงินจองล่วงหน้าอย่างหลาย ๆ ประเทศ เพราะกฎหมายของเราทำแบบนั้นไม่ได้

“การจองวัคซีนในช่วงปีที่ผ่านมามีความยากพอสมควร ประเทศอื่นเขาจองได้ง่าย ๆ อย่างสหรัฐอเมริกาจองตั้งแต่พฤษภาคม โดยให้งบฯแก่แอสตร้าเซนเนก้าไปทดลองวิจัยก่อน 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ถ้าสำเร็จให้คืนเป็นวัคซีน 300 ล้านโดส แต่ถ้าไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร ถ้าประเทศไทยทำแบบนั้นได้ก็จะดีมาก แต่เราทำแบบนั้นได้ยากมาก”

นพ.นครบอกว่า วิธีการจองวัคซีนล่วงหน้าจากทุกบริษัทต้องทำแบบนั้นหมด ทุกบริษัทที่เดินเข้ามาคุยบอกว่า ถ้าจะจองล่วงหน้าต้องวางเงินก่อน ถ้าวัคซีนไม่สำเร็จก็ขอโทษและแล้วกันไป ถือว่าถ้าอยากใช้วัคซีนเร็วก็ต้องรับความเสี่ยงร่วมกัน

“กว่าจะสร้างกลไกการจองวัคซีนอย่างมีความเสี่ยงอย่างนี้ได้ ผมปรึกษาสิบทิศ ทุกท่านบอกว่า กลไกการจัดซื้อจัดจ้างในพระราชบัญญัติปกติทำไม่ได้ ผมจึงขอความช่วยเหลือจากรองนายกฯ วิษณุ เครืองาม ขอทีมกฎหมายของท่านมาช่วยหาทางออก ปรึกษาหารือกันแล้วท่านบอกว่า ใช้ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ใส่อำนาจตามพระราชบัญญัติความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ ตามมาตรา 18 มีอยู่วรรคเดียวคือ ‘ให้อำนาจคณะรัฐมนตรีประกาศในภาวะฉุกเฉิน โดยความเห็นชอบของสถาบันวัคซีนแห่งชาติในเรื่องการจัดหาวัคซีน’ แล้วไปออกประกาศในเนื้อประกาศเอง”

หลังจากมีกฎหมายรองรับแล้ว จึงเสนอคณะรัฐมนตรีให้จองซื้อวัคซีน 26 ล้านโดสจากแอสตร้าเซนเนก้า จึงเกิดการจองซื้อในเดือนพฤศจิกายน 2563 และบังเอิญว่าการวิจัยพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ทำได้เร็ว จึงเห็นตัวเลือกวัคซีนบริษัทต่าง ๆ ที่ทยอยออกมา ทำให้มั่นใจว่าจะมีวัคซีนโควิด-19 ให้ใช้แน่ ๆ

นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวเสริมประเด็นนี้ว่า เรื่องข้อจำกัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินในแง่การใช้งบประมาณ ต้องพิจารณาให้ดีทุกแง่มุม อย่างกรณีที่เปรียบเทียบการจองวัคซีนของสหรัฐอเมริกากับไทย ไทยไม่สามารถทำได้อย่างอเมริกาแน่นอน ทั้งมิติกฎหมายและมิติทางการเมือง ถ้าเอาเงินไปมัดจำแล้วล้มเหลว คนที่ทำต้องรับผิดชอบทั้งทางการเมืองและทางกฎหมาย

สาธิต ปิตุเตชะ

“ที่รัฐบาลเดินมาในแนวที่เป็นการจัดการอย่างเหมาะสม เช่น จอง 23 ล้านโดสแรก พอเวลามันทอดยาวออกไป อีกหลายบริษัทผลิตได้ ตลาดอาจจะเป็นของผู้ซื้อ มีการลดราคาลงมา ณ วันนั้นจะเห็นว่าประสิทธิภาพของวัคซีนใกล้เคียงกัน แต่หลายประเทศฉีดไปเยอะแล้ว จะมีคนวิ่งมาขายให้ในราคาโปรโมชั่น ฉะนั้นเราไม่จำเป็นต้องเอาเงินไปทุ่มบนความไม่แน่นอนตั้งแต่แรก แต่เราเลือกจัดการบริหารสถานการณ์การผลิตวัคซีนกับสถานการณ์การควบคุมโรคระบาดไปในขณะเดียวกัน ใช้เงินที่มีอย่างเหมาะสม และได้วัคซีนที่มีประสิทธิภาพ เราเดินมาทางนี้เหมาะสมแล้ว เป็นการป้องกันการใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่ายในก้อนแรก ซึ่งเสี่ยงต่อการทดลองล้มเหลวด้วย”

เตรียมกระบวนการแจกจ่ายและฉีดอย่างไร ?

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยรายละเอียดการกระจายวัคซีนว่า เดิมคณะกรรมการกระจายวัคซีนวางแผนว่าจะฉีดในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) แต่ต่อมาสรุปว่าจะเปลี่ยนไปฉีดในโรงพยาบาลระดับโรงพยาบาลชุมชนขึ้นไป เนื่องจากต้องให้ประชาชนที่รับการฉีดรอดูอาการก่อน 15-30 นาที หากฉีดวัคซีนแล้วเกิดผลข้างเคียงจะได้เข้าสู่กระบวนการรักษาได้ทันที

ตอนนี้คณะกรรมการคำนวณว่าโรงพยาบาลระดับไหนจะฉีดได้วันละกี่คน และทั้งประเทศจะฉีดได้เดือนละกี่คน ซึ่งขณะนี้กำลังจัดทำตัวเลขเหล่านี้อยู่ คาดการณ์ว่าใช้เวลาอย่างช้า 1 ปีครึ่ง จะฉีดได้ครบทั้งประเทศ และคณะกรรมการมีการทำการบ้านล่วงหน้าในแผนต่าง ๆ เช่น คิดเรื่องโลจิสติกส์ ระหว่างการกระจายวัคซีนต้องมีห้องเย็นหรือตู้เย็นในการเก็บรักษา ซึ่งมีปัญหาอุณหภูมิไม่นิ่ง บางทีเกิดไฟตก ไฟดับ จึงต้องมีระบบที่คอยแจ้งเตือนว่าเกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้น เพื่อควบคุมคุณภาพวัคซีนที่จะกระจายไปสู่ประชาชน

“โดยสถานการณ์ ผมคิดว่าถ้าเราสามารถคงมาตรการป้องกันของพี่น้องประชาชน ทำความเข้าใจกับโควิด-19 ควบคุมให้ติดเชื้อน้อยที่สุด เราสามารถควบคุมในทุกระลอกที่เกิดขึ้นให้ได้ และฉีดวัคซีนไปพร้อมกัน ผมคิดว่าเราจะสู้กับโควิด-19 ได้เร็วกว่าประเทศอื่น… ขณะเดียวกันถ้าประเทศเพื่อนบ้านเรายังฉีดไม่ครบ เราก็ต้องป้องกันต่อไป การสู้โควิดไม่ได้หมายความว่าฉีดวัคซีนที่เราแล้วจบ”

ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติเสริมว่า วัคซีนจะมีจำกัดแค่เพียงช่วงเวลา 3 เดือนนี้เท่านั้น เมื่อถึงกำหนดเดือนมิถุนายนจะไม่มีปัญหาเรื่องนี้ ส่วนการรับมอบวัคซีนนั้นจะทยอยรับมอบตามเป้าหมายการใช้คือจะฉีดเดือนละ 5 ล้านโดส ฉะนั้นจะแจ้งให้แอสตร้าเซนเนก้า โดยสยามไบโอไซเอนซ์ส่งมอบวัคซีนเผื่อเอาไว้เดือนละ 6 ล้านโดส

ส่วนการจัดลำดับคนที่จะได้ฉีดวัคซีนก่อน เป็นการจัดลำดับโดยพิจารณาทั้งกลุ่มประชากรและพื้นที่ คือ กลุ่มประชากรที่จำเป็นต้องฉีดก่อนซึ่งอยู่ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดจะเป็นกลุ่มที่ได้ฉีดก่อน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องประเมินไปตามสถานการณ์ เนื่องจากพื้นที่ควบคุมสูงสุดอาจเปลี่ยนไปตามแต่ช่วงเวลา บางจังหวัดที่เคยเป็นสีแดงอาจจะควบคุมได้ แล้วมีจังหวัดอื่นระบาดขึ้นมาเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดใหม่ “เพราะฉะนั้น การบริหารวัคซีนในจำนวนที่มีจำกัด เราต้องดูตามสถานการณ์”