“ทรงศักดิ์” ชูแก้มลิงแก้น้ำท่วมควบแล้ง สทนช.จ่อถก 700 โครงการแก้ยั่งยืน
“ทรงศักดิ์” เผยน้ำท่วมน่านเริ่มทรงตัวและทยอยลด หลังฝนสะสม 24 ชั่วโมงแตะ 388 มม. กระทบประชาชนกว่า 12,900 ครัวเรือน เสียชีวิต 2 ราย สูญหาย 1 ราย แต่ยังต้องจับตาฝนระลอกใหม่ 23 สิงหาคม โดยเฉพาะต้นน้ำลุ่มน้ำน่าน คาดฝนสะสม 50-70 มม. ขณะที่มวลน้ำยังไหลลงพื้นที่ตอนล่าง ชู “แก้มลิง” ตัดน้ำก่อนเข้าเมือง-เก็บใช้หน้าแล้ง ด้าน สทนช.เตรียมหารือกว่า 700 โครงการหลังน้ำลด พร้อมแนวทางขุดลอก 18 จุด ก่อนผลักดันเข้าสู่กระบวนการพิจารณา
นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัยลุ่มน้ำน่านว่า สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดน่านขณะนี้ระดับน้ำในพื้นที่ตอนบนเริ่มทรงตัวและทยอยลดลง แต่ยังต้องเฝ้าระวังทั้งมวลน้ำที่จะไหลลงพื้นที่ตอนล่าง และฝนตกหนักระลอกใหม่ที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นอีกครั้งในวันที่ 23 สิงหาคม 2569
สถานการณ์ฝนตกหนักที่ผ่านมาในจังหวัดน่านมีปริมาณฝนสะสม 24 ชั่วโมงสูงถึง 388 มิลลิเมตร ส่งผลให้เกิดอุทกภัยและน้ำป่าไหลหลากในหลายพื้นที่ มีประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 12,900 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และมีรายงานผู้สูญหายอีก 1 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างระดมกำลังค้นหา
นายทรงศักดิ์กล่าวว่า รัฐบาลได้ระดมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าติดตามและประเมินสถานการณ์ โดยกรมอุตุนิยมวิทยาได้รับมอบหมายให้ติดตามสภาพอากาศและปริมาณฝน โดยเฉพาะการใช้ข้อมูลเรดาร์เพื่อชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงฝนตกหนักถึงหนักมาก และแจ้งเตือนจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องล่วงหน้า
ขณะที่สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA จะใช้ข้อมูลดาวเทียมติดตามขอบเขตพื้นที่น้ำท่วม และวิเคราะห์พื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบในระยะต่อไป ส่วน สทนช. กรมชลประทาน และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ จะร่วมติดตามการเคลื่อนตัวของมวลน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอเมืองน่านและพื้นที่ท้ายน้ำ
กรมทรัพยากรธรณีได้รับมอบหมายให้ติดตามความเสี่ยงดินโคลนถล่ม พร้อมประสานเครือข่ายในพื้นที่เพื่อแจ้งเตือนประชาชน ส่วนกระทรวงคมนาคมต้องเร่งสำรวจถนน สะพาน และโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงระดมเครื่องจักรเปิดเส้นทางหากเกิดดินโคลนถล่มหรือมีสิ่งกีดขวางเส้นทาง
นายทรงศักดิ์กล่าวว่า นอกจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแล้ว ยังต้องถอดบทเรียนโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ โดยเฉพาะกรณีถนนที่อาจกลายเป็นสิ่งกีดขวางทางน้ำ หากพบว่าระดับน้ำสองฝั่งถนนมีความแตกต่างกัน ก็อาจต้องพิจารณาเพิ่มสะพานหรือช่องทางระบายน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการไหลของน้ำในอนาคต
สำหรับระบบไฟฟ้า มีประชาชนกว่า 40,000 ครัวเรือนได้รับผลกระทบ โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้เร่งแก้ไขระบบ และยืนยันว่าจะสามารถกลับมาจ่ายกระแสไฟฟ้าให้ประชาชนได้ตามปกติไม่เกินวันที่ 21 สิงหาคม 2569
นายทรงศักดิ์กล่าวว่า อีกประเด็นที่ต้องเร่งปรับปรุงคือระบบแจ้งเตือนภัย ซึ่งต้องมีข้อมูลที่ชัดเจน เที่ยงตรง และสามารถพยากรณ์ล่วงหน้าให้ประชาชนมีเวลาเตรียมตัว โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง หลังพบว่าผู้เสียชีวิต 2 รายจากเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นผู้ป่วยติดเตียง จึงต้องให้ท้องถิ่นและหน่วยงานในพื้นที่เพิ่มการสื่อสารและเข้าถึงประชาชนกลุ่มดังกล่าวให้เร็วขึ้น
“การแจ้งเตือนต้องได้ข้อมูลที่ชัดเจน เที่ยงตรง ต้องพยายามพยากรณ์ให้ได้ล่วงหน้า เพื่อแจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมตัวทัน เพื่อลดการสูญเสียให้มากที่สุด” นายทรงศักดิ์กล่าว
เขื่อนสิริกิติ์ยังรับได้ 40% ชูแก้มลิงตัดน้ำก่อนเข้าเมือง
นายทรงศักดิ์กล่าวว่า ในช่วง 24-48 ชั่วโมง ปริมาณฝนมีแนวโน้มลดลง แต่ต้องเฝ้าระวังมวลน้ำจากพื้นที่ตอนบนที่กำลังไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง ขณะที่เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ยังมีศักยภาพรองรับน้ำได้อีกประมาณ 40% จึงยังไม่มีความกังวลในด้านความสามารถรับน้ำของเขื่อน
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยต้องเผชิญทั้งปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้ง จึงเห็นว่าควรเร่งสำรวจพื้นที่รับน้ำเพิ่มเติม โดยเฉพาะการพัฒนา “แก้มลิง” ในพื้นที่ราบ เพื่อนำมวลน้ำส่วนเกินเข้าไปพักและบริหารจัดการ ก่อนทยอยปล่อยกลับเข้าสู่ระบบลุ่มน้ำ
“หากเราสามารถทำโครงการแก้มลิงในที่ราบ เอามวลน้ำส่วนเกินมาบริหารจัดการไว้ และปล่อยน้ำผ่านลุ่มน้ำตามปกติได้ เชื่อว่าจะเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน เป็นการแก้ทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งในเวลาเดียวกัน”
สำหรับข้อเสนอการสร้างคลองผันน้ำหรือทางเลี่ยงน้ำเพื่อไม่ให้มวลน้ำไหลผ่านตัวเมือง นายทรงศักดิ์มองว่า มีแนวคิดใกล้เคียงกับการทำ “บายพาสน้ำ” โดยอาจนำแนวทางแก้มลิงเข้ามาช่วยตัดวงจรน้ำตั้งแต่พื้นที่ด้านบน หากสามารถเก็บน้ำไว้ได้ก่อน น้ำส่วนหนึ่งจะไม่ไหลผ่านตัวเมือง และน้ำที่กักเก็บไว้ยังนำไปใช้ภาคการเกษตรในฤดูแล้งได้
“ชยันต์” เตือนฝนกลับมา 23 ส.ค.-จับตาเวียงสา
นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า สถานการณ์อุทกภัยจังหวัดน่านเริ่มมีแนวโน้มคลี่คลาย โดยระดับน้ำในแม่น้ำน่านบริเวณอำเภอท่าวังผาและอำเภอเมืองน่านเริ่มทรงตัวและทยอยลดลง แต่ยังต้องติดตามมวลน้ำจากพื้นที่ตอนบนที่จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง โดยเฉพาะอำเภอเวียงสา ซึ่งระดับน้ำยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
สำหรับสภาพอากาศ ช่วงวันที่ 20-22 สิงหาคม ปริมาณฝนในจังหวัดน่านจะลดลง ก่อนกลับมามีฝนตกหนักอีกครั้งในวันที่ 23 สิงหาคม โดยเฉพาะพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำน่าน ได้แก่ อำเภอปัว อำเภอสองแคว อำเภอเชียงกลาง และอำเภอทุ่งช้าง คาดมีปริมาณฝนสะสม 24 ชั่วโมงประมาณ 50-70 มิลลิเมตร
แม้ปริมาณฝนรอบใหม่อาจไม่สูงเท่ารอบที่ผ่านมา แต่เนื่องจากสภาพดินในพื้นที่มีความอิ่มน้ำแล้ว ฝนที่ตกลงมาเพิ่มเติมอาจกลายเป็นน้ำส่วนเกินและไหลเข้าสู่ลำน้ำอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นได้ จึงยังต้องบริหารจัดการและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
หลังน้ำลดจ่อถกกว่า 700 โครงการ-ขุดลอก 18 จุด
นายชยันต์กล่าวว่า หลังสถานการณ์น้ำลดลง จะมีการนำแผนและโครงการที่เกี่ยวข้องกลับมาหารือ โดยมีโครงการที่ต้องพิจารณากว่า 700 โครงการ เพื่อจัดลำดับความสำคัญและแนวทางดำเนินงาน ก่อนเสนอเข้าสู่กระบวนการของ สทนช. และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป
นอกจากนี้ ยังมีแนวทางเร่งขุดลอกในพื้นที่ 18 จุด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและแก้ปัญหาจุดที่เป็นอุปสรรคต่อการไหลของน้ำ โดยจะนำรายละเอียดมาพิจารณาหลังสถานการณ์อุทกภัยคลี่คลาย เพื่อผลักดันมาตรการแก้ปัญหาทั้งระยะเร่งด่วน ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวต่อไป