14 จังหวัดใต้ตั้ง “สมาพันธ์ประชารัฐฯ” ชู “ปัตตานีอาเจนดา” เป้าหมื่นล้าน
ประชารัฐรักสามัคคี 14 จังหวัดภาคใต้ ผนึกพลังก่อตั้ง “สมาพันธ์บริษัทประชารัฐสามัคคีภาคใต้” ประกาศ “ปัตตานีอาเจนดา” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก-เศรษฐกิจชุมชน ประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษ 1 ตำบล 1 จังหวัดปฏิบัติการเชิงบูรณาการทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ-สังคม-สิ่งแวดล้อม พร้อมดันจัด 2 โซนนิ่ง sea farming เพาะพันธุ์ปลิงทะเล-กุ้งสู่โรงงานแปรรูปและโซนนิ่งพืชเศรษฐกิจ “โกโก้”
นายจรูญ แก้ววจีทรัพย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีพัทลุง จำกัด (วิสาหกิจเพื่อสังคม) และกรรมการสมาพันธ์บริษัทประชารัฐรักสามัคคีภาคใต้ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี จำกัด (วิสาหกิจเพื่อสังคม) 14 จังหวัดภาคใต้ ได้รวมตัวกันก่อตั้ง “สมาพันธ์บริษัทประชารัฐรักสามัคคีภาคใต้” ขึ้น
โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เศรษฐกิจชุมชนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงและยั่งยืน พร้อมประกาศเขตเศรษฐกิจต้นแบบประสบความสำเสร็จ 1 ตำบล 1 จังหวัด โดยดำเนินการเชิงพื้นที่บูรณาการกลไกประชารัฐ 5 ภาคส่วน กับกลไกการพัฒนา 5 กระบวนการ พร้อมกำหนดภารกิจเร่งด่วน การตลาดนำการผลิต การอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ การกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จ และการบริหารจัดการหารายได้เข้าบริษัทประชารัฐรักสามัคคี ตั้งเป้ามีรายได้รวมหลายหมื่นล้านบาท

“ประการสำคัญคือ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เศรษฐกิจชุมชนภาคใต้ให้มีความเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน ภายใต้คีย์เวิร์ดรวมกันเราเข้มแข็ง และรวมกันเราชนะ”
สำหรับสมาพันธ์บริษัทประชารัฐรักสามัคคีภาคใต้ ได้จัดตั้งขึ้นมาร่วมประมาณ 2 เดือน และเป็นการรวมตัวกันแห่งแรกของประเทศไทย โดยเริ่มประชุมครั้งแรกที่ จ.ตรัง และประชุมครั้งที่ 2/2563 ที่ จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 13-14 ตุลาคม 2563 พร้อมได้ประกาศ “ปัตตานีอาเจนดา” มีวาระเร่งด่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากเศรฐกิจชุมชนประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษ 1 ตำบล 1 จังหวัดปฏิบัติการเชิงบูรณาการและทุกมิติทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม
นายจรูญกล่าวว่า ที่กำหนดเร่งด่วนคือโซนนิ่งเพาะพันธุ์เลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ฟาร์มทะเล (sea farming) ทั้งทะเลอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ส่วนโซนนิ่งพืชเศรษฐกิจตัวใหม่โกโก้ ทั้งหมดของการดำเนินการ คือ ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ
สำหรับโซนนิ่งฟาร์มทะเลขณะนี้ที่ประสบความสำเร็จแล้วในการเพาะพันธุ์เลี้ยงสัตว์น้ำ คือ ปลิงทะเลฝั่งอันดามัน ซึ่งได้ดำเนินการมาประมาณ 2 ปี แต่ปลิงทะเลโดยส่วนใหญ่จะส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีน ทั้งปลิงทะเลขาวและดำ โดยปลิงทะเลดำราคาในประเทศจีนประมาณ 5,000-6,000 บาท/กก. สำหรับในประเทศประมาณ 2,000 บาท/กก. 3,000 บาท/กก. 3,500 บาท/กก. และตลาดภายในประเทศยังบริโภคน้อย
สำหรับโซนนิ่งโกโก้พืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่ปลูกกันมากในภาคใต้แล้ว ขณะนี้ทั้งในพื้นที่สวนยาง สวนปาล์มน้ำมัน และสวนมะพร้าว ยังขยายตัวเพิ่มขึ้นตามลำดับ ทางสมาพันธ์บริษัทประชารัฐรักสามัคคีจะเป็นศูนย์กลางการตลาด และประการสำคัญถัดไปจะร่วมลงทุนสร้างโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปเอาไว้รองรับ
“การตลาดต้องนำการผลิตตามนโยบายของรัฐบาล โดยเงินทุนส่วนหนึ่งจะขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐ หรือบริษัทใหญ่ประชารัฐรักสามัคคี”
นายจรูญกล่าวอีกว่า สมาพันธ์บริษัทประชารัฐรักสามัคคีภาคใต้ จะประชุมสัญจรทุก 2 เดือน เพื่อหาภาพความต้องการของแต่ละกลุ่มแต่ละบริบทของพื้นที่ ซึ่งขณะนี้มีกลุ่มโซนนิ่งทะเลอ่าวไทย อันดามัน มีเป้าหมายการเพาะพันธุ์เลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งฟาร์มทะเล และทั้งเรื่องของการทำธุรกิจการท่องเที่ยว
ส่วนโซนนิ่ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เรื่องโกโก้พืชเศรษฐกิจตัวใหม่ และเรื่องการท่องเที่ยว เป็นต้น ครั้งที่ 3 จะประชุมสัญจรที่ จ.สุราษฎร์ธานี และประชุมสัญจรครั้งที่ 4 ที่ จ.พัทลุง ฯลฯ ซึ่งจะได้บริบทของแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่องจะเป็นการตอบโจทย์อย่างแท้จริง
นักวิชาการประมงชำนาญการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสัตว์น้ำชายฝั่ง จ.สงขลา เปิดเผยว่า สัตว์น้ำชายฝั่งทะเลอ่าวไทยโดยเฉพาะทะเลสาบสงขลา ทางศูนย์วิจัยร่วมกับประมงจังหวัดสงขลา ประมงจังหวัดพัทลุง ต่างดำเนินการฟาร์มทะเลมาอย่างต่อเนื่อง
โดยผลผลิตทางประมงขยายตัวเติบโตขึ้นทุกปี และปีที่แล้วสามารถจับสัตว์ได้ประมาณ 2,400 ตัน และในปีนี้ประมาณ 2,700 ตัน เป็นตัวเลขตามจุดซื้อขาย ส่วนตัวเลขที่ไม่ใช่ตามจุดซื้อขายยังมีอีกจำนวนหนึ่ง จากภาพรวมสัตว์น้ำทุกประเภท สัตว์น้ำที่ราคาดีและสูง คือกุ้งก้ามกราม กุ้งกุลาดำ กุ้งแชบ๊วย และปลาตะกรับ ปลากะพง ปลากระบอก ฯลฯ
“กุ้งกุลาดำ ราคา 500-600 บาท/กก. กุ้งก้ามกราม ราคา 300-800 บาท/กก. ขึ้นกับขนาดไซซ์และส่วนปลา เช่น ปลาตะกรับ ราคา 400-500 บาท/กก. เฉพาะสำหรับสถานการณ์สินค้ากุ้งทะเลในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2563 ได้ผลผลิตกุ้งขาวแวนนาไม และกุ้งกุลาดำ จากการเพาะเลี้ยงแบบพัฒนามีผลผลิตรวม 130,636.92 ตัน ที่ได้จากการประเมินจากฐานข้อมูลใบกำกับการเคลื่อนย้ายสินค้าสัตว์น้ำ (MD : Movement Document) ปริมาณ 116,779.35 ตัน
หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 89.39% ของผลผลิตกุ้งทะเลที่ผลิตได้จากการเลี้ยงแบบพัฒนา โดยเป็นผลผลิตกุ้งขาวแวนนาไม 109,693.96 ตัน (93.93%) และกุ้งกุลาดำ 7,085.39 ตัน (6.07%) เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ผลผลิตกุ้งทะเลในระบบ MD ลดลง 4.50% โดยการผลิตกุ้งขาวแวนนาไม เพิ่มขึ้น 4.85% ส่วนกุ้งกุลาดำ เพิ่มขึ้น 1.34%
นักวิชาการชำนาญการ กล่าวต่อไปว่าส่วนปลิงทะเลไม่มีการเพาะเลี้ยงฝั่งอ่าวไทยทางภาคใต้ จะมีการเพาะเลี้ยงฝั่งทะเลอันดามันทางภาคใต้ที่ จ.สตูล ซึ่งผลจากการวิจัยพัฒนาที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว การเพาะเลี้ยงชายฝั่งทำรูปแบบฟาร์มทะเลหรือซีฟาร์มมิ่ง
คือการจัดสรรพื้นที่ริมทะเลบริเวณชุมชน ปักหลักเขตแสดงพื้นที่บริเวณ ดูแล อนุรักษ์ เพาะเลี้ยง มีการบริหารจัดการพื้นที่และสัตว์น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้เลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งฟาร์มทะเล จะผ่านการอบรมจากศูนย์และประมงจังหวัด โดยเฉพาะที่เกาะนางคำ อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง ฟาร์มทะเล จะมีอยู่รอบเกาะ ฟาร์มทะเลสร้างรายได้ที่ดี จับกุ้ง 1-2 กก. จะมีมูลค่าเป็น 1,000 บาท/วัน”