เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
TRUE ยืนยัน ปิดสมุด “บัญชีผู้ถือหุ้น” ล่าสุด ไม่มีชื่อ “สุภาพร พิมพงษ์”
Business TRUE ยืนยัน ปิดสมุด “บัญชีผู้ถือหุ้น” ล่าสุด ไม่มีชื่อ “สุภาพร พิมพงษ์”
“ชัชชาติ” รุดดูดินทรุด อุโมงค์สายสีม่วงน้ำรั่ว สั่งปิดถนนประชาธิปก อพยพคนออกจากตึกเสี่ยงถล่ม
Politics “ชัชชาติ” รุดดูดินทรุด อุโมงค์สายสีม่วงน้ำรั่ว สั่งปิดถนนประชาธิปก อพยพคนออกจากตึกเสี่ยงถล่ม
SET วันนี้ทะยานเหนือ 1,600 จุด รับแรงหนุนฟันด์โฟลว์ไหลเข้า-พ.ร.ก.กู้เงินผ่านฉลุย
Finance SET วันนี้ทะยานเหนือ 1,600 จุด รับแรงหนุนฟันด์โฟลว์ไหลเข้า-พ.ร.ก.กู้เงินผ่านฉลุย
DSI ออกหมายเรียกผู้บริหารบริษัทน้ำมันคดีพิเศษสุราษฎร์ฯ “ฐิติภัสร์” ชี้คดีที่ 3 ลุยปราบกักตุน-เก็งกำไรน้ำมันทั่วประเทศ
Uncategorized DSI ออกหมายเรียกผู้บริหารบริษัทน้ำมันคดีพิเศษสุราษฎร์ฯ “ฐิติภัสร์” ชี้คดีที่ 3 ลุยปราบกักตุน-เก็งกำไรน้ำมันทั่วประเทศ
วันแรกลุยไม่พัก“ชัชชาติ”สั่งเอ็ซเรย์ทุนเทาต่างชาติ เช็กตึกแถว-อาคารเก่าทั่วกรุง
Politics วันแรกลุยไม่พัก“ชัชชาติ”สั่งเอ็ซเรย์ทุนเทาต่างชาติ เช็กตึกแถว-อาคารเก่าทั่วกรุง
Asap กวาด 3 รางวัล Trip.com Envision 2026 หลังยอดจองบนแพลตฟอร์ม พุ่ง 117%
Automotive Asap กวาด 3 รางวัล Trip.com Envision 2026 หลังยอดจองบนแพลตฟอร์ม พุ่ง 117%
มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ DPU เปิด 4 บูธ นวัตกรรมสร้างเศรษฐกิจ
Uncategorized มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ DPU เปิด 4 บูธ นวัตกรรมสร้างเศรษฐกิจ
ADB คาด GDP ปีนี้ 1.8% ส่งออกแกร่ง-จับตาพลังงานโลก
Finance ADB คาด GDP ปีนี้ 1.8% ส่งออกแกร่ง-จับตาพลังงานโลก
CP ถอดใจ ไม่ไปต่อรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ยื่นหนังสือ ร.ฟ.ท. ขอสิ้นสุดสัญญาแล้ว
Economic CP ถอดใจ ไม่ไปต่อรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ยื่นหนังสือ ร.ฟ.ท. ขอสิ้นสุดสัญญาแล้ว
กยศ. ชี้หักบัญชีอัตโนมัติ เฉพาะผู้กู้ยืมเงินที่ค้างชำระหนี้ แจงเป็นไปตามสัญญา
Finance กยศ. ชี้หักบัญชีอัตโนมัติ เฉพาะผู้กู้ยืมเงินที่ค้างชำระหนี้ แจงเป็นไปตามสัญญา
ดูทั้งหมด

‘Work Life Balance’ Mega Trend ที่ผู้ประกอบการไทยต้องเข้าใจให้มากขึ้น เพื่อปรับสมดุลสอดรับพฤติกรรมคนทำงานยุคใหม่

30 พ.ย. 2565 | 18:31น.

‘Work Life Balance’ คือ Mega Trend ที่คนทำงานในปัจจุบันให้สนใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามพฤติกรรมการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงมีเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงาน ทำให้เกิดความสมดุลระหว่างชีวิตกับงาน จึงเป็นสิ่งที่คนทำงานยุคนี้ถวิลหา และต้องการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน

SME Series ตอนนี้จึงขอนำประเด็นต่าง ๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ‘Work Life Balance’ มาให้ได้ศึกษา เพื่อที่ผู้ประกอบการและ SME จะได้หาจุดกึ่งกลางสร้างประโยชน์สำหรับองค์กรของตน Business Transformation ปรับรูปแบบการทำงานตามกระแสโลก Win – Win ทั้งภาคธุรกิจและตัวพนักงาน

เปิดเหตุผล ทำไม? ‘Work Life Balance’ จึงสำคัญ

เหตุผลก็เพราะ เนื่องจากคนทำงานต่างต้องการเวลาในแต่ละวันเพื่อทำสิ่งที่ตนเองชอบ ดังนั้น Work Life Balance จึงเป็นแนวคิดที่จะทำให้เกิดความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน ซึ่ง Mega Trend ‘Work Life Balance’ ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพจิตและแม้แต่สุขภาพกาย ทั้งสำหรับคนทำงานออฟฟิศและคนทำอาชีพอิสระ การขาดสมดุลอาจนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า ‘ภาวะหมดไฟในการทำงาน’ ที่องค์การอนามัยโลกได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า

อาการที่เป็นภาวะทางจิตใจอันเกิดจากความเครียดเรื้อรังในการทำงานซึ่งไม่ได้รับการจัดการให้เรียบร้อย ความรู้สึกสูญเสียพลังงานหรือมีภาวะอ่อนเพลีย มีความนึกคิดที่เหินห่างจากงานมากขึ้น หรือรู้สึกถึงงานของตนเองในทางลบหรือต่อต้านงาน และมีความเป็นมืออาชีพลดลง”

ภาวะหมดไฟในการทำงานกำลังเพิ่มมากขึ้น ทำให้คนทำงานสูญเสียแรงจูงใจและความสามารถในการทำงาน อีกทั้งยังมีความเชื่อมโยงกับโรคหัวใจ ความดันโลหิต และโรคเบาหวานชนิดต่างๆ พูดง่ายๆ คือ การอยู่ในสภาวะเครียดต่อเนื่องไม่ดีต่อสุขภาพของทุกคนหรือธุรกิจใดๆ

ด้วยเหตุนี้คนหนุ่มคนสาวในปัจจุบันไม่ได้ไขว่คว้าความสำเร็จในหน้าที่การงานเป็นอันดับต้น ๆ เหมือนแต่ก่อน ความสุขในชีวิตและการมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงกลับกลายเป็นสิ่งหลายคนให้ความสนใจ ได้ใช้ชีวิตในสิ่งที่อยากทำ ประมาณว่าเกิดมาแค่ครั้งเดียวอยากทำอะไรให้รีบทำ You Only Live Once นั่นคือเป้าหมายของใครหลาย ๆ คน คุณค่าของชีวิตไม่ได้มีแค่เรื่องงานอีกต่อไป

จากข้อมูลงานวิจัยของ McKinsey พบว่า 52% ของพนักงานในสหรัฐอเมริกา บอกว่าพวกเขาต้องการให้องค์กรนำรูปแบบการทำงานแบบ Hybrid Work ซึ่งมีความยืดหยุ่นมากขึ้นมาใช้ เนื่องจากรูปแบบการทำงานก่อนการเผชิญกับโรคโควิด 19 บริษัทส่วนใหญ่ก็จะให้ทำงานที่ออฟฟิศ (Onsite) และทำงานแบบพบปะหน้าตากัน

ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบ Hybrid Work ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างการทำงานแบบทางไกล (Remote Working) กับการทำงานแบบออฟฟิศนั่นเอง อย่างไรก็ตาม การระบาดของโควิด 19 ทำให้พนักงานเริ่มคุ้นชินกับการทำงานแบบทางไกล ซึ่งพนักงานหลายคนได้ดื่มด่ำกับรสชาติอันหอมหวานของการทำงานแบบ Remote Working นี้มายาวนาน

ดังนั้น จึงมีพนักงานบางส่วนที่ไม่อยากกลับไปทำงานที่ออฟฟิศ เพราะเห็นประโยชน์ของการทำงานแบบทางไกล ไม่ว่าจะเป็นการประหยัดเวลา ประหยัดทรัพยากรต่าง ๆ จากการทำงานที่บ้าน โดย 33% ของพนักงาน ยังกล่าวว่า พวกเขามีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนงาน หากพวกเขาต้องกลับไปทำงานอย่างเต็มเวลา ตัวอย่างทำให้เห็นภาพชัดขึ้นก็คือจากคำบอกเล่าของ Adam D’Angelo ซีเอโอของ Quora กล่าวว่า “60% ของพนักงานของเรา เลือกที่จะไม่ทำงานจากสำนักงาน แม้ว่าโควิด 19 จะไม่เป็นภัยคุกคามอีกต่อไป”

ขณะที่ REDPAPER รายงานข้อมูลและเทรนด์ด้านอสังหาริมทรัพย์ สนับสนุนโดย เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย ร่วมกับ นัมเบอร์ส 10 รีเสิร์ช เผย 6 เทรนด์การทำงานที่มนุษย์เงินเดือนหลาก Gen ยุค Post-COVID ต้องการ ได้สะท้อนออกมาผ่าน 6 เทรนด์ความต้องการด้านทำงาน ได้แก่

  1. การทำงานที่ไม่เครียด
  2. การความก้าวหน้าในอาชีพ
  3. การใช้ชีวิตได้อย่างสมดุล (Work Life Balance)
  4. การพัฒนาฝึกฝนทักษะใหม่ (Upskill & Reskill)
  5. ความสะดวกในการเดินทางและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันในที่ทำงาน
  6. การมีเวลาให้กับครอบครัว

โดยทั้งหมดนี้ องค์กรต่าง ๆ สามารถปรับปรุงสภาพแวดล้อม เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กลุ่มคนทำงานในยุค Post-COVID ผ่านการเลือกอาคารสำนักงานที่มีคุณภาพ ตั้งอยู่ในโลเคชันที่สะดวกต่อการเดินทางหลายรูปแบบ มีสภาพแวดล้อมภายในออฟฟิศที่ดี รวมถึงมีพื้นที่ให้พนักงานได้ผ่อนคลาย เพื่อช่วยลดความเครียดจากการทำงาน นอกจากนี้ ยังควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาความรู้ – ทักษะ และวิธีการทำงานใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพนักงานให้สามารถสร้างผลลัพธ์ในการทำงานได้ดี และสามารถทำงานได้อย่างมีความสุข

นอกจากนี้ข้อมูลจาก Kisi บริษัทให้คำปรึกษาด้านการทำงาน ในปี 2022 ได้เก็บข้อมูลทั้งหมด 100 ประเทศทั่วโลก เพื่อสำรวจว่าเมืองใดที่มีความสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิตมากที่สุดพบว่า

อันดับที่ 1 คือ เมืองออสโล ประเทศนอร์เวย์ ได้ 100 คะแนนเต็ม

อันดับที่ 2 คือ เมืองเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ 99.46 คะแนน

อันดับที่ 3 คือ เมืองเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ ได้ 99.24 คะแนน

ส่วนกรุงเทพฯ อันดับที่ 96 ได้ 70.73 คะแนน และท้ายสุดอันดับ 100 คือ เมืองเคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้ ได้ 50 คะแนน

เกณฑ์ในการให้คะแนนมี 3 ประเภทหลัก ได้แก่

  1. ปริมาณงานเช่น สัดส่วนคนทำงานล่วงเวลา หรือสัดส่วนคนทำงานมากกว่า 1 งาน
  2. สังคมในการทำงานเช่น การช่วยเหลือจากผลกระทบโควิด หรือระบบสาธารณสุข
  3. สภาพแวดล้อมของเมืองเช่น ค่าใช้จ่ายในการกินอยู่ หรือความปลอดภัยของเมือง

จากการสำรวจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นคุณภาพชีวิตและการทำงานของบ้านเราว่ายังไม่สมดุลกันพอสมควร ทั้งปริมาณงาน สวัสดิการ หรือสภาพแวดล้อมในเมือง เป็นองค์ประกอบในการชี้วัดความสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิต

ด้วยเทรนด์ที่เปลี่ยนไป จึงไม่แปลกใจที่องค์กรไหนชูเรื่อง Work Life Balance จะเป็นที่ถูกตาต้องใจคนทำงานในยุคนี้เป็นพิเศษ แน่นอนว่าการทุ่มเทกับงานยังคงเป็นสิ่งที่ดี แต่การทำงานที่มีประสิทธิภาพอย่างมีสมดุลเป็นสิ่งที่ FulFill และถนอมหัวใจคนทำงานได้ในระยะยาวมากกว่า

สิ่งที่คนทำงานรุ่นใหม่ต้องการจากบริษัทยุคปัจจุบัน

จ๊อบส์ดีบี (JobsDB) แพลตฟอร์มหางานชั้นนำของเอเชีย จึงได้รวบรวมข้อมูลเชิงลึก (Insight Data) ต่าง ๆ และสรุปเทรนด์ที่คนทำงานยุคใหม่ให้ความสำคัญและมีผลต่อการตัดสินใจเลือกสมัครงาน เพื่อให้องค์กรและผู้ประกอบการได้เห็นแนวโน้ม รวมถึงทัศนคติมุมมองที่เปลี่ยนไปของคนหางานยุคใหม่ในโลกหลังโควิด 19 และสามารถปรับตัวให้องค์กรสามารถดึงดูดผู้สมัครงานคุณภาพ รักษาพนักงานเก่าให้คงอยู่ และเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางความไม่แน่นอนก็คือ

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง : Salaryman ยุคใหม่ ความท้าทายของธุรกิจแบบเดิมๆ

สวัสดิการ สิทธิประโยชน์ ตลอดจนคุณค่าในองค์การที่พนักงานต้องการ (Employer Value Proposition) ต้องได้รับการพัฒนาให้ตอบโจทย์กับโลกหลังวิกฤตโควิด 19 ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ต้องตระหนักและพัฒนาสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ขององค์กรให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนทำงานที่เปลี่ยนไป และคำนึงถึงคุณค่าในองค์กรที่พนักงานต้องการ (EVP) โดยเน้นให้คุณค่าในด้านความรู้สึกมากขึ้น เพื่อรักษาพนักงานเดิมไว้ และดึงดูดผู้สมัครงานใหม่ในยุคปัจจุบัน เช่น

  1. ยืดหยุ่นเวลาเข้า – ออกงาน

การเข้าออกงานที่เป็นเวลานั้น บางครั้งก็สร้างความเดือดร้อนให้กับบางคนได้ หรือเป็นปัญหาต่อการบริหารเวลาชีวิต เพราะแต่ละคนก็ต่างมีเหตุผลชีวิตที่แตกต่างกัน หลายออฟฟิศแก้ปัญหานี้ด้วยการยืดหยุ่นเวลาเข้า – ออกงานให้กับพนักงาน โดยให้เลือกช่วงเวลาเข้าออกที่เหมาะสมกับตัวเอง เพื่อให้การบริหารเวลาของแต่ละคนมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยที่ทุกคนมีชั่วโมงการทำงานที่ครบถ้วนตามเวลาที่บริษัทกำหนด หรือบางบริษัทยุคใหม่ก็ไม่เคร่งเรื่องเวลาเข้าออก หรือไม่ยึดติดกับเวลาทำงาน ขอแค่ให้สามารถทำงานให้เสร็จได้ทันเวลา ได้ผลงานที่ดีเท่านั้นพอ ให้พนักงานบริหารเวลาของตนเองให้มีประสิทธิภาพ เรื่องเหล่านี้ก็สามารถช่วยสร้างความสมดุลให้กับชีวิตและการทำงานได้ดีเช่นกัน

  1. Work from Home / Remote Working

กลยุทธ์ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในยุคนี้ก็คือการให้อิสระเรื่องเวลากับพนักงาน ให้พนักงานบริหารตนเอง แต่ต้องทำงานให้สำเร็จลุล่วงให้ได้ สามารถทำงานที่บ้านหรือที่ไหนก็ได้ ขอแค่ให้งานเสร็จทันเวลาและมีประสิทธิภาพ หรือบางองค์กรก็นำกลยุทธ์นี้มาผสมผสานกับการทำงานแบบปกติ (Routine Working) อย่างเช่น ให้โควตา Work from Home ทำงานจากบ้านหรือที่ไหนก็ได้ 1 วัน / สัปดาห์ หรือไม่ก็สามารถทำงานที่ไหนก็ได้ แต่ต้องเข้าออฟฟิศอย่างน้อย อาทิตย์ละ 1 – 2 วัน เป็นต้น

โดยนายบัลเดอร์ ทอล ผู้จัดการทั่วไปประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลีย WeWork เปิดเผยว่า จากข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่าเทรนด์นี้จะต่อเนื่องไปในปี 2023 ซึ่งในภาพรวมของรูปแบบการทำงานดังกล่าว เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งในภาคพื้นยุโรป เอเชียแปซิฟิก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อีกหนึ่งประเด็นของโลกทำงานยุคหลังโควิดที่องค์กรต่าง ๆ จะต้องตระหนักถึงก็คือ มากว่า 50% ของพนักงานออฟฟิศ จะเริ่มมองหาพื้นที่การทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ไม่จำกัดแค่การทำงานในออฟฟิศเสมอไป

เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจและสังคมโลกในด้านต่าง ๆ มีความไม่แน่นอนและผันผวนสูง หลายองค์กรไม่อาจคาดเดาได้ว่าโลกในอนาคตจะเปลี่ยนไปยังไงอีก การมอบความยืดหยุ่นด้านพื้นที่ทำงานให้แก่พนักงานออฟฟิศจึงเป็นสิ่งสำคัญ

  1. จัดคลาสออกกำลังกายให้เป็นสวัสดิการพนักงาน

หนึ่งในการจัดการขององค์กรที่ช่วยเรื่อง Work Life Balance ได้ดีก็คือการจัดสวัสดิการด้านการออกกำลังกายให้กับพนักงานในบริษัท อาจจัดคอร์สออกกำลังกายให้พนักงานสามารถมาเข้าร่วมได้ หรือจัดพื้นที่ตลอดจนเตรียมอุปกรณ์ออกกำลังกายให้พนักงานได้ผ่อนคลายอย่างอิสระ

  1. มีโซนพักผ่อนหย่อนใจ

องค์กรอาจจะจัดโซนสันทนาการหรือโซนพักผ่อนหย่อนใจเพื่อเป็นอีกหนึ่งสวัสดิการให้พนักงานได้พักผ่อนระหว่างวัน อาจจะเป็นสวนเล็ก ๆ หรือไม่ก็ห้องนั่งเล่น ห้องดูหนัง ห้องเล่นเกม หรือบางองค์กรก็เตรียมห้องนอนให้พนักงานได้เอนกายเลยก็มีเช่นกัน เพื่อช่วยให้คลายเครียดจากการทำงานได้

  1. ประชุมนอกสถานที่

การไม่อยู่กับอะไรเดิม ๆ ทำให้พนักงานได้ขยับบ้าง อาจกระตุ้นความกระปรี้กระเปร่าได้ดี องค์กรอาจส่งเสริมการประชุมนอกสถานที่บ้าง อย่างการประชุมในร้านกาแฟ (ที่กำลังเป็นเทรนด์นิยม) หรือการประชุมตาม Co-Working Space ที่สามารถเช่าห้องประชุมได้ เป็นต้น การเปลี่ยนบรรยากาศและสถานที่จะทำให้พนักงานไม่เบื่อ มีความกระปรี้กระเปร่า ได้ขยับปรับเปลี่ยน ได้เบรกจากสภาพแวดล้อมการทำงานเดิม ๆ สิ่งเหล่านี้ก็ช่วยสร้างให้การทำงานกับการใช้ชีวิตผสมกลมกลืนกันได้อย่างลงตัว

  1. Outing ประจำปี

การจัดทริปท่องเที่ยวประจำปีขององค์กรก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยสร้าง Work Life Balance ให้กับองค์กรได้ดีเช่นกัน โดยองค์กรเป็นตัวหลักในการจัดการพักผ่อนนี้ให้เลย เพื่อที่ให้ทุกคนได้ผ่อนคลายกับความเครียดในการทำงานมาตลอดทั้งปี และได้ฟื้นฟูชีวิตไปในตัวด้วย พร้อมทั้งสร้างความสัมพันธ์ในองค์กรได้อย่างดีเยี่ยม และส่งเสริมให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

  1. บริการจิตแพทย์

ทุกวันนี้ปัญหาความเครียดยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งความเครียดในการทำงาน ตลอดจนความเครียดเรื่องส่วนตัว ครอบครัว การดำเนินชีวิต ความเครียดนี้ส่งผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจได้อย่างไม่น่าเชื่อ รวมถึงโรคซึมเศร้าที่กำลังเป็นโรคทางกายและจิตที่คนวัยทำงานเป็นกันมากขึ้นทุกวัน ในกรณีนี้องค์กรสามารถช่วยแบ่งเบา ลดอัตราความเครียด ตลอดจนช่วยเหลือให้สุขภาพจิตของพนักงานดีขึ้นได้ด้วยการจัดบริการจิตแพทย์ปรึกษาปัญหาชีวิตตลอดจนปัญหาต่าง ๆ ได้ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมสำหรับองค์กรในเมืองใหญ่ เมืองที่เต็มไปด้วยความเครียดและความกดดันในการใช้ชีวิตและทำงาน ซึ่งเรื่องนี้ช่วยเหลือพนักงานให้มี Work Life Balance ได้ดีด้วยเช่นกัน

  1. บริการให้คำปรึกษาทางการเงิน

องค์กรอย่ามองว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องการสร้างสมดุลให้กับชีวิตและการทำงาน นี่คือปัญหาอันดับต้น ๆ ของพนักงานเลยก็ว่าได้ และสร้างความเครียดให้กับคนยุคปัจจุบันได้มากที่สุดเรื่องหนึ่ง องค์กรที่ใส่ใจรอบด้านจะจัดบริการให้คำปรึกษาทางด้านการเงินให้กับพนักงาน ตั้งแต่ช่วยในเรื่องการวางแผนการเงินที่ดี ไปจนถึงช่วยหาแหล่งเงินกู้สำรอง เงินกู้ฉุกเฉินไว้ช่วยในยามจำเป็น ตลอดจนปรึกษาปัญหาการเงินต่าง ๆ เพื่อให้ผ่อนคลายความเครียด และดำเนินชีวิตได้อย่างไม่กังวล ไม่ทุกข์ ส่งผลให้การทำงานมีประสิทธิภาพขึ้นได้

  1. กำหนดนโยบายองค์กรในเรื่อง Work Life Balance

บางคนอาจไม่มีวินัยในการบริหารการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัวถ้าไม่ถูกบังคับ หรือไม่กล้าและเกรงใจหัวหน้างานตลอดจนผู้บริหารเพราะกลัวถูกมองว่าไม่ขยัน ทำงานไม่เต็มที่ ทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ ทำงานไม่ทุ่มเทให้กับองค์กร องค์กรที่มองการณ์ไกลอาจกำหนดเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นนโยบายของบริษัท เพื่อให้พนักงานได้ปฏิบัติร่วมกัน และทำอย่างไม่รู้สึกผิด เช่น หลังเวลาเลิกงานแล้วต้องไม่มีใครอยู่ที่โต๊ะทำงานเด็ดขาด หรือกำหนดชั่วโมงการทำงานให้เหมาะสม ตลอดจนส่งเสริมในเรื่อง Work Life Balance ในองค์กรในเรื่องต่าง ๆ ด้วย

Work Life Balance กับการนำไปใช้จริงของภาคธุรกิจ

  1. ‘Apple’

ได้ประกาศให้พนักงานเตรียมกลับเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศ 3 วันต่อสัปดาห์ คือ วันจันทร์ อังคาร และพฤหัสบดี ส่วนอีก 2 วันคือ วันพุธ และศุกร์ พนักงานสามารถทำงานรูปแบบ Remote Working คือ ทำงานจากที่ไหนก็ได้ ส่วนทีมที่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศ เนื่องจากประเภทของงาน และรูปแบบการทำงาน ก็สามารถเข้ามาที่ออฟฟิศ 4 – 5 วันต่อสัปดาห์ได้

นอกจากนี้ พนักงานยังมีโอกาสทำงาน Remote Working ได้ถึง 2 สัปดาห์ต่อปี โดย Apple ให้เหตุผลว่าเพื่อให้พนักงานได้มีเวลาอยู่กับครอบครัวหรือคนที่คุณรักมากขึ้น และเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศการทำงาน หรือเหตุผลอื่น ๆ ของแต่ละบุคคล ซึ่งการใช้สิทธิ์นี้ พนักงานต้องขออนุมัติจากผู้จัดการก่อน

  1. Microsoft

Dawn Klinghoffer ซึ่งเป็น Head of People Analytics ของ Microsoft อยากหาคำถามให้ได้ว่า จะใช้วิธีไหนแก้ไขปัญหา Work-life balance ได้สำเร็จ? ทำให้พบสาเหตุสำคัญที่ทำให้ Work Life Balance ของพนักงานส่วนใหญ่พัง ออกเป็น 3 ประเด็นใหญ่คือ

  1. ยิ่งทำงานประสานกันเยอะชีวิตยิ่งพัง
  2. ยิ่งทำงานมีสมาธิชีวิตยิ่งดี(ถูกรบกวนจากเพื่อนร่วมงานหรือคนในบ้านน้อยลงเท่าไร จะช่วยให้ Work Life Balance ดีมากขึ้นเท่านั้น)
  3. พนักงานต้องการการพัก(ช่วงแรกของการ Work From Home อัตราการลาพักร้อนลดลงถึง 83% ส่งผลอย่างมากต่อความรู้สึกขาด Work Life Balance เมื่อเทียบกับกลุ่มพนักงานที่ยังคงใช้วันลาอยู่ตามปกติ)

วิธีการแก้ปัญหาในแบบของ Microsoft ด้วยกลยุทธ์ 3 ขั้นตอนดังนี้

  1. ลำดับความสำคัญให้ดี

การทำแบบนี้คือการช่วยให้ทีมสามารถที่จะสร้างความมั่นคงได้ในเวลาที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย และเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้าง Work Life Balance เพราะการที่เราเลือกสิ่งสำคัญจริง ๆ และปฏิเสธสิ่งอื่น ๆ ได้จะนำมาซึ่งการประชุมที่น้อยลง เวลาการ Focus ที่มากขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือมีเวลาพักผ่อนเพิ่มขึ้น

  1. วางรูปแบบการประชุมใหม่

เมื่อจัดลำดับความสำคัญของงานได้แล้ว ขั้นถัดไปคือการจัดระเบียบการประชุมใหม่ โดยสิ่งที่ Microsoft ปรับตัวมีดังนี้ คือ 1. มีเวลาพักอยู่ในแผนการประชุม 2. เลี่ยงประชุมวันจันทร์ และวันศุกร์ 3. ตรวจสอบความจำเป็นในการประชุม

  1. กำหนดเวลา และขอบเขต

ขั้นต่อมาคือการกระตุ้นให้ทีมเห็นความสำคัญของการกำหนดเวลาที่อยากจะใช้ไปกับงาน และการกำหนดขอบเขตเพื่อที่จะเป็นตัวช่วยรักษาเวลานั้น โดยการสนับสนุนให้มี Focus Time เช่น วันนี้ 9 – 10 โมงจะโฟกัสกับงานเอกสาร และ 10 – 11 โมง โฟกัสกับการเตรียมนำเสนอ เป็นต้น รวมถึงการใช้เทคโนโลยีด้วยความเคารพเวลาส่วนตัว อีเมลนอกเวลางานจากหัวหน้ามีผลต่อพนักงาน Microsoft จึงสนับสนุนให้ Manager ใช้ฟังก์ชัน ‘ตั้งเวลาส่งอีเมล’ เพื่อให้แม้จะนึกงานได้สด ๆ ร้อน ๆ ก็ให้พิมพ์ทิ้งไว้แล้วตั้งเวลาส่ง

  1. LINE ประเทศไทย

มีการปรับรูปแบบการทำงานเป็น Hybrid Workplace คิดว่าสิ่งที่พนักงานและหัวหน้างานต้องมีก็คือเรื่องของ Mind Set โดยเฉพาะเรื่องของความเชื่อมั่นกันและเคารพซึ่งกันและกัน แต่ละฝ่ายไว้วางใจกันและไม่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอึดอัดหรือไม่สบายใจ ซึ่งรวมไปถึงเรื่อง Working Environment ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงแค่สิ่งแวดล้อมรอบตัวหรือรอบโต๊ะเท่านั้น แต่หมายถึงสภาพแวดล้อมที่ทำให้รู้สึกสะดวกสบายในการทำงาน

ด้วย Working Style ที่แตกต่างกันออกไป บางคนก็จะเน้นไปที่การ Concentrate กับงาน กับสิ่งแวดล้อมรอบข้าง แต่บางคนก็อยากที่จะมีการ Co-Operate กับเพื่อนร่วมงาน แต่บางคนชอบที่อยู่ในห้องคนเดียว สะท้อนว่ามีความต้องการที่หลากหลาย ดังนั้น ออฟฟิศจึงปรับให้เป็น LINERS Connecting Space คือเป็นศูนย์รวมของพนักงานทุกคนในออฟฟิศ อยากให้เป็นที่ ๆ ทุกคน Connect หากันได้ ดังนั้น จึงมีการรีโนเวชันออฟฟิศกันขึ้นมา พร้อมกับสร้าง Facilities ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Focus Room, Meeting Room โดยยึดเอาความต้องการของพนักงานเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีการให้ความสำคัญกับเรื่องของ Work – Life Revolution มีการคำนึงถึงเรื่องการทำงานของพนักงาน รวมถึงไลฟ์สไตล์ สุขภาพจิตใจ และสุขภาพร่างกายของพนักงานด้วย โดย ไลน์ประเทศไทยจะทำความเข้าใจกับพนักงาน มีการทำเซอร์เวย์ รวบรวมความต้องการต่าง ๆ ของพนักงาน แล้วนำมาพัฒนาปรับปรุงใช้งาน รวมถึงมีการทำห้องสำหรับการ LIVE ด้วย ที่ตอบโจทย์กับทีมที่ต้องการทำ LIVE Studio ด้วย

การสร้างความสมดุลระหว่างชีวิตกับงานช่วยสร้างศักยภาพให้องค์กรได้มากกว่าที่คิด การทำงานหนักหน่วงอาจทำให้องค์กรมีโอกาสประสบความสำเร็จได้ก็จริง แต่ระยะยาวแล้วศักยภาพจะลดลงตามประสิทธิภาพของร่างกายและจิตใจที่ย่ำแย่ลง หากสร้างสมดุลให้กับชีวิตส่วนตัวและการทำงานได้อย่างลงตัว นั่นคือวินัยในการทำงานที่ยอดเยี่ยม ส่งผลให้บุคลากรมีชีวิตที่สมดุล ประสบความสำเร็จทั้งหน้าที่การงาน การดูแลครอบครัว สุขภาพร่างกายดี สุขภาพจิตใจยอดเยี่ยม เมื่อทุกอย่างดีแล้วก็จะทำให้ชีวิตมีความสุข ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรก็มีโอกาสประสบความสำเร็จได้ยิ่งขึ้น และมีพนักงานที่มีคุณภาพช่วยสร้างศักยภาพให้กับองค์กรได้ในระยะยาว

แหล่งอ้างอิง : JobsDB, Marketing Oops

แหล่งอ้างอิง : JobsDB, Marketing Oops
https://www.mckinsey.com/capabilities/people-and-organizational-performance/our-insights/what-employees-are-saying-about-the-future-of-remote-work?cid=other-eml-shl-mip-mck&hlkid=42394883125c4b86be8ba724d4e9e7df&hctky=10439215&hdpid=0ffa4915-1b11-41eb-a81f-8fb49d07bbc6
https://www.forbes.com/sites/lucianapaulise/2021/06/29/some-52-of-employees-prefer-hybrid-work-models-how-to-overcome-the-challenge/?sh=3f27ce5c4860
https://www.travelperk.com/blog/top-hybrid-work-trend-stats-from-global-companies/
https://www.lancaster.ac.uk/media/lancaster-university/content-assets/documents/lums/work-foundation/PolicyBrief.pdf
https://www.rd.go.th/fileadmin/eMagazines/online_092564.pdf
https://www.bbc.com/news/technology-57342768
https://bit.ly/3FGQzRt
https://www.getkisi.com/work-life-balance-2022#table
https://www.forbes.com/sites/heidilynnekurter/2021/12/30/is-thursday-the-new-friday-3-pros-and-cons-of-reducing-working-hours/?utm_source=pocket_mylist&sh=242b573e11c2
https://www.businessnewsdaily.com/5244-improve-work-life-balance-today.html

Hybrid Workplace มาแรง! Apple และเหล่า Big Tech ให้พนักงานเข้าออฟฟิศ สลับ Remote Working