“ศุภจี” เปิดผลงาน 90 วันพาณิชย์ ชู 7 ก้าวต่อ ปิดเกม FTA-ART-ม.301 ดันส่งออกโต 2 หลัก
“ศุภจี” แถลงผลงาน 90 วันกระทรวงพาณิชย์ ย้ำแนวทางทำงานจาก “แก้เฉพาะหน้า” สู่การแก้ปัญหาล่วงหน้าเชิงโครงสร้าง พร้อมวาง 7 ก้าวเดินหน้าระยะต่อไป ตั้งแต่เร่งเจรจา FTA-ART-มาตรา 301 ให้จบเร็ว ผลักดันส่งออกโต 2 หลัก รักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตร ขับเคลื่อน SMEs ปราบนอมินี ลดค่าครองชีพ และปลดล็อกขั้นตอนธุรกิจ โดยยืนยันทุกมาตรการต้องยึดประโยชน์ประเทศเป็นหลัก
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยระหว่างการแถลงผลงาน 90 วันของกระทรวงพาณิชย์ว่า แนวทางการทำงานในระยะต่อไปจะเน้นการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และเกษตรกร ผ่านมาตรการที่เข้มข้น พร้อมขับเคลื่อนการแก้ปัญหาล่วงหน้าในเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่รอให้ปัญหาเกิดแล้วจึงเข้าไปแก้ไข
สำหรับ “7 ก้าว” ที่กระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าต่อ หนึ่งในภารกิจสำคัญที่สุดคือการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ทั้ง FTA ความตกลง ART และมาตรา 301 ซึ่งต้องเร่งทำให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว เพื่อลดความไม่แน่นอนของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะประเด็นการค้ากับสหรัฐ
นางศุภจีกล่าวว่า แม้สินค้าไทยที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐจะมีส่วนที่ได้รับการยกเว้นแล้วประมาณ 72% แต่กระทรวงยังตั้งใจเร่งปิดประเด็นเจรจาให้เร็วและได้ผลดีที่สุด โดยยึดสิทธิประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก
ขณะเดียวกัน ไทยจะเดินหน้าผลักดันการส่งออกให้เติบโตระดับ 2 หลัก โดยนางศุภจีระบุว่า ปัจจุบันมูลค่าส่งออกอยู่ที่ประมาณ 6.2-6.3 ล้านล้านบาท และหากทั้งปีแตะระดับมากกว่า 12 ล้านล้านบาท ก็มีโอกาสเห็นการขยายตัวอย่างน้อยประมาณ 8-10% แม้ยังต้องเผชิญปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ ทั้งการขนส่ง ราคาพลังงาน และสถานการณ์ความขัดแย้ง
เกษตรยังเป็นผลงานที่ “พอใจมากที่สุด”
ในส่วนสินค้าเกษตร นางศุภจีกล่าวว่า กระทรวงจะเดินหน้ารักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน และยางพารา รวมถึงบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ หลังมีการดูดซับทุเรียนและมังคุดจากภาคใต้ขึ้นมาแล้วไม่น้อยกว่า 200,000-300,000 ตัน เพื่อพยุงราคาและปิดฤดูผลไม้ใต้ให้ดีที่สุด
เมื่อถูกถามว่าพอใจผลงานด้านใดมากที่สุด นางศุภจีระบุว่า “เกษตร” เพราะเห็นผลที่เกิดขึ้นจริง และเป็นเรื่องที่กระทรวงลงรายละเอียดและดำเนินการจำนวนมาก แม้จะถูกวิจารณ์ แต่จะยังเดินหน้าต่อ เนื่องจากมองว่าการลงมือแก้ปัญหาให้ราคาและรายได้เกษตรกรดีขึ้นมีความสำคัญกว่า
ในกรณีข้าว กระทรวงมีมาตรการออกมาแล้ว 5 มาตรการ ครอบคลุมสินเชื่อเพื่อชะลอการขาย การสนับสนุนเกษตรกรและโรงสี การดูดซับผลผลิตประมาณ 3 ล้านตัน รวมถึงโครงการข้าวประณีตและการใช้เทคโนโลยีติดตามจุดที่ราคายังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย เพื่อเข้าไปแก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่
เดินหน้า SMEs-ปราบนอมินี
ด้าน SMEs กระทรวงพาณิชย์จะเร่งผลักดันให้ผู้ประกอบการเข้าถึงโอกาสใหม่มากขึ้น เนื่องจาก SMEs มีบทบาทสูงต่อการจ้างงาน ขณะที่การช่วยเหลือในระยะที่ผ่านมาแม้มีผลแล้ว แต่ยังไม่สามารถเข้าถึงผู้ประกอบการทั้งหมดได้ และต้องเดินหน้าต่อเนื่อง
ส่วนการปราบปรามนอมินี ยืนยันว่าจะเพิ่มความเข้มข้นต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีการบูรณาการร่วมกันแล้ว 23 หน่วยงาน และลงพื้นที่ตรวจสอบแล้ว 46 จังหวัด พร้อมเดินหน้าต่อเนื่อง เนื่องจากปัญหามีความซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือหลายหน่วยงาน
นอกจากนี้ จะขับเคลื่อน 4 คณะทำงานภายใต้กรอบการพัฒนาเศรษฐกิจ ทั้งเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเศรษฐกิจผู้มาเยือน เกษตรและอาหาร ความมั่นคงทางอาหาร ตลอดจนเศรษฐกิจชุมชน โดยจะเน้นการแก้ปัญหาและการสร้างผลลัพธ์ มากกว่าการเพิ่มนโยบายใหม่เพียงอย่างเดียว
ค่าครองชีพยังต้องทำต่อ เงินเฟ้อ 7 เดือน 1.21%
สำหรับการดูแลค่าครองชีพ กระทรวงจะเดินหน้าจัดหาสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลช่วง 7 เดือนแรกปี 2569 ดัชนีราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 1.21% ซึ่งกระทรวงมองว่าเป็นตัวชี้วัดหนึ่งของผลการดูแลค่าครองชีพ แต่ยังเป็นงานที่ต้องทำต่อเนื่อง
นางศุภจีกล่าวว่า การควบคุมราคาสินค้าบางประเภทมีข้อจำกัด เพราะต้นทุนไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงพาณิชย์ทั้งหมด เช่น ค่าเช่า ค่าแรง ค่าน้ำ ค่าไฟ และพลังงาน โดยหน้าที่ของกระทรวงคือดูแลส่วนที่อยู่ในอำนาจและสร้างทางเลือกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาประหยัดได้
“ถามว่าทำได้หมดทุกเรื่องหรือยัง ยังทำไม่ได้หมดทุกเรื่อง เพราะปัญหาที่มีไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน แต่สะสมมานาน สิ่งที่เราทำคือพยายามรับมือกับปัญหาด้วยท่วงท่าใหม่ ๆ และทำงานบูรณาการมากขึ้น” นางศุภจีกล่าว
ทั้งนี้ นางศุภจีย้ำว่า 7 ภารกิจในระยะต่อไปไม่สามารถเทน้ำหนักไปที่เรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ เพราะทุกเรื่องมีความสำคัญและต้องดำเนินควบคู่กัน พร้อมระบุว่า กระทรวงจะยังเดินหน้าทำงานเชิงรุกและบูรณาการทั้งภายใน ภายนอก และกับภาคเอกชนต่อไป