ชัยชนะครั้งใหม่ ของผู้บริโภค
คอลัมน์ : ชั้น 5 ประชาชาติ
ผู้เขียน : ชโลทร ภัทรมนัส
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สินค้าเทคโนโลยีหลายชนิด เช่น หูฟังไร้สาย มือถือ คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก ได้กลายเป็นของ “ใช้แล้วทิ้ง” เนื่องจากการบำรุงรักษาซ่อมแซม แม้แต่เรื่องที่ควรจะง่ายดายอย่างการเปลี่ยนแบตเตอรี่ ซึ่งผู้ใช้เคยทำได้เองกลับกลายเป็นกระบวนการซับซ้อนราคาแพง จนบางครั้งไม่คุ้มที่จะทำ
แต่ความจริงนี้กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป เมื่อกฎหมายฉบับใหม่ของสหภาพยุโรป EU Batteries Regulation 2023/1542 มาตรา 11 ซึ่งบังคับให้สินค้าเทคโนโลยีที่จะวางขายในสหภาพยุโรป ต้องออกแบบให้ผู้ใช้ถอดและเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้ตลอดอายุการใช้งาน ด้วยเครื่องมือที่หาซื้อได้ทั่วไป
ขณะเดียวกันผู้ผลิตต้องให้คำแนะนำที่เข้าใจง่ายเกี่ยวกับการใช้งาน การถอด และการเปลี่ยนแบตเตอรี่ และต้องเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวบนเว็บไซต์ที่ประชาชนเข้าถึงได้ รวมถึงต้องมีแบตเตอรี่สำรองวางขายอย่างน้อย 5 ปี
นอกจากนี้ยังห้ามผู้ผลิตใช้ซอฟต์แวร์เพื่อขัดขวางการเปลี่ยนแบตเตอรี่หรือส่วนประกอบสำคัญอื่นด้วยชิ้นส่วนทดแทนที่อาจไม่ได้มาจากผู้ผลิตโดยตรง
โดยข้อกำหนดนี้จะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2027 เป็นต้นไป ครอบคลุมโทรศัพท์มือถือ แท็บเลต หูฟังไร้สาย กล้องดิจิทัล แล็ปทอป สมาร์ทวอตช์ สายรัดติดตามสุขภาพ แว่นตาอัจฉริยะ แปรงสีฟันไฟฟ้า เครื่องฉีดน้ำทำความสะอาดช่องปาก ไปจนถึงของเล่นที่มีแบตเตอรี่ในตัว
เรื่องนี้ทำให้ปัจจุบันแบรนด์สินค้าเทคโนโลยี เริ่มทยอยเปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่ที่ออกแบบตามกฎหมายฉบับนี้ออกมากันแล้ว ตัวอย่างเช่น หูฟังโซนี่ WH-1000XM4C, เซนไฮเซอร์ MOMENTUM True Wireless 5 ที่สามารถเปลี่ยนแบตได้ทั้งตัวหูฟังและเคส
ด้านแล็ปทอปมีเอเซอร์ Vero 16 ซึ่งสามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่และ SSD ได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ นอกจากนี้ยังออกแบบให้บานพับภายนอกสามารถถอดแยกชิ้นส่วนได้ และฝาปิดพอร์ต I/O ก็สามารถถอดออกได้เช่นกันเพื่อให้การซ่อมบำรุงทำได้ง่ายขึ้นด้วย
รวมถึงยังมีสินค้ารุ่นใหม่ที่รอเปิดตัวอย่างแฟร์โฟน (Fairphone) Fairbuds 2 หูฟังที่นอกจากแบตแล้วยังสามารถเปลี่ยนชิ้นส่วนได้ถึง 6 ส่วน และจะมีหูฟังเฉพาะข้างซ้าย-ขวาวางขายแยกด้วย
ความเคลื่อนไหวนี้นับเป็นชัยชนะอีกครั้งของผู้บริโภคจากแรงกดดันของสหภาพยุโรป หลังเมื่อปี 2553 คณะกรรมาธิการยุโรปทำบันทึกความเข้าใจ 2009 Memorandum of Understanding on Common Chargers บีบให้ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือ 14 แบรนด์หลักยอมหันมาใช้พอร์ตชาร์จแบบ USB จนประสบความสำเร็จในการลดพอร์ตจากกว่า 30 รูปแบบ เหลือเพียง 3 แบบ คือ Micro-USB, Lightning และ USB Type C
ก่อนจะตามด้วยระเบียบ 2014/53 ในปี 2557 ที่บังคับให้สมาร์ทโฟนต้องใช้สายชาร์จแบบ USB Type C ภายในปี 2567 บีบให้แอปเปิล ซึ่งเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายเดียวที่ยังใช้พอร์ตเชื่อมต่อแบบเฉพาะอย่าง Lightning ต้องเปลี่ยนเป็น USB Type C ในที่สุด ช่วยให้ผู้บริโภคทั่วโลกสามารถใช้สายชาร์จและอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ ร่วมกันได้หมด
ทั้งนี้เชื่อว่าหลังจากนี้จะมีสินค้าเทคโนโลยีที่ออกแบบตามกฎหมาย EU Batteries Regulation 2023/1542 ตามออกมาอีก