น่านน้ำลด “สุริยะ” เร่งฟื้นฟูเกษตรกร 4 กลุ่มอาชีพ เปิดเกณฑ์เยียวยาใหม่สูงสุด 30 ไร่ต่อครัวเรือน
สถานการณ์อุทกภัยจังหวัดน่านยังเป็นภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หลังฝนตกหนักและน้ำหลากกระทบพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะอำเภอปัว จังหวัดน่าน ซึ่งมีพื้นที่เกษตร บ้านเรือน และโครงสร้างพื้นฐานได้รับความเสียหาย แม้สถานการณ์โดยรวมเริ่มคลี่คลาย แต่ยังต้องเฝ้าระวังฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่มอย่างใกล้ชิด
กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้า 2 ภารกิจคู่ขนาน คือ “ช่วยเหลือเฉพาะหน้า” และ “ฟื้นฟูอาชีพเกษตรกร” โดยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมคณะนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่จังหวัดน่าน เพื่อติดตามสถานการณ์ พร้อมมอบหมายให้นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่อำเภอปัว สำรวจความเสียหายจริงในแปลงเกษตรและพื้นที่ปศุสัตว์ ขณะที่กรมส่งเสริมการเกษตรย้ำขั้นตอนขอรับเงินช่วยเหลือภัยพิบัติตามหลักเกณฑ์ใหม่ ตั้งแต่ตรวจสอบทะเบียนเกษตรกร ยื่นแบบ กษ 01 เข้าประชาคม ก่อนเข้าสู่กระบวนการโอนเงินผ่าน ธ.ก.ส.
“สุริยะ” ร่วมคณะนายกฯ ติดตามอุทกภัยน่าน
เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำทีมผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ร่วมประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ ห้องประชุมพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดน่าน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน พร้อมประชุมผ่านระบบออนไลน์กับหน่วยงานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง
การประชุมดังกล่าวมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

นายกรัฐมนตรีได้ติดตามสถานการณ์อุทกภัย พร้อมแสดงความเสียใจต่อครอบครัวและญาติผู้เสียชีวิต และกำชับทุกหน่วยงานเร่งช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูประชาชนอย่างเต็มที่ พร้อมขอบคุณรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ และทุกภาคส่วนที่ร่วมดูแลช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลัง
แม้สถานการณ์โดยรวมเริ่มคลี่คลาย แต่ยังต้องเฝ้าระวังฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม โดยนายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการ 6 ด้าน ได้แก่ การช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูพื้นที่ การติดตามและคาดการณ์สภาพอากาศ การติดตามและคาดการณ์สถานการณ์น้ำ การเฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่ม การฟื้นฟูเส้นทางคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน และการแก้ไขปัญหาในระยะต่อไป
มอบ “วัชระพล” ลง อ.ปัว สำรวจความเสียหายจริง
นายสุริยะได้มอบหมายให้นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและความคืบหน้าการดำเนินงาน โดยเน้นการสำรวจความเสียหายและรับฟังปัญหาจริงจากเกษตรกร เพื่อเร่งจัดทำข้อมูลสำหรับวางมาตรการฟื้นฟูเยียวยาให้ตรงจุดและครอบคลุมทุกกลุ่มอาชีพ
นายวัชระพล ขาวขำ สส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่อำเภอปัว เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและความคืบหน้าการดำเนินงานตามข้อสั่งการของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ภารกิจของกระทรวงเกษตรฯ ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ มุ่งสำรวจความเสียหายและรับฟังปัญหาจากเกษตรกรโดยตรง เพื่อให้การฟื้นฟูและเยียวยาสอดคล้องกับสภาพความเสียหายจริง ไม่ใช่การประเมินจากภาพรวมเพียงอย่างเดียว
กรมชลฯ เร่งซ่อมคันดิน-ฝาย รองรับน้ำและส่งน้ำ
นายวัชระพลชี้แจงว่า งานด้านชลประทานเป็นภารกิจเร่งด่วน โดยกรมชลประทานได้ระดมเครื่องจักร เครื่องมือ และเจ้าหน้าที่เข้าพื้นที่ต่อเนื่องหลายวัน เพื่อเร่งซ่อมแซมคันดิน คันกั้นน้ำ และฝายต่าง ๆ ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย
เป้าหมายคือทำให้โครงสร้างชลประทานกลับมาใช้งานรองรับน้ำและส่งน้ำได้โดยเร็วที่สุด เพราะระบบคันกั้นน้ำ ฝาย และโครงสร้างส่งน้ำเป็นส่วนสำคัญต่อทั้งการป้องกันผลกระทบจากมวลน้ำ และการฟื้นฟูการผลิตภาคเกษตรหลังน้ำลด
ด้านพืช กระทรวงเกษตรฯ เร่งสำรวจพื้นที่แปลงปลูก ทั้งข้าว พืชไร่ พืชสวน และพืชผล เพื่อเตรียมการสนับสนุนปัจจัยการผลิต พันธุ์พืช และการเยียวยาตามความเสียหายจริง
ด้านประมงและปศุสัตว์ มีการติดตามการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์และผู้ประกอบอาชีพประมง ทั้งในเรื่องเสบียงสัตว์ พืชอาหารสัตว์ และการฟื้นฟูแหล่งน้ำ ส่วนพื้นที่ ส.ป.ก. จะดูแลเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินให้ได้รับสิทธิและการเยียวยาอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
นายวัชระพลยืนยันว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมยืนเคียงข้าง และเร่งรัดทุกมาตรการ เพื่อให้เกษตรกรชาวน่านสามารถฟื้นตัวและกลับมาดำเนินวิถีชีวิตได้อย่างมั่นคง
ลงชุมชนบ้านขอน-สะพานบ้านร้องแง มอบถุงยังชีพ
ในการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัยจังหวัดน่านครั้งนี้ นายวัชระพลได้ร่วมประชุมติดตามสถานการณ์น้ำที่ศาลากลางจังหวัดน่านร่วมกับนายกรัฐมนตรี ก่อนลงพื้นที่ชุมชนต่าง ๆ ในอำเภอปัว เพื่อมอบถุงยังชีพ เครื่องอุปโภคบริโภคให้ผู้ประสบภัย และสำรวจพื้นที่แปลงเกษตรกับปศุสัตว์ของเกษตรกรที่ได้รับความเสียหาย เช่น บ้านขอน และสะพานบ้านร้องแง
นอกจากนี้ วันที่ 24 สิงหาคม 2569 นายวัชระพลมีกำหนดเดินทางไปยังโครงการชลประทานน่าน ตำบลไชยสถาน อำเภอเมืองน่าน เพื่อพูดคุยกับเกษตรกรและประชาชนที่ประสบอุทกภัย ถึงแนวทางการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และสำรวจความเสียหายเพื่อเตรียมการเยียวยาต่อไป
กรมส่งเสริมฯ ย้ำ 3 ขั้นตอนก่อนรับเงินช่วยเหลือ
ในส่วนของการช่วยเหลือเกษตรกรด้านพืช กรมส่งเสริมการเกษตรย้ำว่า เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยเฉพาะพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหายด้านพืช ต้องดำเนินการตามขั้นตอนการขอรับความช่วยเหลือให้ครบถ้วน เพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและพิจารณาตามหลักเกณฑ์
ขั้นตอนสำคัญมี 3 ส่วน คือ “เช็กทะเบียนเกษตรกร ยื่น กษ 01 เข้าประชาคม” ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาและรับเงินช่วยเหลือ
นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า เมื่อเกิดภัยธรรมชาติที่ทำให้พืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหาย เกษตรกรต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด เพื่อให้ข้อมูลความเสียหายเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและพิจารณาการช่วยเหลืออย่างถูกต้อง

ขั้นตอนแรก เกษตรกรต้องตรวจสอบทะเบียนเกษตรกรก่อนเป็นอันดับแรก โดยตรวจสอบว่าพื้นที่เพาะปลูกได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกร หรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรให้เป็นปัจจุบันก่อนเกิดภัยหรือไม่ เพราะข้อมูลทะเบียนเกษตรกรเป็นหลักฐานสำคัญในการตรวจสอบสิทธิและพิจารณาความช่วยเหลือ หากไม่ได้ขึ้นทะเบียน หรือไม่ได้ปรับปรุงข้อมูลการเพาะปลูกให้เป็นปัจจุบันก่อนเกิดภัย อาจไม่มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์
ขั้นตอนที่สอง เมื่อเกิดความเสียหาย เกษตรกรต้องยื่นแบบขอรับการช่วยเหลือ หรือ กษ 01 ณ สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ที่เกิดความเสียหาย หรือดาวน์โหลดแบบฟอร์มได้ทางเว็บไซต์กรมส่งเสริมการเกษตร disaster.doae.go.th โดยแบบ กษ 01 ต้องผ่านการตรวจสอบและรับรองความเสียหายจากผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อบต. หรือนายกเทศมนตรี แล้วแต่กรณี ก่อนส่งให้สำนักงานเกษตรอำเภอดำเนินการต่อ
ขั้นตอนที่สาม หลังจากยื่นแบบ กษ 01 แล้ว เกษตรกรต้องเข้าร่วมประชาคมและติดตามรายชื่อผู้ผ่านการตรวจสอบ ณ สถานที่ที่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่กำหนด หากได้รับการพิจารณาเป็นผู้ได้รับความช่วยเหลือตามขั้นตอนแล้ว ธ.ก.ส. จะโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างโปร่งใส และป้องกันการแทรกแซงหรือการหลอกลวงจากมิจฉาชีพ
อำเภอต้องพิจารณาภายใน 40 วัน
นางอัญชลีกล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ สำนักงานเกษตรอำเภอจะรวบรวมแบบ กษ 01 เสนอคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอำเภอ หรือ ก.ช.ภ.อ. พิจารณาภายใน 40 วันนับแต่วันที่เกิดภัย
หากการดำเนินการในระดับอำเภอไม่เพียงพอ สำนักงานเกษตรจังหวัดจะเสนอคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด หรือ ก.ช.ภ.จ. พิจารณาตามลำดับ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรจะเร่งดำเนินการเพื่อให้เกษตรกรได้รับความช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด
สำหรับหลักเกณฑ์การช่วยเหลือกรณีเกิดภัยธรรมชาติและผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตภัยพิบัติ ตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2569 จะได้รับความช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2569 โดยให้ความช่วยเหลือไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่
ข้าวไร่ละ 2,240 บาท ไม้ผลสูงสุดไร่ละ 6,800 บาท
กรณีพื้นที่เพาะปลูกได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติ และพืชตายหรือเสียหายจนไม่สามารถฟื้นฟูหรือเยียวยาให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้ จะพิจารณาช่วยเหลือตามจำนวนพื้นที่เพาะปลูกที่ได้รับความเสียหายจริง โดยข้าวได้รับความช่วยเหลือไร่ละ 2,240 บาท พืชไร่และพืชผักไร่ละ 3,180 บาท และไม้ผล ไม้ยืนต้น และอื่น ๆ ไร่ละ 6,800 บาท
ส่วนกรณีไม้ผลและไม้ยืนต้นได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ ทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโตแต่ไม่ตาย และยังสามารถฟื้นฟูให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้ หรือกรณีผลผลิตได้รับผลกระทบจนเสียหาย จะให้ความช่วยเหลือไร่ละ 3,400 บาท โดยทั้ง 2 กรณีต้องไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่
นอกจากนี้ หากพื้นที่เพาะปลูกได้รับความเสียหายจากการถูกหิน ดิน ทราย ไม้ โคลน หรือซากวัสดุทุกชนิดทับถม จนไม่สามารถใช้เพาะปลูกได้ หรืออาจทำให้พืชผลเสียหาย และหน่วยงานของรัฐไม่สามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือได้ จะให้ความช่วยเหลือเป็นค่าใช้จ่ายในการขุดลอกและขนย้ายเศษซากวัสดุที่ทับถม เพื่อให้กลับมาใช้พื้นที่เพาะปลูกได้ โดยช่วยเหลือในขนาดพื้นที่ไม่เกิน 5 ไร่ อัตราไร่ละ 16,000 บาท
กรมส่งเสริมการเกษตรย้ำว่า เกษตรกรต้องเร่งตรวจสอบทะเบียนเกษตรกร ยื่นแบบ กษ 01 ให้ครบถ้วน ผ่านการรับรองความเสียหาย เข้าร่วมประชาคม และติดตามประกาศผลการพิจารณา เพื่อให้เข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน
ฟื้นฟูต้องเริ่มจากข้อมูลเสียหายจริง
ภาพรวมการช่วยเหลือเกษตรกรจากอุทกภัยจังหวัดน่านในรอบนี้ แบ่งภารกิจของกระทรวงเกษตรฯ ออกเป็นหลายชั้นอย่างชัดเจน
ชั้นแรกคือการช่วยเหลือเฉพาะหน้า ทั้งการมอบถุงยังชีพ เครื่องอุปโภคบริโภค และการเข้าถึงพื้นที่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
ชั้นที่สองคือการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ โดยกรมชลประทานเร่งซ่อมแซมคันดิน คันกั้นน้ำ และฝายที่เสียหาย เพื่อให้กลับมารองรับน้ำและส่งน้ำได้เร็วที่สุด
ชั้นที่สามคือการประเมินความเสียหายรายสาขา ทั้งพืช ประมง ปศุสัตว์ และพื้นที่ ส.ป.ก. เพื่อให้มาตรการเยียวยาครอบคลุมทุกกลุ่มอาชีพ
ชั้นสุดท้ายคือกระบวนการเยียวยาทางการเงิน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลทะเบียนเกษตรกร แบบ กษ 01 การรับรองความเสียหาย และกระบวนการประชาคม เพื่อให้การจ่ายเงินช่วยเหลือผ่าน ธ.ก.ส. โปร่งใส ตรวจสอบได้ และตรงกับผู้ได้รับผลกระทบจริง
โจทย์สำคัญหลังน้ำลดจึงไม่ใช่เพียงการเร่งจ่ายเงินเยียวยา แต่ต้องทำให้ข้อมูลความเสียหายถูกต้อง ครอบคลุม และนำไปสู่การฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรชาวน่านให้กลับมายืนได้อย่างมั่นคง




