ราชกรุ๊ป พร้อมประมูลโรงไฟฟ้าตามแผน PDP เตรียมเงินหมื่นล้านลุยจีบ Data Center ต่อยอด SAF-SMR
“ราช กรุ๊ป” เตรียมเข้าประมูลโรงไฟฟ้าตาม PDP ฉบับใหม่ เดินหน้าพลังงานทดแทน-ก๊าซธรรมชาติ พร้อมรุก Direct PPA ป้อน Data Center ดึงกำลังผลิตจากโรงไฟฟ้าเดิมรวม 123 เมกะวัตต์ ขณะที่ขยายพอร์ตสู่ SAF, Biomass และ SMR ตั้งเป้า EBITDA แตะ 15,000 ล้านบาท พร้อมงบฯลงทุน 10,000 ล้านบาท ลงทุนทั้งในไทยและอินโดนีเซีย
นายนิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทได้เตรียมความพร้อมเพื่อเข้าร่วมการประมูลโครงการโรงไฟฟ้าในประเทศตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ โดยในส่วนของโครงการโรงไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ซึ่งได้ดำเนินการเตรียมพื้นที่สำหรับพัฒนาโครงการในหลายประเภท

ได้แก่ โครงการโซลาร์ชุมชน โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในพื้นที่ที่มีศักยภาพของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ รวมถึงโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลในพื้นที่ที่มีเชื้อเพลิงเพียงพอและมีศักยภาพในภาคใต้
สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ บริษัทได้แสวงหาพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาโครงการ โดยครอบคลุมพื้นที่โรงไฟฟ้าราชบุรี พร้อมทั้งศึกษาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและประเมินความเหมาะสมของเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของแผน PDP เพื่อรองรับการพัฒนาโครงการและการเข้าร่วมประมูลในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ บริษัทเดินหน้าขยายการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงาน โดยเฉพาะการรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม Data Center ผ่านการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง หรือ Direct PPA รวมถึงการต่อยอดไปสู่ธุรกิจพลังงานรูปแบบใหม่ที่มีศักยภาพในอนาคต
สำหรับ Direct PPA บริษัทมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและขยายความร่วมมือกับลูกค้า Data Center หลายแห่ง โดยราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี ขนาดกำลังผลิต 154.2 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทถือหุ้น 51.67% ตั้งอยู่ในจังหวัดชลบุรี ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะเวลา 8 ปีกับลูกค้า Data Center ที่ตั้งอยู่ในสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ อำเภอศรีราชา โดยจะจัดสรรกำลังผลิตไฟฟ้า 60 เมกะวัตต์จากกำลังผลิตของโรงไฟฟ้าเดิมเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของลูกค้า

ขณะที่โรงผลิตไฟฟ้านวนคร ขนาด 232 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทถือหุ้น 40% ในจังหวัดปทุมธานี มีแผนเสนอขายไฟฟ้าให้กับลูกค้า Data Center ในนิคมอุตสาหกรรม 2 โครงการ รวมกำลังผลิต 68 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโครงการขนาด 48 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทได้ลงนามสัญญาขายไฟฟ้ากับลูกค้า Data Center แล้ว โดยกำหนดรูปแบบการกำหนดราคาไฟฟ้าเชื่อมโยงกับราคาก๊าซธรรมชาติ หรือ Gas-linked Pricing ส่วนโครงการขนาด 20 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อจัดทำและลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับลูกค้า
ส่วนโรงไฟฟ้าราชโคเจนเนอเรชั่น ขนาด 190.95 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทถือหุ้น 100% ในจังหวัดปทุมธานี อยู่ระหว่างการหารือเพื่อจัดทำบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU กับลูกค้า Data Center เพื่อจำหน่ายไฟฟ้าโดยตรง โดยเบื้องต้นมีแผนจัดสรรกำลังผลิตจากโรงไฟฟ้าเดิมประมาณ 15 เมกะวัตต์
นอกจากการขยายธุรกิจไฟฟ้าเพื่อรองรับ Data Center แล้ว บริษัทอยู่ระหว่างแสวงหาโอกาสลงทุนในธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่องและมีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว โดยหนึ่งในธุรกิจสำคัญคือเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน หรือ Sustainable Aviation Fuel (SAF) ซึ่งบริษัทได้ร่วมลงทุนในโครงการผลิต SAF ที่ประเทศตุรกี มีกำลังการผลิตประมาณ 100,000 ตันต่อปี สอดรับกับทิศทางการลดการปล่อยคาร์บอนของภาคการบินและแนวโน้มการใช้เชื้อเพลิงสะอาดในอนาคต
ขณะเดียวกัน บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาการลงทุนในธุรกิจ Biomass Supply Chain ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งการจัดหาและรวบรวมวัตถุดิบชีวมวล เช่น กะลาปาล์ม การผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด ตลอดจนการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศที่มีความต้องการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน
อีกหนึ่งเทคโนโลยีพลังงานที่บริษัทให้ความสนใจคือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ หรือ Small Modular Reactor (SMR) โดยอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้สำหรับการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าให้สอดคล้องกับทิศทางของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP รวมถึงศึกษารูปแบบการลงทุนและความเหมาะสมด้านเทคโนโลยี ต้นทุน และความปลอดภัย
ในระยะต่อไป บริษัทยังมองหาโอกาสลงทุนในโครงการ Direct PPA เพื่อผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าโดยตรงให้กับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ โดยเฉพาะลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมและกลุ่ม Data Center ซึ่งเป็นตลาดที่มีแนวโน้มขยายตัวตามการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล นอกจากนี้ ยังเปิดกว้างสำหรับการแสวงหาโอกาสลงทุนในธุรกิจพลังงานในต่างประเทศ เพื่อกระจายพอร์ตการลงทุนและสร้างการเติบโตในระยะยาว
ทั้งนี้ ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา บริษัทได้ดำเนินงานตามกรอบกลยุทธ์ 5 ด้าน ซึ่งมีความก้าวหน้าในหลายด้านทั้งการบริหารสินทรัพย์และแผนการลงทุน สำหรับการบริหารสินทรัพย์ได้มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าด้วยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาพัฒนาระบบซ่อมบำรุงแบบเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance) ในโรงไฟฟ้าราชเอ็นเนอร์จี ระยอง และโรงไฟฟ้าราชโคเจนเนอเรชั่น
ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าประเภท SPP และบริษัทถือหุ้นทั้งหมด เพื่อตรวจจับและแจ้งเตือนความผิดปกติล่วงหน้าก่อนเกิดความเสียหายจริง ลดความเสี่ยงการหยุดเดินเครื่องฉุกเฉิน เพิ่มความเชื่อถือได้ (Reliability) และความพร้อมจ่าย (Availability) ของเครื่องจักร ซึ่งช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิง ค่าใช้จ่ายการซ่อมบำรุง และรายได้ให้กับโรงไฟฟ้ามากขึ้น
ด้านการลงทุน บริษัทได้เตรียมความพร้อมสำหรับการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของไทย โดยตั้งเป้าหมายที่จะเข้าร่วมประมูลโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ครอบคลุมทั้งโครงการโซลาร์ชุมชน โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการโรงไฟฟ้าพลังลม และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล ขณะเดียวกันบริษัทก็สนใจที่โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่าน (Transition Energy) เพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ
ทั้งนี้ บริษัทได้ดำเนินการสรรหาพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับเป็นที่ตั้งโครงการ รวมทั้งเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้บริษัทยังมองโอกาสการลงทุนในอินโดนีเซียตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของอินโดนีเซีย (RUPTL) โดยได้เตรียมแผนโครงการส่วนขยายของโรงไฟฟ้าไพตัน ในชวาตะวันออก ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม ขนาด 1,000 เมกะวัตต์ เพราะมีความพร้อมทั้งด้านพื้นที่และศักยภาพในการเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าชวา-บาหลี
นอกจากนี้ยังได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนโครงการขยายกำลังผลิตเครื่องยนต์ก๊าซ (Gas Engine) ขนาด 200 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมพร้อมระบบทำความเย็น กำลังการผลิต 140 เมกะวัตต์ ในเมืองบาตัม ด้วย
ในครึ่งปีแรกนี้ บริษัทสามารถเข้าสู่อุตสาหกรรมด้านดิจิทัลด้วยการให้บริการพลังงานไฟฟ้าแก่ธุรกิจศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center โดยบริษัทในเครือ ได้แก่ บริษัท ราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี จำกัด ขนาดกำลังการผลิต 154.2 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทถือหุ้น 51.67% ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า กำลังผลิตไฟฟ้า 60 เมกะวัตต์กับลูกค้า Data Center ซึ่งตั้งอยู่ในสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ ในจังหวัดชลบุรี
และโรงผลิตไฟฟ้านวนคร ขนาดกำลังการผลิต 232 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทถือหุ้น 40% ได้บรรลุข้อตกลงผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้า Data Center ในเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมนวนคร จำนวน 2 ราย กำลังการผลิต 48 เมกะวัตต์ และ 20 เมกะวัตต์แล้ว อีกทั้งยังอยู่ระหว่างการจัดทำโมเดลธุรกิจใหม่สำหรับพัฒนาพื้นที่โรงไฟฟ้าราชบุรี โดยเบื้องต้นจะเน้นการบริการสาธารณูปโภคพื้นฐาน และธุรกิจเกี่ยวข้องเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือธุรกิจใหม่ในอนาคต
“บริษัทยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนธุรกิจตามแนวทางกลยุทธ์ที่กำหนด เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมาย EBITDA ให้ได้ถึง 15,000 ล้านบาท พร้อมทั้งยังได้จัดสรรงบฯลงทุนไว้จำนวน 10,000 ล้านบาท เพื่อใช้ลงทุนในโครงการเดิมที่ลงทุนแล้ว และโครงการใหม่ ๆ ซึ่งการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา โครงการที่อยู่ในมือ (Pipeline) มีความก้าวหน้าเป็นที่น่าพอใจและยังได้ขับเคลื่อนโรดแมปการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ด้วย”