โศกนาฏกรรมที่บ้านปางอุ๋ง
คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : ถวัลย์ศักดิ์ สมรรคะบุตร
ในคืนวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ขึ้นที่ หมู่บ้านปางอุ๋ง ต.แม่ศึก อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ หลังจากที่เกิดฝนตกหนักบนเขาติดต่อกันมาหลายวัน จนดินโคลนบนเขาเกิดการสไลด์ตัวอย่างรุนแรง ประกอบกับเกิดน้ำป่าไหลหลากผ่าเข้ามากลางหมู่บ้านปางอุ๋ง ที่มีจำนวนประชากรประมาณ 2,000 คน จาก 500 ครัวเรือนส่งผลให้บ้านเรือนจมโคลนอย่างไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว ล่าสุดมีชาวบ้านปางอุ๋งเสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ จำนวน 8 ราย บาดเจ็บอีก 15 ราย และสูญหายยังหาไม่พบอีก 2 ราย ณ เวลานี้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่บ้านปางอุ๋ง ก็ยังคงดำเนินการอยู่
ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณอำเภอแม่แจ่ม มีรายงานครัวเรือนได้รับผลกระทบ 759 ครัวเรือน จำนวนคน 2,786 คน ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือ ชาวบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านปางอุ๋ง ในครั้งนี้เกิดจากอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่นคาจิกิ ที่ก่อตัวขึ้นที่บริเวณอ่าวตังเกี๋ย ฟิลิปปินส์ นับเป็นพายุลูกที่ 13 ของปีนี้ โดยพายุลูกนี้ได้ขึ้นฝั่งที่เมืองวิญ ประเทศเวียดนาม ในระหว่างวันที่ 24 สิงหาคม และเคลื่อนตัวผ่าน สปป.ลาว บริเวณแขวงไซยสมบูรณ์ และได้อ่อนกำลังลงอีกเป็นพายุดีเปรสชั่น ในวันที่ 26 ส.ค. หลังจากนั้นได้เคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนไปทางเหนือเล็กน้อย และอ่อนกำลังลงกลายเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงก่อนเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคเหนือบริเวณจังหวัดน่าน

โดยพายุคาจิกิทำให้เกิดฝนตกหนักบนเขาเหนือหมู่บ้านปางอุ๋ง ซึ่งเป็นพื้นที่ลาดชันสูง ทำให้เกิดดินโคลนถล่มลงมาตามร่องเขาเข้าสู่แนวลำห้วยปางอุ๋ง ซึ่งเป็น 1 ในต้นน้ำของน้ำแม่แจ่ม ประกอบกับมีพื้นที่รับน้ำของลำห้วยเพียง 2.5 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น ดินโคลนเศษไม้จึงล้นทะลักลงมาเข้าสู่บริเวณหมู่บ้านปางอุ๋งอย่างฉับพลัน ซึ่งมีครัวเรือนสร้างบ้านชิดกับลำห้วยและบ้านเรือนบางส่วนตั้งขวางทางน้ำ ทำให้พื้นที่หน้าตัดของลำห้วยเล็กลง มีตะกอนสะสมมานานจนลำห้วยตื้นเขิน ก่อให้เกิดความเสียหายพัดพาจนบ้านพังทลายตามเส้นทางของน้ำและโคลนที่หลากลงมา ชนิดที่ว่าชาวบ้านปางอุ๋งไม่สามารถรับมือได้ จนนำมาสู่โศกนาฏกรรมในที่สุด
ด้าน รศ.ชูโชค อายุพงศ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยด้านการจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีความเห็นว่า ลักษณะพื้นที่ตั้งชุมชนแบบเดียวกับบ้านปางอุ๋ง ในภาคเหนือยังมีอีกมาก จึงมีความจำเป็นที่ภาครัฐจะต้อง “เอกซเรย์” จุดเสี่ยงที่จะเกิดดินโคลนถล่มจากน้ำป่าไหลหลาก และการเกิดเหตุแบบนี้ ไม่ใช่ว่าเกิดจากฝนตกหนักแค่คืนเดียว แต่มีการตกสะสมกันบนเขาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลาย ๆ วันจนเกิดดินโคลนถล่มลงมา พร้อมกับตั้งคำถามว่าในพื้นที่อื่น ๆ ที่เกิดฝนตกหนักแบบเดียวกับบ้านปางอุ๋ง ทำไมดินโคลนถึงไม่ถล่มลงมาตามน้ำป่าไหลหลาก นั้นหมายความว่ายังมีปัจจัยทางลักษณะธรณีวิทยาอื่น ๆ อีก แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาจะเป็น “ตัวกระตุ้น” ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้
ดังนั้นการเตือนภัยให้ระมัดระวังเหตุการณ์ดินโคลน-น้ำป่าไหลหลากของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ทุกครั้งที่เกิดพายุพัดผ่านเข้ามาในประเทศ จึงเป็นการแจ้งเตือนแบบกว้าง ๆ เป็นการยากมากที่จะบอกได้ว่า ที่ใดจะเกิดเหตุการณ์ดินโคลนถล่ม จนถึงกับมีคำกล่าวที่ว่า ภัยพิบัติน้ำป่าไหลหลากดินโคลนถล่มนั้น “เป็นภัยที่ห้ามไม่ได้” หมายถึงมีโอกาสเกิดขึ้นตลาดเวลา แต่แม้ว่าจะห้ามหรือแจ้งล่วงหน้าไม่ได้ ก็สามารถ “ลดความเสี่ยง” ได้ด้วยการติดตามปริมาณฝนสะสม การไม่ตั้งบ้านเรือนรุกล้ำหรือขวางลำน้ำและนำพาครอบครัวออกไปยังพื้นที่ปลอดภัย เมื่อมีเหตุบ่งชี้ว่าจะเกิดสถานการณ์ขึ้น
จริงอยู่ที่ชาวบ้านธรรมดา ๆ อาจจะไม่สามารถที่จะติดตามข่าวสารข้อมูลเพื่อลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้ จึงเป็นหน้าที่สำคัญของ “ผู้นำชุมชน” จะต้องเฝ้าติดตามมีระบบการประสานงานกับหน่วยราชการที่บริหารจัดการด้านน้ำ และแจ้งเตือนให้ลูกบ้านทราบตลอดเวลาที่เกิดเหตุการณ์พายุพัดผ่านเข้ามาในพื้นที่ตั้งของตนเองจนกว่าฤดูพายุจะสิ้นสุดลงในแต่ละปี เพื่อลดความสูญเสียและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแบบกรณีที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน