Skip to content

เปิดภารกิจ ‘กรมฝนหลวงฯ’ เร่งเติมน้ำในเขื่อนรับแล้งปีหน้า

07 ก.ย. 2568 | 11:16น.
เปิดภารกิจ ‘กรมฝนหลวงฯ’ เร่งเติมน้ำในเขื่อนรับแล้งปีหน้า
สัมภาษณ์

การทำฝนหลวงเป็นภารกิจที่ภาคประชาชนอาจจะเข้าใจถึงการปฏิบัติหน้าที่เฉพาะการทำฝนเพียงอย่างเดียวเพื่อแก้ปัญหาฝนขาดช่วง หรือขาดฝนในหน้าแล้ง แต่หากดูภารกิจการทำงานที่แท้จริงของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะเห็นว่า นอกจากการบริหารจัดการน้ำ การทำฝนเพื่อให้มีปริมาณน้ำที่เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค และพื้นที่ทางการเกษตรแล้ว ภารกิจที่สำคัญที่หลายคนอาจจะไม่รู้ คือ การจัดการฝุ่น PM 2.5 การยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บ และภารกิจดับไฟป่า ซึ่งล้วนแล้วเป็นภารกิจสำคัญที่หน่วยงานเดินหน้าเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเศรษฐกิจ สังคม

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ถึงแนวทางการติดตามการทำงานปลายปี 2568 และปี 2569 ถึงภารกิจการทำงาน นโยบายและยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำในชั้นบรรยากาศ การจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการรวมไปถึงการพัฒนาเทคโนโลยีการทำฝนและดัดแปรสภาพอากาศเพื่อช่วยเหลือประชาชนและภาคเกษตรกร

ช่วยแก้ PM 2.5 เชียงใหม่

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ภายใต้ปีงบประมาณ 2568 ภารกิจที่กรมเดินหน้าเป้าหมายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับภาคเอกชน ประชาชน รวมไปถึงภาคเกษตรกร โดยเฉพาะปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) รวมไปถึงการยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บ ภารกิจดับไฟป่า โดยใช้เฮลิคอปเตอร์ตักน้ำดับไฟ ซึ่งตอนนี้ กรมมีเครื่องบินอยู่ 29 ลำที่พร้อมคอยปฏิบัติการอย่างเต็มที่ อีกทั้ง ยังรวมไปถึงการสนับสนุนอากาศยานและอุปกรณ์ลำเลียงสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยอุทกภัย ตลอดจนการสนับสนุนอากาศยานในภารกิจอื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย

ในปี 2569 กรมยังมีภารกิจที่ต้องเดินหน้าต่อเนื่อง คือ ป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งและเติมน้ำต้นทุนให้กับเขื่อนกักเก็บน้ำ และภารกิจต่อเนื่องจากปีที่แล้ว เช่น การบรรเทาปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ที่ยังคงต้องให้ความสำคัญ เพราะเรื่องนี้มีผลกระทบต่อทางเศรษฐกิจของประเทศ

ซึ่งที่ผ่านมาหลายคนอาจจะไม่รู้ว่า กรมฝนหลวงฯมีการดำเนินการแก้ไขเรื่องนี้อย่างไรบ้าง แต่ในปลายปีนี้จนถึงต้นปีหน้า กรมจะเดินหน้าแก้ไขปัญหานี้ต่อเนื่อง เพราะเห็นได้จากที่ผ่านมา สามารถแก้ไขพื้นที่ที่มีปัญหาหมอกควัน โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ ทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่มากขึ้น

นอกจากนี้ การยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บ ภารกิจปฏิบัติการฝนหลวงดับไฟป่า ก็ยังคงสนับสนุนการปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ โดยจะดำเนินการตามสถานการณ์และตามช่วงระยะต่าง ๆ ซึ่งจะปรับแผนการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในปี 2569 เพื่อสามารถปฏิบัติภารกิจในความรับผิดชอบให้ประสบผลสัมฤทธิ์ได้สูงสุด

ใช้ AI ช่วยเพิ่มความแม่นยำ

กรมมีแผนปฏิบัติการฝนหลวงเชิงรุก ด้วยการใช้เทคนิคฝนหลวง ประกอบกับองค์ความรู้ การวิจัยและพัฒนา รวมทั้งเทคโนโลยีที่มีอยู่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการปฏิบัติการฝนหลวงให้เกิดฝนตกในพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำ เติมน้ำให้เขื่อน อ่างเก็บน้ำ และพื้นที่เกษตรกรรม และเฝ้าระวัง วางแผนล่วงหน้า โดยใช้ข้อมูลด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการวางแผนการปฏิบัติการฝนหลวง ให้ช่วยเหลือแต่ละพื้นที่ได้อย่างเหมาะสมและทันต่อสถานการณ์ เป็นการสนับสนุนการปฏิบัติการฝนหลวงได้อย่างถูกที่ถูกเวลาเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร

แต่การปฏิบัติดังกล่าวก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลง กรมจึงได้มีการวิจัยและพัฒนาฝนหลวงขึ้น การใช้สารเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ในพื้นที่แห้งแล้งจัด โดยการใช้เทคโนโลยีด้านอากาศยาน อุปกรณ์ เข้ามาใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดข้อจำกัดการปฏิบัติงาน โดยการนำ AI และโมเดลการพยากรณ์ที่มีความแม่นยำ มาวิเคราะห์สภาพอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อตัดสินในการปฏิบัติให้แม่นยำมากขึ้น อีกทั้ง ยังเชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อให้ปริมาณฝนที่ตกลงมานั้นสามารถกักเก็บและมีประสิทธิภาพ ไม่ให้กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

จากการปฏิบัติงานฝนหลวงที่ผ่านมา สามารถเติมน้ำต้นทุนให้กับเขื่อนกักเก็บน้ำ จำนวน 29 แห่ง อ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็ก จำนวน 188 แห่ง ปริมาณฝนสะสมจากการปฏิบัติการฝนหลวงในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ 467.81 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งและยังสามารถบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อภาคการเกษตร และการใช้อุปโภคบริโภคได้ สามารถช่วยเหลือพื้นที่ทางการเกษตรได้ 141.94 ล้านไร่ มีฝนตกในพื้นที่ 63 จังหวัดทั่วประเทศ

ยันน้ำฝนหลวงไม่มีสารตกค้าง

นอกจากนี้ ความกังวลด้านของการใช้สารในการปฏิบัติการฝนหลวง กรมฝนหลวงฯให้ความมั่นใจได้เลยว่า ไม่มีผลกระทบต่อภาคประชาชน สิ่งแวดล้อม ซึ่งเราได้มีการพัฒนาและวิจัยสารที่นำมาปฏิบัติการนั้น เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถใช้ได้ ซึ่งมีการประเมินคุณภาพน้ำฝนจากการปฏิบัติการฝนหลวง โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญในการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำฝน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 ถึงปัจจุบัน

ซึ่งผลตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำฝน พบว่า น้ำฝนจากการปฏิบัติการฝนหลวง มีคุณภาพไม่แตกต่างจากน้ำฝนธรรมชาติและอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำบริโภคขององค์การอนามัยโลก (WHO) มาตรฐานคุณภาพน้ำเพื่อการเกษตรขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และมาตรฐานของหน่วยงานในประเทศไทย มาตรฐานน้ำบริโภคของไทย มาตรฐานน้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข และมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมน้ำบริโภคตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม

“น้ำที่เกิดจากฝนหลวงสามารถนำไปใช้อุปโภคบริโภค ตลอดจนกิจกรรมต่าง ๆ เหมือนน้ำฝนธรรมชาติทั่วไป ไม่มีสารตกค้างในปริมาณที่เป็นพิษภัยต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมอย่างแน่นอน”

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม รวมทั้งกิจกรรมของประชาชนแตกต่างจากอดีต จึงจำเป็นต้องเฝ้าระวังคุณภาพน้ำฝนจากการปฏิบัติการฝนหลวงอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและสังคมในการใช้น้ำฝนจากการปฏิบัติการฝนหลวง ในการอุปโภคบริโภคและการใช้ประโยชน์ทางการเกษตรต่อไป

พัฒนาจรวดดัดแปรสภาพอากาศ

อย่างไรก็ดี กรมฝนหลวงฯยังคงวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ในปฏิบัติการฝนหลวง โดยเฉพาะการใช้จรวดดัดแปรสภาพอากาศ (Weather Modification Rockets) ที่จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่หลายประเทศ เช่น ประเทศจีนได้นำมาใช้ปฏิบัติ โดยการใช้จรวดดัดแปรสภาพอากาศ ใช้ในการโปรยสารเคมีเข้าสู่กลุ่มเมฆแทนการใช้เครื่องบิน ซึ่งข้อดี คือ ใช้ต้นทุนต่ำกว่าเครื่องบิน ทำงานได้แม้ในพื้นที่เสี่ยงภัยการบิน เข้าถึงพื้นที่ได้รวดเร็ว สามารถยิงจากสถานีภาคพื้นดินได้

แต่ก็ต้องยอมรับว่า ประเทศไทยมีภูมิภาคที่ซับซ้อน จึงจำเป็นจะต้องพัฒนาควบคุมตำแหน่งให้มีความแม่นต่อประชาชน ซึ่งก็เป็นแผนที่กรมจะเร่งยกระดับและพัฒนาขึ้นเพื่อมาใช้ในการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกเสริมการปฏิบัติการฝนหลวงด้วยเครื่องบินต่อไปในอนาคต

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กรมฝนหลวง ฝุ่น PM 2.5 ฤดูแล้ง