กยท.เผยน้ำท่วมใต้ 9 จังหวัด สวนยางพาราเสียหายกว่า 1 ล้านไร่ ผลผลิตหายออกจากระบบ 40,000 ตัน มั่นใจสัปดาห์สถานการณ์ดีขึ้น พร้อมหามาตรการเยียวยาชาวสวน นำเรื่องเข้า บอร์ด กยท. แก้ไข
นายเพิก เลิศวังพง ประธานคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย และรักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ความเสียหายพื้นที่สวนยางพาราที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมที่ กยท.ติดตามสถานการณ์นั้นมีอยู่ด้วยกัน 9 จังหวัด เช่น สงขลา สตูล นครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง เป็นต้น หรือประมาณกว่า 1 ล้านไร่เศษ คิดเป็นผลผลิตยางพาราประมาณกว่า 40,000 ตัน ผลผลิตที่ชาวสวนยางไม่สามารถกรีดยางพาราได้ ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงที่ผลผลิตออกมากและชาวสวนจะกรีดยางเพื่อนำออกมาจำหน่าย ซึ่งเชื่อว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพียงระยะสั้น คาดว่าภายใน 1 สัปดาห์ ปริมาณน้ำจะเริ่มลดลงและเข้าไปในพื้นที่ได้
“ผลผลิตยางพาราในปี 2568 นี้คาดว่าจะลดลงจากปีที่แล้วประมาณ 1 แสนตัน ส่วนใหญ่มาจากปัญหาเรื่องของผลกระทบน้ำท่วมเป็นหลัก และปัญหาภัยธรรมชาติ การสู้รบ ปีนี้ชาวสวนยางที่ได้รับความเสียหายก็ต้องยอมรับชะตากรรม เพราะไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ แต่ต้นยางที่ถูกน้ำท่วมนั้นสามารถอยู่ได้เป็นอาทิตย์ ไม่ยืนต้นตายเหมือนทุเรียนแต่ต้องเร่งเข้าไปฟื้นฟูให้ได้โดยเร็ว”
อย่างไรก็ดี จากความเสียหายที่เกิดขึ้นหากประเมินเป็นมูลค่าความเสียหายไว้ คือ 1 ตันที่เสียหายคิดเป็น 50,000 บาท ที่ชาวสาวยางพาราจะสูญเสียรายได้ไป แต่ทั้งนี้ กยท. พร้อมจัดเตรียมมาตรการเข้าไปช่วยเหลือชาวสวนยางที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยในครั้งนี้ เพื่อฟื้นฟูต้นยางพารา โดยจะใช้น้ำหมักปลาหมอคางดำ เข้าไปช่วยฟื้นฟูดินและต้นยางพารา ที่ได้รับความเสียหายให้กับมาให้ผลผลิตได้ อีกทั้ง ยังมีมาตรการอื่นๆ เช่น เงินกู้ฉุกเฉิน สนับสนุนปัจจัยกานผลิต เป็นต้น และจากการติดตามปริมาณน้ำหลายพื้นที่น้ำเริ่มลดแล้ว ส่วนการส่งออกยางพาราของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 3.8 ล้านตัน
รายงานข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า สถานการณ์พื้นที่การเกษตรที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ ปี 2568 ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 จนถึงปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568) ส่งผลให้พื้นที่การเกษตรโดยเฉพาะพืช ได้รับความเสียหายใน 10 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง ยะลา สงขลา สตูล และจังหวัดสุราษฎร์ธานี เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจำนวน 214,523 ราย พื้นที่ได้รับผลกระทบ 147,211 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 66,426 ไร่ พืชไร่และพืชผัก 11,220 ไร่ ไม้ผล ไม้ยืนต้น และอื่นๆ 69,564 ไร่
ด้านประมง ได้รับผลกระทบ 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง ยะลา สงขลา และจังหวัดสุราษฎร์ธานี เกษตรกร 9,735 ราย พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับผลกระทบ 16,760 ไร่ แบ่งเป็น บ่อปลา 11,148 ไร่ บ่อกุ้ง 5,612 ไร่ กระชัง 40,372 ตรม.
ด้านปศุสัตว์ ได้รับผลกระทบ 9 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง สงขลา สตูล และจังหวัดสุราษฎร์ธานี เกษตรกร 106,280 ราย สัตว์ได้รับผลกระทบ 6,525,056 ตัว แบ่งเป็น โค193,652 ตัว กระบือ 2,909 ตัว สุกร 236,315 ตัว แพะ/แกะ 55,636 ตัว และสัตว์ปีก 6,036,544 ตัว แปลงหญ้า 7,213 ไร่ อย่างไรก็ดียังอยู่ระหว่างสำรวจ ความเสียหายเพิ่มเติม