คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : อิศรินทร์ หนูเมือง
ปัจจัยชี้ขาดการเลือกตั้งทั่วไป ในช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 สำหรับพรรคเพื่อไทย ขึ้นอยู่กับว่าใคร ? จะอยู่ในบัญชีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 3 ชื่อ
แม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะหล่นจากอำนาจผ่านไปแล้ว 1 เดือน แต่ระบบการจัดตั้งยังไม่เข้าที่ดีนัก
คาดว่าการตั้งหลักของพรรคเพื่อไทย จะเกิดขึ้นหลังวันที่ 7 ตุลาคม 2568 ซึ่งจะมีการตระเตรียมบุคลากรการเมืองใหม่ ๆ และชิงเปิดโฉมหน้าว่าที่ผู้สมัคร สส.สู้ศึกเลือกตั้ง
บังเอิญเป็นวันเดียวกันกับเมื่อ 3 ปีก่อน ที่ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายพรรคเพื่อไทย แถลงความพร้อมการเปิดตัวนโยบาย “ชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์” ในวันที่ 7 ตุลาคม 2565
พรรคเพื่อไทยใช้วันที่รัฐบาลอนุทิน นับถอยหลัง 120 วัน ยุบสภา ตามที่ระบุกับคู่สัญญาพรรคประชาชน ประกาศผลงาน 2 ปี พร้อมแคมเปญ “เพื่อไทยจะกลับมา”
เนื้อหาแคมเปญประกาศผ่านเฟซบุ๊ก โดยสรุป มี 9 ประเด็น 1.รัฐบาลมีอายุครึ่งเทอม 2.ทำนโยบายได้ในเวลาจำกัด 3.มีอุปสรรคและวิกฤตการณ์ใน-นอกประเทศ 4.ยังมีปณิธานหัวใจคือประชาชน 5.เจรจาเพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงในระดับโลก-เปิดพื้นที่ทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ 6.แก้ปัญหาโครงสร้างในระดับปัจเจกชนและครัวเรือน 7.แก้หนี้ 8.ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง 9.ขอความไว้วางใจอีกครั้ง
วาระเดียวกันนี้พรรคเพื่อไทยยังได้เปิดรับสมัครผู้ร่วมอุดมการณ์ การเมืองทั่วประเทศ ร่วมเป็นบุคลากรการเมืองของพรรค
ระหว่างที่มวลชน-ฐานเสียงของพรรค ยังเคว้ง ว่าใคร ? จะก้าวขึ้นมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คนต่อไปของพรรคเพื่อไทย มีปรากฏการณ์ “ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์” บุตรเขยอนาคตไกล ของนายทักษิณ ชินวัตร มีเสียงเชียร์ให้เข้าสู่วงการเมืองกระหึ่มไปทั่วโลกโซเชียล
แกนนำรุ่นใหญ่ ที่ยืนเป็นหัวแถวให้เพื่อไทยมาตลอด 2 ปี อย่างนายภูมิธรรม เวชยชัย ตอบแบ่งรับ-แบ่งสู้ กระแสนี้ ด้วยคำตอบว่า
“นายณัฐพงศ์เป็นคนสมาร์ท หล่ออยู่แล้ว ก็ต้องถามเจ้าตัว อย่างไรก็ตาม หากกระแสสังคมเชียร์นายณัฐพงศ์เสียงดังมาก ๆ ผมอาจจะไปเจรจาคุณแม่และภรรยาของนายณัฐพงศ์”
ไม่เพียงกล่าวถึงบุตรเขยที่กระแสแรง แต่ภูมิธรรมยังกล่าวถึง ประมุขหญิงตัวจริงแห่งบ้านจันทร์ส่องหล้า อย่างคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ด้วยว่า “คุณหญิงพจมานเป็นคนที่ใจแข็ง เพราะผลกระทบที่มีต่อครอบครัวท่านค่อนข้างรุนแรง การที่ น.ส.แพทองธาร มาเป็นนายกรัฐมนตรี คุณหญิงพจมานก็ไม่ได้อยากให้มาเป็นอยู่แล้ว เพราะท่านกลัวการเมืองที่รุนแรง”
“…ขณะที่เมื่อคุณหญิงพจมานเห็นท่านทักษิณใส่ชุดสีฟ้า (ชุดนักโทษ) ขึ้นรถลูกกรงไป สำหรับมหาเศรษฐีที่เคยเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีที่ดีคนหนึ่งของประเทศไทย และมีเงินมากมายมหาศาลขนาดนั้น ไม่ต้องเข้ามายุ่งเรื่องนี้ แต่เมื่อเจอท่านทักษิณตัดผมสั้นเหมือนนักเรียนนายร้อย คุณหญิงพจมานท่านก็ยังแซวนายทักษิณว่าเหมือนนักเรียนนายร้อย พูดถึงความทรงจำเก่า แต่ความสะเทือนใจมันก็มี แต่ท่านเป็นผู้หญิงแข็งแกร่ง ไม่เสียน้ำตาง่าย ๆ”
สส.พรรคหลายคน แม้ไม่เห็นตัวเป็น ๆ ของคุณหญิงอ้อ ที่เข้าห้องประชุมพรรคครั้งล่าสุด ก็ส่งเสียงไปในทิศทางเดียวกันว่า รู้สึกมั่นใจ รู้สึกดี และประทับใจ ในคำกำลังใจจากภรรยาผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรค
แม้ยังไม่เห็นแคนดิเดตนายกฯคนต่อไป แต่นักจัดการเลือกตั้งยังมีเสียงในหัวว่า 10 ล้านกว่าเสียงของเพื่อไทย เป็นเสียงที่มั่นคง ไม่เคยแปรปรวน เชื่อว่ายังมีเสียงตอบรับมากยิ่งขึ้น เลือกตั้งครั้งหน้าเพื่อไทยไม่เป็นที่ 1 ก็เป็นที่ 2
กว่า 2 ทศวรรษ ที่เพื่อไทยต้องต่อสู้ล่มหัวจมท้ายกับคนในตระกูลชินวัตร และทักษิณไม่ได้อยู่เมืองไทย แต่เสียงอีกเสี้ยวในพรรคเพื่อไทย เชื่อสุดจิตสุดใจว่า พรรคจะชนะเลือกตั้งได้ ต้องมี 2 ขา ขาหนึ่งต้องมาจากคนในตระกูลชินวัตร อีกขาต้องมาจาก “คนนอก” และคนการเมืองที่สด-ใหม่
ดังนั้น แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 3 คน จึงต้องมีคนที่เกาะเกี่ยวกับตระกูลชินวัตรแล้ว 1 คนที่จะมาใหม่ เป็นมือเศรษฐกิจภาพลักษณ์ดี กระแสสังคมตอบรับอีก 1 ที่เหลืออีก 1 อาจจะเฟ้นจากคนการเมืองในพรรค ซึ่งต้องมี “บ้านใหญ่” ให้การสนับสนุน
ไม่ควรลืมว่า พรรคภูมิใจไทย ก็ออกนโยบายต่อยอดประชานิยมแบบรัว ๆ แจกแบบตรงเป้าหมาย จ่ายเงินตรงคนฐานราก เจาะฐานเสียงทุกกลุ่ม เฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้อยู่ในระบบภาษี ที่ได้รับผลจากนโยบายเป็นคนสุดท้ายเสมอ
ภูมิใจไทย ตั้งเป้า สส.สูงระดับเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ดันอนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2
ขณะที่พรรคประชาชน กำลังกอบกู้เรตติ้ง ดันณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี คนที่ 33
หมุดหมายของเครือข่ายเพื่อไทย ยังรอเทใจให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คนใหม่