คอลัมน์ : Market-think ผู้เขียน : สรกล อดุลยานนท์
ตามปกติช่วงสิ้นปี หนังสือพิมพ์จะมีการสรุปเรื่องราวในรอบปี
เสมือนเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ หรือบันทึกความทรงจำ
ในฐานะคอลัมนิสต์ ผมจึงขออนุญาตสรุปเรื่องราวในรอบปี 2568 บ้าง
ถือเป็นการสรุปบทเรียนจากประสบการณ์ของตัวเอง
ปีนี้ผมมีงานใหม่อยู่ 3 งานที่จัดเป็นประจำ
นอกเหนือจากการเขียนคอลัมน์หรือแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อต่าง ๆ และเพจของตัวเองแล้ว
งานแรก คือ หลักสูตร V.A.I.P. เป็นหลักสูตรด้าน AI แบบช้า ๆ
ทำมา 8 รุ่น กำลังจะเริ่มรุ่นที่ 9
หลักสูตร AI ตอนนี้มีเยอะมาก แต่ V.A.I.P. มีจุดขาย คือ สอนแบบช้า ๆ
กลุ่มเป้าหมาย คือ “ผู้ใหญ่”
ทั้งกลุ่ม “ผู้ใหญ่” ที่ยังไม่เกษียณ แต่ต้องการเรียนรู้เรื่อง AI
อีกกลุ่มหนึ่ง เป็น “ผู้ใหญ่” ที่อายุเกิน 60 ปีแล้ว
มีทั้งที่อยากเรียนรู้สิ่งใหม่
และเป็นเจ้าของกิจการที่ไม่มีวันเกษียณ
เขาอยากรู้ว่าจะเอา AI ไปใช้ในองค์กรได้อย่างไร
คนกลุ่มนี้อยากเรียนรู้เรื่อง AI
แต่อยากเรียนในจังหวะของตัวเอง
คือ ช้า ๆ
คนที่มาเรียนอายุมากที่สุด คือ 82 ปีครับ
งานที่ 2 คือ Wednesday Song คอนเสิร์ตคืนวันพุธที่โรงละครสยามพิฆเนศ
“วันพุธ” คือ วันกลางสัปดาห์ที่ไม่มีใครจัดคอนเสิร์ต
เพราะคนคิดว่าวันที่เหมาะสมคือวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ที่สามารถนอนดึกได้หรือเป็นวันหยุด
Wednesday Song เป็นคอนเสิร์ตสั้น ๆ ที่มีดีไซน์ เริ่ม 19.30 น. จบประมาณ 21.30 น. หรือไม่เกิน 4 ทุ่ม
ศิลปินมีทั้งรุ่นกลาง ๆ และรุ่นใหญ่
แต่เท่าที่สังเกตผู้ชมส่วนใหญ่จะเป็น “รุ่นใหญ่”
ยิ่งศิลปินรุ่น “สาว สาว สาว-คริสติน่า-ใหม่-กบ ทรงสิทธิ์-ตุ๊ก วิยะดา”
ผู้ชมจะเป็นรุ่นใหญ่ และรุ่นใหญ่มาก
ที่น่าจะสังเกตก็คือ คนกลุ่มนี้จะมาถึงโรงละครเร็ว
อาจเป็นเพราะเกษียณแล้ว ไม่ต้องทำงานประจำ
“จังหวะเวลา” ในชีวิตของเขาแตกต่างจากคนทำงาน
บัตรราคาแพงสุดจะหมดเร็วที่สุด
Wednesday Song ปีนี้จัดมาแล้ว 16 ครั้งครับ
งานที่ 3 เป็นโครงการช่วยเพื่อน คือ ไปช่วยคิดอย่างเดียว
Sunday Lunch & Live คอนเสิร์ตกลางวันวันอาทิตย์ที่โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง แจ้งวัฒนะ
วันอาทิตย์ตอนกลางวันเป็นวันที่โรงเบียร์ว่าง
รูปแบบงานเป็นการทานอาหารกลางวันก่อนจะชมคอนเสิร์ต
กลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มเพื่อนเก่าที่หาเวลามาเจอกันวันธรรมดายาก
และกลุ่มครอบครัว
ใช้แนวคิดว่า “หมุนเข็มนาฬิกาแห่งความสุข จากเที่ยงคืนเป็นเที่ยงวัน”
จัดมา 3 ครั้ง เสียงตอบรับดีมาก
โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัว
ลูกพาพ่อ-แม่มากินข้าวด้วยกัน
ศิลปินก็เป็นรุ่น “แอม เสาวลักษณ์-มอส-ทาทา-กบ ทรงสิทธิ์-มิ้นท์ มาลีวัลย์”
เชื่อไหมครับ คนที่มาดูอายุสูงสุด คือ 90 ปี
60 up เยอะมาก
มีคนนั่งรถเข็นมาด้วย ลูก ๆ พามาเพราะคุณแม่ชอบ
“พี่เก้ง” จิระ มะลิกุล มา 2 ครั้ง
อาจารย์สุรพล นิติไกรพจน์ ก็มา 2 ครั้ง
อาจารย์ธงทอง จันทรางศุ มาครั้งหนึ่งติดใจมากจนมาเขียนในคอลัมน์
“เจ๊จง” เจ้าของร้านหมูทอดดัง ๆ ก็มา 2 ครั้ง
มีนักธุรกิจรุ่นใหญ่มากันเยอะมาก
บรรยากาศสนุกแบบนึกไม่ถึง
ทั้ง 3 งานที่ผมทำมา ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า “คนรุ่นใหญ่” ใน พ.ศ.นี้ยังเป็นคนที่มีพลังสูงมาก
ทั้งแข็งแรงและอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อย่าง AI
คนรุ่นนี้ คือ “เข็มสั้น” ทางธุรกิจ
ขยับนิดเดียว เวลาเปลี่ยนเป็นชั่วโมง
ไม่เหมือน “เข็มยาว” ที่ขยับเป็นนาที
ต้องวิ่งนานเป็นรอบกว่าจะเป็นชั่วโมง
“คนรุ่นใหญ่” ยังต้องการแสวงหาความสุขที่เหมาะสมกับวัยของเขา
ไปดูคอนเสิร์ตก็พร้อมจะลุกขึ้นเต้น
ไม่ได้โดดเหมือนคนรุ่นใหม่
แต่เต้นในสเต็ปของเขา
คนกลุ่มนี้เป็นคนที่ยังมีคุณค่า
และถ้าเป็นคนที่วางแผนการเงินดี ๆ เขาคือ กลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงมาก
พร้อมจ่ายเพื่อความสุข
สิ่งที่ผมค้นพบในปีนี้ เป็นเรื่อง “จังหวะชีวิต” ครับ
ทุกรุ่น ทุกวัย ยังต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่
ต้องการหาความสุขเหมือนกัน
เพียงแต่จังหวะของแต่ละวัยไม่เหมือนกันเท่านั้นเอง
ทุกคนล้วนมีจังหวะเป็นของตัวเองครับ