เปิดใจ ‘พญามังกรสวนสยาม’ ซมพิษท่วมหนัก-แบ่งมรดกทายาท
สวนสยาม “ทะเลกรุงเทพฯ” อาณาจักร 250 ไร่ ใต้ลมปีก “ตระกูลเหลืองอมรเลิศ” ผ่านวิกฤตมากว่า 4 ทศวรรษ ต้องพ่ายแพ้ต่อมหาอุทกภัยปี 2569 จนเจ้าของท้อใจ ประกาศปิดยาว 6 เดือน และขอลาตลอดกาลขายกิจการ 10,000 ล้านบาท หากไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วย
เมื่อเห็นธุรกิจที่สร้างมากับมือจมน้ำต่อหน้า เสียหายร่วม 500 ล้านบาท จนมีการตั้งคำถาม ฤๅนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของ “สวนสยาม” สวนน้ำขนาดใหญ่ที่คู่คนไทยมานาน 46 ปี
จากวิกฤตทุกปีสู่มหาอุทกภัยใหญ่
“ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ” ประธานกรรมการบริหาร และผู้ก่อตั้งสวนสยาม เปิดใจกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากวันแรกถึงวันนี้ 46 ปี ที่สวนสยามผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร เรามีความสุขอยู่ตรงหน้าร้อน ปิดเทอม วิกฤตที่เกิดขึ้นเนื่องจากการบริหารจัดการเราอาจจะไม่ดีนัก เพราะต้องมีทุนพอสมควร ในการบริหารจัดการทั้งคนและสถานที่ ไม่ได้โทษใครหรอก เราก็แก้ปัญหามาเรื่อย ๆ ตลอด 40 ปีมีวิกฤตหลายครั้ง แต่เราก็ผ่านพ้นมาได้
“วิกฤตเรามีทุกปี หน้าฝนถ้าเตรียมตัวไม่ทันน้ำจะท่วม เพราะพื้นที่ใหญ่มากต้องดูแล หน้าร้อนคนไม่กล้าออกมา ทั้งที่มีต้นไม้เป็นหมื่นต้น หนาวคนก็ไม่อยากเล่นน้ำ เครื่องเล่นพอเล่นมาก ๆ เครื่องก็มีหยุดบ้าง ปิดซ่อมก็แทบไม่มีค่าซ่อม แต่วิกฤตรอบนี้ถือว่าหนักสุด อยากให้รัฐบาลมาช่วย เพราะที่นี่คือบ้านของผม กว่า 40 ปี ผมอยู่ที่นี่ไม่เคยขาดแม้แต่วันเดียว กินที่นี่ หลับที่นี่”
ไชยวัฒน์เล่าว่า วันที่น้ำท่วมเข้าเต็มพื้นที่ตอนตี 4 เราเก็บอะไรไม่ทันเลย แม้แต่สัตว์ที่รักที่สุด วันที่เกิดเรื่องใหญ่ไม่สามารถจัดการได้ทัน ประชาชนก็สงสาร เพราะน้ำมันท่วมฉับพลัน ผมไม่รู้จะทำไง เด็กโทรศัพท์มาบอกก็สั่น โทร.บอกเด็ก ๆ กระสอบทรายมีเท่าไหร่เอามาให้หมด
“ผมมาถึงแทบเป็นลม เครื่องเล่นที่เราทำอยู่มันอยู่ตรงพื้นดิน เพราะน้ำท่วมเข้ามาไปถึงมอเตอร์ทั้งหมด มันชอร์ต ต้องทำใหม่ เทียบกับปี 2554 เราไม่เสียหายเลย ตอนนั้นผมยังหนุ่มอยู่ นอนที่นี่ บัญชากันทั้งคืน ไม่ได้หลับได้นอน ได้วอจากรัฐบาล สั่งการในบ้านได้ เพราะรู้ว่าจุดอ่อนน้ำเข้าอยู่ตรงไหน”
เสียหาย 300 ล้านถกแบงก์-รัฐช่วย
จากวิกฤตน้ำท่วมกรุงเทพฯ เจ้าพ่อสวนน้ำประเมินความเสียหายเบื้องต้นกว่า 100 ล้านบาท แต่พอตรวจสอบรอบสอง น้ำเริ่มลด เพิ่มเป็น 300 ล้านบาท ถ้ามีการซ่อม แต่สวนสยามขาดทุนทุกปีตั้งแต่โควิด-19 ยังมาเจอปัญหาเศรษฐกิจไม่ดี การท่องเที่ยวลดน้อยลง บอกตามตรงเครื่องเล่นไม่ได้มีการพัฒนามาก เพราะเราไม่มีเงิน พอประกาศหยุด 6 เดือนก็ขาดรายได้ เห็นใจพนักงาน 500 คนที่ต้องว่างงาน
“กำลังหารือกับแบงก์เจ้าหนี้ คือ แบงก์กรุงเทพ และออมสิน ขอช่วยสนับสนุนสินเชื่อ 300 ล้านบาท สำหรับการฟื้นฟูและเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินล่วงหน้า 20 ล้านบาทให้ลูกน้องก่อน กำลังรวบรวมหลักฐานความเสียหายส่งให้แบงก์ ส่วนกรุงเทพมหานครเราขอ 100 ล้านบาท และรัฐบาล 200 ล้านบาท โดยยื่นเรื่องผ่านระบบออนไลน์”
ไร้คนช่วย-ปิดตำนานตลอดกาล
ถามว่ามั่นใจแค่ไหน “สวนสยาม” จะกลับมาเปิดได้ใน 6 เดือนนี้ “ไชยวัฒน์” บอกว่า ถ้าไม่มีใครช่วยเลยคงต้องปิดไปเลย น้ำท่วมปีนี้ถือว่าสิ้นเนื้อประดาตัว มีผู้ใจดีหลายคนจะช่วยผม จะให้ผมกู้คนละ 1-2 ล้านบาท ผมไม่เอา ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากได้ เพราะเอามาไม่ครบ สร้างไม่เต็มร้อย เปิดไม่ได้ เราก็เสียหมาเลย เลยอยากช่วยตัวเองก่อน จะเปิดขายบัตรสมาชิก 1,000 บาท เล่นได้ทั้งปี รอวันเวลาที่กลับมาเปิดบริการใหม่ ถ้าขายได้ 1 แสนใบ จะได้เงิน 100 ล้านบาท มาเป็นเงินทุนในการฟื้นฟู
“การซ่อมเครื่องเล่นไม่เหมือนซ่อมเครื่องยนต์ มันมีอุปกรณ์พิเศษของมัน ต้องส่งให้ผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศตรวจสอบ ตอนนี้รอคิวอยู่ ค่าแรงค่อนข้างสูง ตกคนละ 2 ล้านบาทต่อวัน ส่วนที่จำเป็นถ้าซ่อมไม่ได้ก็ต้องซื้อใหม่”
ไชยวัฒน์ระบุว่า ถ้าสวนสยามไม่สามารถกลับมาได้ ก็น่าเสียดายว่าเราลงแรงมา 40 กว่าปีมาตกม้าตายตรงนี้ ผมสู้มา 40 ปีเหมือนมังกร จนมีคนตั้งฉายาผมว่า “พญามังกร” ซึ่งมังกรเป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่น
ทยอยขายที่ดินทำเลทอง
“ผมทำสวนสยามเพราะมีความใฝ่ฝัน ตอนเด็ก ๆ ไปเที่ยว น้อยใจทำไมประเทศไทยไม่มีสวนน้ำ จะเล่นน้ำก็ต้องเล่นในบ่อธรรมชาติ ผมเริ่มต้นทำสวนสยามครั้งแรก ด้วยเงินลงทุน 200-300 ล้านบาท และลงทุนเสริมไปเรื่อย ๆ ทุกปี”
ตอนนั้นผมซื้อที่ดินมา 500 กว่าไร่ ในราคาไร่ละ 70,000 บาท หุ้นกับคุณชาตรี โสภณพนิช เขาสร้างบ้านขาย ส่วนผมทำสวนสยาม ตอนนั้นที่ดินยังเป็นสระบัว ต้องถม วางระบบป้องกันน้ำท่วม ผ่านมาเกือบ 50 ปี ตอนนี้ราคาที่ดินขึ้นมาไร่ละ 40 ล้านบาท
“เมื่อก่อนผมมีที่ดินหลายแปลง ทยอยขายไปหมดแล้ว ยังเหลือที่ระยอง เป็นที่ดินติดหาดแม่รำพึงกว่า 20 ไร่ จะขายนำเงินมาใช้หนี้ไร่ละกว่า 200 ล้านบาท”
ขายสวนสยาม 220 ไร่ หมื่นล้าน
ส่วนที่สวนสยาม 220 ไร่ ถ้ามีคนมาซื้อในราคาที่ตั้งไว้ 10,000 ล้านบาทก็พร้อมขาย เป็นราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง แต่ถ้าคนที่สนใจนำไปทำสวนน้ำต่อก็อาจจะขายที่ 6,000-7,000 ล้านบาท แต่ถ้าไปทำบ้านจัดสรรก็ขายในราคา 10,000 ล้านบาท อาจต่อรองได้เล็กน้อย
ตอนนี้มีผู้ประกอบการอสังหาฯ รายใหญ่ 2-3 รายติดต่อเข้ามา แต่เขาขอให้นำเครื่องเล่นออกไปก่อน ถ้าเอาออกไปเราก็ไม่รู้จะเอาไปไว้ที่ไหน ยังไม่มีผู้ประกอบการสวนสนุกติดต่อเข้ามา เพราะมันไม่สนุก ใครมาลงทุนก็ลำบาก เลยบอกลูกชายว่า เราไม่ต้องการเงิน ถ้าขายไม่ได้ก็ให้แบงก์ฟ้องล้มละลายไป แล้วก็ไปขายทอดตลาด ว่ากันไปตามกฎหมาย
ใช้หนี้-แบ่งมรดกลูกหลาน
ถ้าหากขายที่ดินได้ “ไชยวัฒน์” บอกว่า จะนำไปชำระหนี้แบงก์ 2,000 ล้านบาท และทำเป็นมรดกให้กับทายาททั้งหมด หลัก ๆ มีลูก 3 คน และหลาน 6 คน แบ่งกันอย่างไรอยู่ในระหว่างทำพินัยกรรม ส่วนเขาจะนำเงินกงสีไปลงทุนใหม่หรือไม่ขึ้นอยู่กับเขา เพราะผมคงวางมือหลังปิดตำนานสวนสยามแล้ว
“ผมบอกให้นายกรัฐมนตรี (อนุทิน ชาญวีรกูล) มาซื้อ เพราะนายกฯ เดินผ่านลูกชายผม คุยกันล้อเล่นตอนเลิกประชุม ถามว่าเป็นไงสวนสยาม ลูกก็บอกไม่ไหวจะขาย ท่านก็บอกว่าจะขายทำไม เงินเยอะแยะไปคุณไชยวัฒน์ แล้วก็เดินไป ไม่พูดต่อ ผมเลยบอกว่า นายกฯ เหมาะเป็นเจ้าของสวนสนุก อย่างตอนที่ไมเคิล แจ๊กสัน มาขอซื้อและให้ผมทำ เขาอยากได้สวนสนุกในเมืองไทย เหมือนกับที่สร้างที่สิงคโปร์ที่ซื้อแล้วให้เด็กเที่ยวฟรีหมด”
“ไชยวัฒน์” อธิบายว่า ต่างชาติเขามองเห็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจสำคัญ การสร้างแบบนี้มีไม่กี่องค์กรที่สร้างได้ คือ 1.เศรษฐีเงินเหลือเก็บ ซึ่งนายกฯ ทำได้ เพราะมีเงินเยอะ ซื้อให้ประชาชนเที่ยวฟรีได้ 2.รัฐบาลสร้างเป็นสวนสาธารณะได้ โดยเปิดใช้ฟรีจะโดนด่าน้อย 3.องค์กรการกุศล อย่างวัด ถ้ารวมเงินกันซื้อแล้วให้เที่ยวฟรี หรือทำเป็นที่เที่ยวของพุทธศาสนาก็ได้
ครั้งนี้ผมประกาศขายเป็นครั้งที่สอง ถ้านับจากเมื่อปี 2551 ที่ประกาศขาย 5,000 ล้านบาท ตอนนั้นที่ดินยังไม่ขึ้น ยอมขายขาดทุน ลูกยังไม่โต ขายไปก็ไม่เป็นไร แต่รอบนี้ต้องขายได้กำไรเหลือให้ลูกหลานบ้าง ได้ก็พออยู่ได้ ไม่ได้ตายแบบทรมาน ตายแบบทรมานไม่เอาแล้ว เอาพอให้มีน้ำเลี้ยงก่อน
สวนน้ำ-สวนสนุกสู่ยุคร่วงโรย
“ธุรกิจสวนน้ำ-สวนสนุก มันอยู่ไม่นาน อย่างผมมีที่เยอะก็ขายทุกปี เพิ่มทุนไปให้บริษัท ตอนนี้มีเงินเหลืออยู่กว่า 100 ล้านบาท ผมเก็บเงินไว้กับตัวน้อยมาก บางวันไม่มีเลย บางทีมี 3 หมื่นบาทเก็บไว้ในกระเป๋า บางวันก็มีน้อย แต่เราเห็นคนอดอยากไม่ได้ ถ้าเขาหาเงินได้ เขาไม่รู้จะหาที่ไหน ผมหาเงินจากฟ้า ฟ้าเมตตา วันไหนฝนไม่ตก แดดไม่ร้อน ลมพัดเฉื่อย ๆ เย็น ๆ สวนสยามคนก็เยอะ ผมต้องอาศัยดินฟ้าอากาศ คนที่มีเงินเยอะ เขาไม่มาเสี่ยงแบบเราหรอก”
จากบทเรียนน้ำท่วมใหญ่ปี 2569 เจ้าพ่อสวนน้ำระบุว่า แม้จะเห็นใจรัฐบาลแต่อยากให้มีแผนการบริหารจัดการให้มากขึ้น เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นก็เอาเงินไปแจกชาวบ้าน ชาวบ้านก็ขาดทุน รัฐบาลก็ขาดทุน ถ้าวางแผนให้ดีรัฐบาลทำโครงการต่อเนื่อง แต่ที่ผ่านมาพอเปลี่ยนรัฐบาลไปนโยบายก็เปลี่ยนตาม ทำให้ขาดความต่อเนื่อง
ส่วนการทำงานของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ถือว่าคุณชัชชาติเก่งมาก แต่ไม่ถือว่าผ่านกับการบริหารน้ำท่วมครั้งนี้ ต้องวางผังเมืองให้เรียบร้อยก่อน และวางแผนให้ระบายน้ำง่ายขึ้น อย่างผมก็ให้ฝรั่งมาทำที่สวนสยามว่าตรงไหนต้องอยู่ตรงไหน รัฐบาลถ้ามีเงินก็แก้ปัญหาได้ ถามว่าช้าไหม ก็ไม่รู้จะทำไง ตื่นมาน้ำก็มา ท่านก็คงไม่รู้จะทำไงเช่นกัน
“การที่เราเลือกขายที่ดินเพราะการหาผู้ร่วมลงทุนใหม่นั้นยาก เพราะสวนสยามมันขาดทุนมาหลายปี แต่จะพยายามต่อสู้ให้ได้มากที่สุด รอดูอีก 6 เดือนข้างหน้า ว่ามันจะตายไหม” ไชยวัฒน์ทิ้งท้าย