หอการค้า 7 จังหวัดชายแดน จี้ สสว. ปลดล็อกสินเชื่อ SME-ขยายพักหนี้อีก 1 ปี
หอการค้าไทยรับข้อเสนอหอการค้า 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีขาดสภาพคล่อง หลังได้รับผลกระทบจากการปิดด่านชายแดนกว่า 1 ปี พร้อมเสนอขยายเวลามาตรการพักชำระหนี้ออกไปอีก 1 ปี ชงปลดล็อกเงื่อนไขโครงการสนับสนุนสินเชื่อ SME
ทพญ.วิภา สุเนตร ประธานหอการค้าจังหวัดตราด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภายหลังการหารือร่วมกับหอการค้าทั้ง 7 จังหวัด (อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด) ได้เสนอให้หอการค้าไทยเร่งผลักดันมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจในพื้นที่พึ่งพาการค้าชายแดนและการท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการจำนวนมากประสบปัญหาขาดสภาพคล่องอย่างหนัก และมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของภาครัฐ
อย่างไรก็ตาม แม้ผู้ประกอบการจะได้รับมาตรการพักชำระหนี้เป็นระยะเวลา 1 ปี แต่กำลังจะครบกำหนดในเดือนตุลาคม 2569 ขณะที่ด่านชายแดนยังไม่สามารถกลับมาเปิดได้ตามปกติ ทำให้ผู้ประกอบการไม่มีรายได้ จึงจำเป็นต้องมีมาตรการช่วยเหลือต่อเนื่องเพื่อประคองธุรกิจ และป้องกันไม่ให้ปัญหาสภาพคล่องลุกลามจนกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจชายแดน

จี้ขยายพักหนี้ถึงสิ้นปี 2570
ทพญ.วิภา กล่าวต่อว่า สำหรับข้อเสนอด้านการขยายเวลามาตรการช่วยเหลือได้รับการผลักดันผ่านหอการค้าไทย โดยกำหนดแนวทางเร่งด่วน 3 ด้าน ได้แก่
- ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ขยายมาตรการ “พัก-ตัด-ลด-ขยาย-เติม” จนถึงสิ้นปี 2570 พร้อมเปิดช่องทางสินเชื่อฟื้นฟูกิจการค้าชายแดนเป็นการเฉพาะ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ยังได้รับผลกระทบจากการปิดด่าน
- กระทรวงการคลัง พิจารณาสั่งการสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) และขอความร่วมมือธนาคารพาณิชย์ขยายระยะเวลามาตรการช่วยเหลือและพักชำระหนี้แก่ผู้ประกอบการค้าชายแดนอีก 1 ปี เพื่อรักษาการจ้างงานและประคองโครงสร้างเศรษฐกิจในพื้นที่
- ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประสานความร่วมมือกับสถาบันการเงินเพื่อขยายเวลาความช่วยเหลืออีก 1 ปี พร้อมพิจารณาผ่อนปรนหลักเกณฑ์กำกับดูแลเป็นกรณีพิเศษ เช่น การขยายอายุตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) การปรับลดอัตราดอกเบี้ย และการจัดชั้นหนี้เชิงป้องกัน เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถช่วยเหลือลูกหนี้ได้อย่างคล่องตัวและทั่วถึง
ทั้งนี้ ข้อเสนอดังกล่าวผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ครั้งที่ 3/2569 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 และอยู่ระหว่างรอนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา
ปลดล็อกเงื่อนไขเปิดทางเข้าถึงสินเชื่อ
นอกจากการขยายเวลาพักชำระหนี้แล้ว หอการค้า 7 จังหวัดชายแดนยังเสนอให้สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ปลดล็อกเงื่อนไขโครงการสนับสนุนสินเชื่อ SME ผ่านกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ประจำปี 2569 เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้
ทพญ.วิภา กล่าวต่อว่า ปัจจุบันโครงการมีเงื่อนไขที่เป็นข้อจำกัดต่อการขอสินเชื่อ 3 กรณี ได้แก่ 1. ผู้ประกอบการที่เคยได้รับความช่วยเหลือจากโครงการประชารัฐและยังชำระหนี้ไม่หมด 2. ผู้ประกอบการที่อยู่ระหว่างชำระหนี้หรือพักชำระหนี้ตามมาตรการช่วยเหลือช่วงโควิด-19 และ 3. ผู้ประกอบการชายแดนที่ได้รับความช่วยเหลือและยังอยู่ระหว่างพักชำระหนี้
เงื่อนไขดังกล่าวส่งผลให้ผู้ประกอบการใน 7 จังหวัดชายแดนไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ เนื่องจากส่วนใหญ่ได้รับมาตรการพักชำระหนี้เป็นเวลา 1 ปี และยังไม่ได้เริ่มชำระคืนเงินต้น จึงเสนอให้ สสว. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกประกาศเพิ่มเติม เพื่อยกเว้นเงื่อนไขดังกล่าวเป็นกรณีพิเศษสำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การค้าชายแดน เปิดโอกาสให้สถาบันการเงินพิจารณาอนุมัติสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องและประคองกิจการในช่วงที่ยังไม่มีรายได้ตามปกติ

ทพญ.วิภา กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงที่ผู้ประกอบการเข้าสู่มาตรการพักชำระหนี้ หากสัญญาสินเชื่อหลักใกล้ครบกำหนด อาจต้องเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งส่งผลต่อประวัติทางการเงินและอาจเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงสินเชื่อใหม่ในระยะ 1-2 ปี ทำให้ปัญหาสภาพคล่องยืดเยื้อและกระทบต่อความสามารถในการฟื้นฟูกิจการ
“หอการค้า 7 จังหวัดได้มีหนังสือถึงประธานกรรมการหอการค้าไทย ขอให้ศูนย์ SMEs หอการค้าไทยนำปัญหาและบริบทของพื้นที่ไปประสานงานและผลักดันข้อเสนอไปยังหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อปรับปรุงและผ่อนปรนหลักเกณฑ์เงื่อนไข รวมถึงพิจารณามาตรการเฉพาะกิจให้ผู้ประกอบการ SME ในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนสามารถยื่นขอสินเชื่อจากกองทุนของ สสว. ได้” ทพญ.วิภา กล่าว