‘ฟิตเนสเฟิรส์ท’ ลงทุนใหญ่รอบ 7 ปี ทุ่ม 330 ล้านลุยปักธง-รีโนเวตสาขา
“ฟิตเนสเฟิรส์ท” ประกาศเดินหน้าลงทุนในไทยอีกครั้ง หลังรายได้ฟื้นกลับมาเท่าก่อนโควิด-19 ลงทุนก้อนแรก 330 ล้านบาท ขยาย 3 สาขาใหม่ในรอบ 7 ปี ประเดิมเซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ 2 สาขาต้นแบบโมเดลใหม่ชูแนวคิดสุขภาพองค์รวม – ออกกำลังแบบกลุ่ม ก่อนตามด้วยสาขาเรือธง “The Central by Fitness First” ด้วยบริการครบครันที่สุดทั้งออกกำลัง-ฟื้นฟู ขณะเดียวกันยังเดินสายรีโนเวตสาขาเดิม เริ่มจาก 3 สาขาฮิต Q House สาทร, เซ็นทรัลเวิลด์, เมกาบางนา เป็นกลุ่มแรก
“มาร์ค เอลเลียต บิวคานันท์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อีโวลูชั่น เวลส์เนสส์ เอเชีย ผู้บริหารเชนฟิตเนสฟิตเนสเฟิรส์ทและเซเลบริตี้ฟิตเนส กล่าวว่า ตั้งแต่โค้งท้ายปี 2569 นี้ เป็นต้นไป บริษัทจะกลับมาเดินหน้าขยายธุรกิจเต็มตัวอีกครั้ง หลัรายได้ปีงบฯ 2568 (มิ.ย. 68-ก.ค. 69) กลับมาอยู่ในระดับเดียวกับช่วงก่อนการระบาดของโรคโควิด-19 แล้ว
ขณะเดียวกันพฤติกรรมผู้บริโภคยังหันมาออกกำลังกายมากขึ้น จนการออกกำลังกายเป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้ว เห็นได้จากข้อมูลสมาชิกของฟิตเนสเฟิรส์ทจำนวนกว่า 60,000 คน ซึ่งมาใช้บริการเพิ่มจาก 8 ครั้ง/เดือนเมื่อปี’64 เป็น 10 ครั้ง/เดือนในปี’68 หรือเพิ่มขึ้นถึง 25% และเป็นสมาชิกต่อเนื่องเฉลี่ย 48-50 เดือน ส่วนจำนวนผู้ใช้ฟิตเนสอยู่ที่ 8 ล้านครั้ง/ปี หรือเฉลี่ย 22,000 ครั้ง/สาขา/วัน
โดยมี 2 เทรนด์สำคัญคือ ผู้บริโภคต้องการออกกำลังกายโดยผู้ฝึกสอนแบบตัวต่อตัวหรือ Personal Trainer – PT มากขึ้น เห็นได้จากจำนวนชั่วโมงให้บริการ PT ถึง 1.5 ล้านชั่วโมง และจำนวนผู้ซื้อแพ็กฯ PT เพิ่มจาก 6,000 เป็น 15,000 ราย ทำให้การใช้งาน PT ของสมาชิกฟิตเนสเฟิรส์ทเพิ่มจาก 17% เป็น 27% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของวงการที่ 5-7% มาก
ตามด้วยความต้องการใช้บริการหลากหลายขึ้น เห็นจากความนิยมคลาสแนวฟื้นฟูหรือ Mind & Body และการออกกำลังแบบเข้มข้นหรือ HIIT เพิ่มขึ้น 73% และ 159% ตามลำดับ เนื่องจากมีการแข่งขันมาเป็นเป้าหมายทำให้สมาชิกเตรียมตัวก่อนและหลังเข้าร่วมการแข่ง
“แนวโน้มนี้สะท้อนว่านอกจากการออกกำลังกายที่บ่อยขึ้นแล้ว สมาชิกยังมองหาประสบการณ์การออกกำลังกายที่หลากหลาย พร้อมให้ความสำคัญกับคำแนะนำและการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญมากขึ้น เพื่อช่วยให้สามารถบรรลุเป้าหมายด้านการออกกำลังกายของตนเอง”
ทุ่ม 300 ล. ขยาย-รีโนเวตสาขา
โดยยักษ์ฟิตเนส อาศัยจังหวะครบรอบ 25 ปี ของธุรกิจในไทย ประกาศทุ่มเม็ดเงินก้อนแรกถึง 330 ล้านบาท เพื่อขยายสาขาและปรับปรุงสาขาเดิม “มาร์ค” กล่าวต่อไปว่า การฟื้นตัวของรายได้ และปัจจัยหนุนเหล่านี้ทำให้บริษัทมั่นใจที่จะลงทุนขยายธุรกิจในไทยอีกครั้งในปี 2569 ซึ่งเป็นจังหวะครบรอบ 25 ปีของฟิตเนสเฟิรส์ทในไทย โฟกัสใน 3 ด้านคือ การขยายสาขาทั้งระดับแฟลกชิปและโมเดลใหม่, ปรับปรุงสาขาเดิม, พัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ
ตามแนวทางมุ่งพัฒนาฟิตเนสให้รองรับการออกกำลังกายหลากหลายมิติ ตั้งแต่การฝึกความแข็งแรงและสมรรถภาพทางร่างกาย โปรแกรมการฝึกที่มีผู้เชี่ยวชาญดูแล การฝึกเพื่อเพิ่มความคล่องตัวและการเคลื่อนไหวของร่างกาย พิลาทิส ไปจนถึงการดูแลสุขภาพและการฟื้นฟูร่างกาย
ประเดิมด้วยการลงทุน 300 ล้านบาท ในช่วง 12 เดือนจากนี้ เพื่อเปิด 3 สาขาใหม่ มีไฮไลต์เป็น “ฟิตเนส เฟิรส์ท เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์” แห่งที่ 2 เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 16 ต.ค. ซึ่งเป็นต้นแบบของโมเดลใหม่ที่จะใช้ในการขยายสาขาหลังจากนี้ โดยออกแบบด้วยแนวคิด Holistic และการออกกำลังกายแบบกลุ่มมากขึ้น ตามเทรนด์คอมมิวนิตี้กีฬา และกระแส Hyrox ด้วยการตกแต่งแบบโปร่งโล่ง ใช้สีสว่าง พร้อมโซน Hyrox และพิลาทีสสตูดิโอขนาดใหญ่ เป็นต้น
ตามด้วยสาขาเรือธง “The Central by Fitness First” ที่ศูนย์การค้า The Central มีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2570 ด้วยจุดเด่นทั้งพื้นที่ขนาดใหญ่ และบริการครบครันที่สุด รวมถึงสระน้ำร้อน-เย็น สำหรับรับเทรนด์การฟื้นฟูร่างกาย-จิตใจ ภายใต้แนวคิด “The Finest Expression of Fitness First” ซึ่งจะผสานการออกแบบฟิตเนสคลับระดับพรีเมี่ยม การฝึกเพื่อเพิ่มสมรรถภาพร่างกาย การดูแลสุขภาพและการฟื้นฟูร่างกาย ตลอดจนการฝึกกับผู้เชี่ยวชาญและการให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพื่อสร้างประสบการณ์การออกกำลังกายในรูปแบบแฟลกชิปคลับ
ส่วนอีก 1 สาขานั้น ผู้บริหารฟิตเนสเฟิรส์ทระบุว่า ยังอยู่ระหว่างการวางแผน คาดว่าจะสามารถเปิดเผยรายละเอียดได้เร็ว ๆ นี้
พร้อมกันนี้จะรีโนเวตสาขาเดิมซึ่งปัจจุบันมี 32 สาขา และอีก 2 สาขาในแบรนด์เซเลบริตี้ฟิตเนส เริ่มจาก 3 สาขาที่มีผู้ใช้บริการเยอะ คือ Q House สาทร, เซ็นทรัลเวิลด์ และ เมกาบางนา โดยจะใช้แนวทางของเซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ เป็นต้นแบบ
“การลงทุนตลอด 12 เดือนต่อจากนี้นับเป็นก้าวต่อไปที่สำคัญของฟิตเนส เฟิรส์ท ในประเทศไทย จากประสบการณ์ในตลาดไทยมากกว่า 25 ปี พร้อมเร่งพัฒนาประสบการณ์การใช้บริการฟิตเนสคลับให้ก้าวไปอีกขั้น พร้อมสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่การเติบโตต่อไปในอนาคต”
ย้ำเดินหน้าลงทุนต่อเนื่องแน่
“มาร์ค” ย้ำว่า นอกจากการลงทุน 330 ล้านบาทในครั้งนี้ บริษัทจะเดินหน้าลงทุนในไทยต่อเนื่องแน่นอน เนื่องจากขณะนี้ด้วยปัจจัยหนุนต่าง ๆ ทำให้ธุรกิจฟิตเนสในไทยกลับมาเป็นธุรกิจที่น่าลงทุน และสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติได้อีกครั้ง และเร็ว ๆ นี้จะมีผู้เล่นใหม่จากต่างประเทศเข้ามาปักธงในไทยอีก
ดังนั้นบริษัทจึงต้องเดินหน้าลงทุนเพิ่มรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันและสร้างการเติบโตไปพร้อมกัน โดยจะยังเน้นโพซิชั่นฟิตเนสแบบฟูลเซอร์วิส ที่มีบริการหลากหลาย ทั้งอุปกรณ์ออกกำลัง และคลาสต่าง ๆ กว่า 80 โปรแกรม ซึ่งจัด 20,000 คลาส/เดือน แบบคิดค่าบริการเพียงรายเดือนไม่มีบวกเพิ่ม เพื่อย้ำความคุ้มค่า และดึงดูดให้สมาชิกกลับมาใช้บริการซ้ำอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ด้านราคาค่าสมาชิกจะยังไม่มีการปรับขึ้น แต่จะมีการปรับโครงสร้างแพ็กเกจสมาชิก โดยจะทยอยนำแพ็กเกจที่พัฒนาขึ้นในช่วงการระบาดของโควิด-19 ออก เช่น แพ็คเกจใช้บริการเฉพาะอุปกรณ์ออกกำลังไม่รวมคลาส เนื่องจากไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคปัจจุบันและแนวทางของบริษัทที่เน้นประสบการณ์การใช้งานแบบฟูลเซอร์วิส รวมถึงการออกกำลังแบบกลุ่ม
“ผู้ประกอบการทุกรายต่างเป็นทางเลือกของผู้บริโภค แต่การสร้างประสบการณ์เป็นกุญแจสำคัญในการรับมือสภาพเศรษฐกิจ เพราะประสบการณ์มาพร้อมความคุ้มค่า เช่น มีคลาสและบริการหลากหลาย ให้สับเปลี่ยนหมุนเวียนมาเล่นได้เสมอ ในราคารายเดือนราคาเดียว และสามารถใช้บริการได้หลายสาขาโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ซึ่งการที่สามารถผ่านวิกฤตมาได้ตลอด 25 ปี เป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จของโมเดลนี้”