เกมกับสงคราม
คอลัมน์ : Market-think ผู้เขียน : สรกล อดุลยานนท์
คนที่อยู่ในแวดวงธุรกิจ เห็นคำปาฐกถาของคุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี วันเปิดหลักสูตร วปอ.68 แล้วรู้สึกอย่างไรบ้างครับ
“เรื่องเจรจาการค้าภาษีเป็นอย่างไรไม่สนแล้ว หากขายประเทศนี้ไม่ได้ก็ไปหาประเทศอื่น ภาคเอกชนต้องช่วยกัน
เราจะเอาชีวิตไปฝากไว้กับประเทศประเทศเดียวได้อย่างไร ภาคเอกชนเข้าใจเรื่องนี้ดี ส่วนนี้ปิดไปไม่เป็นไร ไปหาที่อื่นได้
ใช้ภาษีมากดดันเราก็ไม่เป็นไร เพราะประเทศอื่นก็โดนผลกระทบเรื่องภาษีเหมือนกัน
ท้ายที่สุดแล้ว หากภาษีสูงมากจนถึง 100% ผู้เดือดร้อนก็คือผู้ซื้อ เราเป็นผู้ผลิต เราก็ต้องหันมาซื้อของในบ้านเราให้ได้มากที่สุด
เราต้องอยู่ให้ได้ในยุคที่สร้างศักยภาพให้กับตนเอง”
ต้องบอกก่อนว่า คุณอนุทิน พูดเรื่องนี้หลังจากประกาศฉีกสัญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา ที่ลงนามกันที่มาเลเซีย
สัญญานี้เกิดขึ้นจากแรงกดดันของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่หวังรางวัลโนเบล
เขาใช้เรื่อง “ภาษีการค้า” มากดดันให้ไทย-กัมพูชา ยอมหยุดยิง และลงนามในสัญญานี้
แต่เมื่อทหารไทยเหยียบกับระเบิด ซึ่งถือเป็นการละเมิดสัญญาที่ลงนามกันไว้
คุณอนุทินก็เดินเกมแข็งกร้าว
เริ่มแต่งชุด อส. ขึ้นไปร้องเพลงชาติที่ “ภูมะเขือ”
“ผมมาวันนี้ก็ขอให้ภาพมันเป็นการอธิบายตัวมันเอง หลายอย่างไม่ต้องพูดแล้ว”
และประกาศว่า “การเดินไปสู่สันติภาพมันจบแล้ว”
เปิดทางให้กองทัพดำเนินการได้เต็มที่
และเมื่อนักข่าวถามถึงท่าทีกับสหรัฐอเมริกา เขาก็ยืนยันว่า ไม่สนใจ
ในทางการเมืองภายในประเทศ คุณอนุทินคงคิดว่าท่าทีแข็งกร้าวแบบนี้ น่าจะเรียกคะแนนนิยมจากคนไทยได้เป็นอย่างดี
เหมือนกระแส “รักชาติ” ที่แรงมากในช่วงการปะทะกันระหว่าง “ไทย-กัมพูชา”
และยิ่งไปพูดกับ วปอ.68 เขายิ่งแสดงท่าทีชัดว่า ไม่สนใจเรื่องแรงกดดันจากสหรัฐอเมริกา
ถ้ามองในทางการเมือง ถ้าเลี้ยงกระแสนี้ต่อไปได้เรื่อย ๆ จนถึงยุบสภา และเลือกตั้งใหม่
พรรคภูมิใจไทยจะได้เปรียบเหนือพรรคประชาชน
คำถามก็คือ ในโลกแห่งความเป็นจริง เป็นไปอย่างที่คุณอนุทินคาดไว้หรือไม่
ครั้งก่อน ที่เกิดการปะทะกันระหว่างไทย-กัมพูชา
กระแสรักชาติยึดพื้นที่ข่าวทั้งหมด
กลบทุกข่าวที่เกิดขึ้น
แต่วันนี้ไม่เป็นเช่นนั้น
ข่าวเรื่องสแกมเมอร์ ส่วยการพนันออนไลน์ คนยังให้ความสนใจมากกว่า
และเริ่มมีคนกล้าตั้งคำถามที่ไม่เคยกล้าถามมากขึ้น
หรือเรื่องภาษีการค้า ที่คุณอนุทินแสดงท่าทีแข็งกร้าวเกินเบอร์
ทั้งที่สามารถพูดในเรื่องเดียวกัน แต่น่าฟังกว่านี้ได้
เขาลืมไปว่ายอดส่งออกของไทยไปสหรัฐอเมริกา มีมูลค่า 5.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
ขายสหรัฐไม่ได้ ก็ไปขายประเทศอื่น
มันง่ายอย่างนั้นหรือครับ
ถ้าเรื่องนี้ไม่ใหญ่จริง “ทรัมป์” คงไม่นำเรื่องนี้มากดดันไทย จนต้องยอมหยุดยิงทั้งที่ได้เปรียบ
และการกำหนดภาษีการค้าของสหรัฐอเมริกา ต้องยอมรับว่าขึ้นอยู่กับ “ทรัมป์” เป็นหลัก
การแสดงท่าทีท้าทายโดยไม่จำเป็น ไม่น่าจะเป็นท่าทีที่เหมาะสมในเวลานี้
เดิมพันเรื่องนี้ใหญ่มากนะครับ
พูดอะไรต้องระมัดระวัง
อย่าพูดเพียงเพื่อเรียกเสียงปรบมือของคนฟัง
อย่างเรื่องการปะทะกันระหว่าง “ไทย-กัมพูชา” ต้องมองให้ไกลกว่าชัยชนะที่ชายแดน
แต่ต้องมองให้ไกลถึงเวทีโลกด้วยว่าถ้าเล่นบทแข็งกร้าวแบบนี้ ภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลกเป็นอย่างไร
เช่นเดียวกับเรื่องภาษีการค้ากับสหรัฐอเมริกา
อย่าคิดเอาชนะแค่ในเกม
เพราะบางทีอาจแพ้ในสงครามก็ได้