ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานภาคเหนือ แถลงภาวะเศรษฐกิจและการเงินภาคเหนือไตรมาส 1 ปี 2569 ชี้ เศรษฐกิจปรับลดลงชัดเจนหลังหมดแรงส่งมาตรการรัฐ ผนวกปัจจัยลบราคาเกษตรตกต่ำและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พร้อมสั่งจับตาหนี้กลุ่ม SM ในภาคอสังหาฯ และสินเชื่อบุคคลที่ส่อแววไหลเป็นหนี้เสียในไตรมาสหน้า
รายได้เกษตรวูบ-จ้างงานลด
นายณัฏฐ์ ลุมพิกานนท์ ผู้อำนวยการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานภาคเหนือ เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 เผชิญปัจจัยลบรอบด้าน โดยเฉพาะรายได้เกษตรกรที่หดตัวลงถึง -14.1% แม้ผลผลิตจะออกสู่ตลาดมาก แต่ราคาพืชเศรษฐกิจหลักกลับร่วงกราวรูด ทั้งอ้อยโรงงานและข้าวนาปรัง ส่งผลให้เงินในกระเป๋าของคนฐานรากหายไปอย่างมีนัยสำคัญ จนทำให้การบริโภคภาคเอกชนปรับลดลงอย่างมาก
ขณะที่ตลาดแรงงานในหัวเมืองหลักเริ่มสั่นคลอน พบจำนวนผู้ประกันตน ม.33 ปรับลดลง -0.5% สะท้อนการจ้างงานที่ตึงตัว ทั้งนี้ จากข้อมูลสถิติจำนวนผู้ประกันตนมาตรา 33 ในพื้นที่ภาคเหนือ พบว่าการจ้างงานปรับลดลงโดยรวมที่ -0.5% โดยเมื่อแยกพิจารณาในจังหวัดเศรษฐกิจสำคัญที่มีสัดส่วนการจ้างงานสูง พบข้อมูลการปรับลดลง ดังนี้
จังหวัดเชียงใหม่ การจ้างงานปรับลดลงมากที่สุดถึง -1.0% (เชียงใหม่มีสัดส่วนผู้ประกันตนสูงที่สุดในภาคเหนือคือ 30%) จังหวัดลำพูน การจ้างงานปรับลดลงที่ -1.0% (มีสัดส่วนผู้ประกันตนเป็นอันดับสองที่ 10%)
จังหวัดเชียงราย การจ้างงานมีการปรับลดลงเช่นกัน แต่สัดส่วนจำนวนผู้ประกันตน (9%) ยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิม จังหวัดนครสวรรค์ และพิษณุโลก มีสัญญาณการจ้างงานที่แผ่วลงและปรับลดลงตามความต้องการจ้างงานที่ลดลงในภาพรวมของภูมิภาค
กล่าวคือ การปรับลดลงของการจ้างงานในจังหวัดใหญ่อย่างเชียงใหม่และลำพูน ส่งผลกระทบอย่างมากต่อภาพรวมของภาคเหนือ เนื่องจากทั้งสองจังหวัดนี้รวมกันมีสัดส่วนการจ้างงานสูงถึง 40% ของทั้งภูมิภาค
โดยภาพรวมของเศรษฐกิจภาคเหนือ ไตรมาส 1/2569 สะท้อนชัดถึงกำลังซื้อและการบริโภคอ่อนแอ ซึ่งการบริโภคภาคเอกชนปรับลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะในหมวดสินค้าอุปโภคบริโภคและยานยนต์ หลังสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการ EV 3.0 ประกอบกับกำลังซื้อของผู้บริโภคยังอยู่ในภาวะเปราะบาง
ขณะที่ภาคท่องเที่ยวแผ่วปลาย แม้ช่วงต้นไตรมาสการท่องเที่ยวจะขยายตัวได้ดีทั้งชาวไทยและต่างชาติ แต่ในช่วงปลายไตรมาสกลับหดตัวลงจากปัจจัยลบด้านสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบต่อการตัดสินใจเดินทาง รวมถึงปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 ที่ส่งผลต่อบรรยากาศการท่องเที่ยวในพื้นที่
“รายได้เกษตรกรและตลาดแรงงานค่อนข้างน่ากังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายได้เกษตรกรหดตัวต่อเนื่องตามราคาอ้อยและข้าวที่ลดลงตามกลไกตลาดโลก”
ในส่วนของภาคการผลิตและลงทุนยังพอประคองตัวได้ อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยบวกจากการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ขยายตัว โดยเฉพาะกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ จังหวัดลำพูน ที่รองรับอุตสาหกรรม Data Center และสมาร์ทโฟน รวมถึงการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ยังเติบโตได้
จับตาหนี้ SM “บ้าน-สินเชื่อบุคคล”
นายณัฏฐ์ กล่าวต่อว่าในส่วนของเสถียรภาพทางการเงิน แม้ตัวเลขหนี้เสีย (NPL) ในภาคเหนือ ณ ปัจจุบันจะยังทรงตัว แต่สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือ หนี้ที่ต้องเฝ้าระวังพิเศษ (SM) โดยเฉพาะในหมวดที่อยู่อาศัยและสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในไตรมาสที่ 2 ว่าจะมีการเปลี่ยนสภาพกลายเป็นหนี้เสียมากน้อยเพียงใด
คงเป้า GRP แม้เผชิญมรสุมพลังงาน
นายณัฏฐ์ กล่าวต่อว่าแนวโน้มไตรมาส 2/2569 เศรษฐกิจภาคเหนือมีแนวโน้มหดตัวลงจากไตรมาสก่อน โดยมีปัจจัยกดดันหลักจาก ราคาพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบริโภคและการเดินทางท่องเที่ยว
นอกจากนี้รายได้เกษตรกรที่ยังหดตัวด้านราคาจะยิ่งซ้ำเติมกำลังซื้อในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม ธปท.ภาคเหนือ ยังคงประมาณการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคเหนือ (GRP) ปี 2569 ไว้ที่ระดับ 0.5 – 1.5% โดยมี 3 ประเด็นที่ต้องติดตามคือ 1.สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ลุกลามสู่ราคาพลังงาน 2.มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่จากภาครัฐ ที่จะเข้ามาช่วยพยุงสถานการณ์ และ 3.ทิศทางรายได้เกษตรกรและการรักษาระดับการจ้างงานในภูมิภาค