2 โจทย์หินภาษี ม.301 พาณิชย์ขอเว้น ‘เกษตร-อาหาร’
มาตรการภาษีตามมาตรา 301 ของสหรัฐกำลังเป็นโจทย์สำคัญของการค้าไทย หลังการพิจารณาครอบคลุมทั้งประเด็นการบังคับใช้แรงงาน (Forced Labor) และกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) แต่เมื่อเจาะลงไปถึงระดับสินค้า กรมการค้าต่างประเทศประเมินว่า หากบัญชีสินค้าของมาตรการ Excess Capacity มีลักษณะใกล้เคียงกับกรณี Forced Labor สินค้าไทยที่ได้รับผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันจริงจะมีสัดส่วนประมาณ 28% ขณะที่อีก 72% เป็นสินค้าที่อยู่ภายใต้โครงสร้างภาษีดังกล่าวอยู่แล้ว หรืออยู่ในกลุ่มที่ได้รับการยกเว้น 2,120 รายการ ทำให้โจทย์สำคัญอยู่ที่การเจาะลงไปใน 28% เพื่อจัดลำดับสินค้าที่ต้องผลักดันขอยกเว้นเพิ่มเติม โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาหาร เพตฟู้ด กุ้ง และอาหารทะเลแปรรูป ควบคู่กับการติดตามผลการพิจารณา Excess Capacity ที่ครอบคลุม 16 ประเทศ และการหารือระดับเทคนิคกับสหรัฐในช่วงปลายเดือนนี้
สองโจทย์สำคัญ ม.301
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการรับมือมาตรการภาษีตามมาตรา 301 ของสหรัฐว่า กรมการค้าต่างประเทศมีบทบาทหลักในการชี้แจงและแก้ต่างในประเด็นที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ Forced Labor และ Excess Capacity ขณะที่การหารือระหว่างไทยกับสหรัฐยังเดินหน้าต่อ และในช่วงปลายเดือนนี้ฝ่ายไทยจะเดินทางไปหารือกับสหรัฐในระดับเทคนิค

สำหรับกรณี Forced Labor ยังมีความไม่แน่นอน เนื่องจากสหรัฐดำเนินกระบวนการไต่สวนประมาณ 60 ประเทศ ภายในระยะเวลา 2 เดือน ทั้งที่แต่ละประเทศมีโครงสร้างเศรษฐกิจและเงื่อนไขแตกต่างกัน แต่ผลที่ออกมามีอัตราภาษีหลักเพียง 10% และ 12.5% ขณะเดียวกันยังมีประเด็นทางกฎหมายที่ต้องติดตาม หลังมี 25 รัฐในสหรัฐดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลเกี่ยวกับการใช้อำนาจมาตรา 301 ในประเด็น Forced Labor ยังมีตัวแปรที่ต้องจับตาต่อไป ส่วนการไต่สวนเรื่อง Excess Capacity ซึ่งครอบคลุม 16 ประเทศ กรมประเมินว่ามีโอกาสที่สหรัฐจะเดินหน้ามาตรการได้มากกว่า เนื่องจากกระบวนการพิจารณาและข้อมูลที่นำมาใช้วิเคราะห์มีรายละเอียดมากกว่า และยังเชื่อมโยงกับประเด็นการป้องกันการสวมสิทธิ หรือ Transshipment
ผลกระทบ “เจ็บจริง” 28%
นางอารดาระบุว่า หากสหรัฐนำบัญชีสินค้าที่มีลักษณะใกล้เคียงกับกรณี Forced Labor มาใช้กับมาตรการ Excess Capacity จากการวิเคราะห์พบว่า สินค้าของไทยที่ความสามารถในการแข่งขันจะลดลงมากมีสัดส่วน 28% ส่วนอีกประมาณ 72% เป็นกลุ่มสินค้าที่อยู่ภายใต้ภาษีในลักษณะดังกล่าวอยู่แล้ว รวมถึงสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภายใต้บัญชี 2,120 รายการ ดังนั้นการประเมินผลกระทบของมาตรา 301 จำเป็นต้องพิจารณาลงไปถึงระดับสินค้า เพราะภายในกลุ่มที่ยังได้รับผลกระทบมีสินค้าส่งออกสำคัญของไทยรวมอยู่ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหาร ซึ่งกรมเตรียมนำมาพิจารณาเพื่อจัดทำข้อเสนอขอยกเว้นเพิ่มเติม
“เกษตร-อาหาร-กุ้ง-เพตฟู้ด”
นางอารดากล่าวว่า กรมจะเดินหน้าขอยกเว้นสินค้าเพิ่มเติม โดยอยู่ระหว่างรวบรวมรายละเอียดร่วมกับภาคเอกชน เพื่อพิจารณาว่าสินค้าใดควรถูกจัดเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญสูงและต้องผลักดันเข้าสู่ Exclusion List ประกอบด้วย สินค้าเกษตร สินค้าอาหาร อาหารสุนัข และอาหารแมว หรือ Pet Food กุ้ง และอาหารทะเลแปรรูป
“ยังไงก็ยื่นขอยกเว้นสินค้าเพิ่มเติม แน่นอนว่าจะเป็นสินค้าเกษตร สินค้าอาหาร อาหารสุนัข อาหารแมว เพตฟู้ดสินค้ากุ้ง สินค้าอาหารทะเลแปรรูป”
อย่างไรก็ตามการขอยกเว้นจะไม่ได้พิจารณาเฉพาะรายชื่อสินค้า แต่ต้องจัดลำดับความสำคัญ หรือ Priority พร้อมจัดทำเหตุผลประกอบว่าทำไมสินค้ารายการนั้นจึงควรได้รับการยกเว้น โดยจะมีทั้งประเด็นด้านความมั่นคงทางอาหารและความสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐ
นางอารดาระบุว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถกำหนดจำนวนรายการที่จะยื่นขอยกเว้นเพิ่มเติมได้อย่างตายตัว เนื่องจากต้องรอผลการพิจารณามาตรา 301 ในประเด็น Excess Capacity ก่อน เมื่อทราบผลแล้วจึงจะสามารถนำบัญชีสินค้ามาเปรียบเทียบและกำหนดเป้าหมายได้ชัดเจนขึ้น โดยแนวทางจึงเป็นการรอผลมาตรการก่อน แล้วนำรายละเอียดมาวิเคราะห์ในระดับรายการสินค้า เพื่อจัดลำดับว่าสินค้าใดที่ไทยจำเป็นต้องขอยกเว้นเพิ่มเติม
Excess Capacity 16 ปท.
สำหรับทิศทางของมาตรการ 301 นางอารดาระบุว่าต้องแยกการประเมิน Forced Labor ออกจาก Excess Capacity เนื่องจากกระบวนการและเงื่อนไขแตกต่างกัน โดย Forced Labor ยังมีปัจจัยเรื่องคดีความในสหรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง ขณะที่ Excess Capacityซึ่งมีประเทศอยู่ในกระบวนการ 16 ประเทศ มีรายละเอียดการวิเคราะห์ข้อมูลมากกว่า ในส่วนของอัตราภาษีสุดท้าย ประเมินว่าสหรัฐอาจพยายามทำให้ภาพรวมของอัตราภาษีอยู่ใกล้เคียงระดับ 19-20% แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะออกมาในรูปแบบใด เพราะยังต้องรอผลการพิจารณามาตรการแต่ละส่วน รวมถึงความคืบหน้าของกรณี Forced Labor
ดังนั้นตัวเลขดังกล่าวยังเป็นการประเมินทิศทาง ไม่ใช่อัตราภาษีที่ได้ข้อยุติแล้ว ขณะที่ผลของ Excess Capacity จะเป็นอีกส่วนสำคัญต่อการกำหนดแนวทางรับมือของไทย รวมถึงการจัดทำบัญชีสินค้าที่จะขอยกเว้นเพิ่มเติม
บินสหรัฐถกระดับเทคนิคอีกรอบ
อีกความเคลื่อนไหวสำคัญคือ การเจรจาระหว่างไทยกับสหรัฐ โดยนางอารดาระบุว่าในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ กรมการค้าต่างประเทศจะร่วมเดินทางไปหารือกับฝ่ายสหรัฐในระดับเทคนิค ซึ่งการหารือที่ผ่านมา ประเด็นที่ต้องเจรจามีขอบเขตแคบลงจากช่วงแรก และมีหลายเรื่องที่สามารถหาข้อยุติได้แล้ว อย่างไรก็ตามยังมีประเด็นสำคัญบางส่วนที่ต้องหารือต่อในระดับเทคนิค ซึ่งเป็นประเด็นที่หาข้อสรุปได้ยาก ขณะที่กรมการค้าต่างประเทศรับผิดชอบประเด็นที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของกรม และทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง
ยุโรปก็เข้มงวด Transshipment
นอกเหนือจากภาษี 301 อีกประเด็นที่ต้องให้น้ำหนักคือ การป้องกันการสวมสิทธิ หรือ Transshipment ซึ่งมีแนวโน้มกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของระบบการค้าระหว่างประเทศในระยะต่อไป นางอารดามองว่า ประเด็นดังกล่าวจะไม่หายไป แม้บริบททางการเมืองของสหรัฐจะเปลี่ยนแปลง เนื่องจากไม่ได้มีเพียงสหรัฐที่ให้ความสำคัญ แต่สหภาพยุโรปก็เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าและกระบวนการผลิตเช่นกัน สถานการณ์ดังกล่าวจึงทำให้บทบาทของกรมการค้าต่างประเทศ ซึ่งเดิมเกี่ยวข้องกับการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า จะต้องครอบคลุมการตรวจสอบมากขึ้น ทั้งการตรวจสอบว่าสินค้ามาจากที่ใด มีการนำเข้าวัตถุดิบหรือสินค้าเข้ามาหรือไม่ และผ่านกระบวนการผลิตภายในประเทศในระดับใด
“Transshipment ยังไงก็ไม่หายไป ต่อให้เปลี่ยนประธานาธิบดี เพราะมันกลายเป็น New Normal ไปแล้ว” ประเด็นการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าจึงเป็นอีกภารกิจที่กรมการค้าต่างประเทศต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการรับมือมาตรา 301 โดยเฉพาะเมื่อประเทศคู่ค้าต้องการข้อมูลที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้มากขึ้น
รอผลก่อนขอยกเว้นรอบใหม่
สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ กรมการค้าต่างประเทศจะติดตามผลการพิจารณา Excess Capacity ก่อนนำบัญชีสินค้าที่สหรัฐประกาศออกมาวิเคราะห์เทียบกับรายการยกเว้น 2,120 รายการ และข้อเสนอ 7 กลุ่มสินค้าที่ไทยเคยจัดทำไว้ เพื่อกำหนดรายการที่ยังจำเป็นต้องผลักดันเพิ่มเติม ในส่วนของสินค้าที่มีความชัดเจนแล้วว่าจะต้องให้ความสำคัญ นางอารดาระบุถึงสินค้าเกษตร อาหาร เพตฟู้ด กุ้ง และอาหารทะเลแปรรูป โดยจะต้องจัดลำดับ Priority และจัดทำเหตุผลประกอบการขอยกเว้น ก่อนเดินหน้าผลักดันกับฝ่ายสหรัฐ
หากโครงสร้างบัญชีสินค้า Excess Capacity ออกมาใกล้เคียงกับ Forced Labor สัดส่วนสินค้าที่ได้รับผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันอย่างมากจะอยู่ประมาณ 28% ส่วนอีก 72%อยู่ในกลุ่มที่เผชิญโครงสร้างภาษีดังกล่าวอยู่แล้ว หรือได้รับการยกเว้นภายใต้ 2,120 รายการ ทำให้ผลการพิจารณา Excess Capacity และรายละเอียดบัญชีสินค้าที่สหรัฐจะประกาศเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับกำหนดรายการที่ไทยจะเดินหน้าขอยกเว้นในรอบต่อไป