ทางออกอุตสาหกรรมเหล็กไทย ในวันที่กำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง
คอลัมน์ : มองข้ามชอต
ผู้เขียน : วรรณโกมล สุภาชาติ/ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)
หนึ่งในประเด็นความท้าทายเชิงโครงสร้างที่สำคัญของอุตสาหกรรมเหล็กไทย ยังคงมาจากปัญหาการทะลักเข้ามาของสินค้าเหล็กราคาถูกจากจีนอย่างต่อเนื่อง สะท้อนผ่านสถิติการนำเข้าสินค้าเหล็กและผลิตภัณฑ์จากจีนในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ที่มีมูลค่าการนำเข้ากว่า 1.8 แสนล้านบาท (+23% YoY) โดยนับเป็นปริมาณที่สูงถึง 3.5 ล้านตัน (+17% YoY) คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 65% ของปริมาณการบริโภคในประเทศ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นตลอดห่วงโซ่อุปทาน
นอกจากแรงกดดันด้านการนำเข้าแล้ว อุตสาหกรรมเหล็กยังเผชิญประเด็นความกังวลจากผลิตภัณฑ์เหล็กที่ไม่ได้คุณภาพและไม่ได้ตามมาตรฐานอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นความเสี่ยงทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน
ท่ามกลางกระแสสังคมที่พุ่งเป้าตั้งคำถามถึงความเชื่อมโยงระหว่างความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาจากเหล็กที่ผลิตจากเตาหลอมเหนี่ยวนำไฟฟ้า (Induction Furnace : IF) ซึ่งไม่มีกระบวนการที่ทำเหล็กให้บริสุทธิ์ได้เหมือนเตาอาร์กไฟฟ้า (Electric Arc Furnace : EAF) ทำให้การหลอมเหล็กโดยเตา IF ไม่สามารถกำจัดมลทินและสิ่งสกปรกออกจากน้ำเหล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื้อเหล็กที่ได้จึงมีความเปราะบางและไม่สม่ำเสมอ
ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจมากขึ้นหลังจากทางการจีนได้สั่งแบนและยกเลิกการใช้งานเตา IF ในปี 2018 จากมาตรการควบคุมมาตรฐานการผลิตและนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากปริมาณการปล่อย Emission จากเตา IF สูงกว่าเตา EAF ซึ่งส่งผลให้ในช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการมีการย้ายฐานการผลิตเหล็กที่ใช้เตาหลอม IF ดังกล่าวไปยังประเทศอื่น รวมทั้งไทยมากขึ้น
การเรียกร้องให้มีการควบคุมหรือยกเลิกการใช้เตา IF เพื่อความปลอดภัยสาธารณะ และยกระดับคุณภาพกระบวนการผลิตเหล็กของไทยให้สอดรับกับแนวโน้มการผลิตสินค้าคาร์บอนต่ำ ตามนโยบายการเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ประเด็นดังกล่าวได้กลายเป็นข้อถกเถียงเมื่อมีข้อสนับสนุนในการใช้งานเตา IF ในอีกด้านหนึ่ง โดยมีเหตุผลว่ากระบวนการผลิตเหล็กจากเตา IF สามารถควบคุมคุณสมบัติทางกลศาสตร์ให้อยู่ภายใต้กรอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ได้ หากผู้ผลิตเหล็กบริหารจัดการและควบคุมคุณภาพอย่างรัดกุม
อีกทั้งหากมีการยกเลิกการใช้งานเตา IF ในไทย จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านเงินลงทุนปรับเปลี่ยนจากเตา IF ให้เป็นเตา EAF และอาจมีมูลค่าความเสียหายทางธุรกิจนับหมื่นล้านบาทตามมา รวมถึงยังไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมเหล็กไทยจากการทะลักเข้ามาของเหล็กราคาถูกจากจีน ที่เข้ามาแข่งขันในห่วงโซ่อุปทานเหล็กไทยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำแต่อย่างใด
แนวทางการสร้างความยั่งยืนและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมเหล็กไทย จึงอาจไม่ใช่การเลือกทางใดทางหนึ่งอย่างสุดโต่ง อย่างการยกเลิกการใช้งานเตา IF และใช้เตา EAF ในการผลิตเหล็กในไทยโดยทันที
โดย SCB EIC มองว่า การดำเนินมาตรการในการส่งเสริมอุตสาหกรรมเหล็กไทยให้มีมาตรฐาน ควบคู่ไปกับการลดการปล่อย Emission เพื่อให้ตอบโจทย์ด้านความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควรเป็นการใช้ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยีการผลิตที่เป็นระบบ โดยวางกรอบเป้าหมาย หรือ Roadmap การเปลี่ยนผ่านการใช้งานเตา IF ไปสู่การใช้เตา EAF ที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนรับมือหรือปรับกลยุทธ์ได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป
ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน ภาครัฐสามารถบังคับใช้กฎหมายควบคุมมาตรฐานการผลิตเหล็กจากเตา IF อย่างเข้มงวดมากขึ้น เพื่อความปลอดภัยสาธารณะ ควบคู่กับการส่งเสริมการลงทุนในเทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยดำเนินมาตรการสร้างแรงจูงใจ และสนับสนุนการลงทุนในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้เตา EAF ควบคู่กันไป เช่น ผู้ประกอบการสามารถนำเงินลงทุนในการเปลี่ยนเป็นเตา EAF มาลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล การยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักรที่เกี่ยวข้อง การส่งเสริม Soft Loan และ Green Finance เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการทุกกลุ่มสามารถเปลี่ยนผ่านการใช้งานเตา IF ไปสู่การใช้เตา EAF ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว