หมอกควันใต้ยังต้องจับตา อินโดนีเซียจุดความร้อน 5,122 จุด คพ.เตือน 3 จังหวัดชายแดน
สถานการณ์ฝุ่นละอองและหมอกควันในภาคใต้กลับมาเป็นประเด็นเฝ้าระวังอีกครั้ง หลังพบความเสี่ยงจาก 2 ปัจจัยสำคัญพร้อมกัน คือหมอกควันข้ามแดนจากภูมิภาคอาเซียนตอนใต้ และควันจากไฟไหม้ป่าพรุควนเคร็ง จังหวัดนครศรีธรรมราช แม้ภาพรวมคุณภาพอากาศภาคใต้ยังอยู่ในระดับดีขึ้นจากวันก่อนหน้า แต่ทิศทางลม จุดความร้อนจำนวนมากในอินโดนีเซีย และอัตราการระบายอากาศต่ำในพื้นที่ชายแดนใต้ ทำให้หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ หรือ ศกพ. กรมควบคุมมลพิษ ให้ติดตามสถานการณ์วิกฤตหมอกควันข้ามแดนภาคใต้ หลังแนวโน้มสถานการณ์มีความรุนแรงขึ้นจากสภาพอากาศร้อนและแห้งแล้ง ภายใต้อิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนีโญ ขณะเดียวกันยังสั่ง คพ.ลงพื้นที่ตรวจคุณภาพอากาศใกล้ป่าพรุควนเคร็ง พร้อมส่งสถานีตรวจวัดเคลื่อนที่เฝ้าระวัง PM 2.5 จากควันไฟ เพื่อให้มีข้อมูลแจ้งเตือนประชาชนได้ทันสถานการณ์
“สุชาติ” สั่ง ศกพ. เฝ้าระวังหมอกควันข้ามแดนภาคใต้
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการให้ ศกพ. กรมควบคุมมลพิษ ติดตามสถานการณ์หมอกควันข้ามแดนภาคใต้อย่างใกล้ชิด หลังศูนย์อุตุนิยมวิทยาเฉพาะทางอาเซียน หรือ ASEAN Specialized Meteorological Centre ได้ยกระดับการแจ้งเตือนสถานการณ์ดังกล่าว เนื่องจากกลุ่มหมอกควันที่เกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบข้ามพื้นที่ในภูมิภาคได้
สถานการณ์นี้สะท้อนความจำเป็นในการเฝ้าระวังการเคลื่อนตัวของกลุ่มควันในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ของไทยที่อาจได้รับผลกระทบจากทิศทางลมและการสะสมของฝุ่นละอองในบางพื้นที่
ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่า สถานการณ์คุณภาพอากาศทางตอนใต้ของประเทศไทยในวันนี้ ภาพรวมฝุ่นละออง PM 2.5 ดีขึ้นจากเมื่อวาน คุณภาพอากาศยังอยู่ในระดับดี ขณะที่ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา พบฝนตกในหลายพื้นที่ของภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดพังงาและระนอง
อย่างไรก็ตาม การประเมินทิศทางลมพบว่า กระแสลมยังพัดจากทิศใต้ขึ้นสู่ทิศเหนือเข้าสู่ภาคใต้ของประเทศไทย และแบบจำลองการเคลื่อนที่ของมวลอากาศบ่งชี้ว่ามีความเป็นไปได้ที่มวลอากาศและกลุ่มควันจากพื้นที่ตอนใต้จะเคลื่อนเข้ามายังพื้นที่ตอนใต้ของประเทศไทยบริเวณประชิดชายแดน
อินโดนีเซียจุดความร้อน 5,122 จุด ไทย 4 จุด
ข้อมูลจุดความร้อนจาก GISTDA ณ วันที่ 24 สิงหาคม 2569 พบว่า ประเทศไทยมีจุดความร้อน 4 จุด ขณะที่ประเทศอินโดนีเซียมีจุดความร้อน 5,122 จุด ประกอบกับพื้นที่ชายแดนใต้ ได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี และยะลา มีแนวโน้มอัตราการระบายอากาศต่ำต่อเนื่อง ซึ่งอาจเอื้อต่อการสะสมของฝุ่นละออง
กรมควบคุมมลพิษจึงประเมินว่า 3 จังหวัดชายแดนใต้เป็นพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ หากยังมีกลุ่มควันจากอินโดนีเซียเกิดขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ ในกลุ่มจังหวัดดังกล่าวยังพบค่าความชื้นสัมพัทธ์สูงในช่วงเช้า จึงอาจทำให้ท้องฟ้ามัวและสามารถสังเกตเห็นหมอกควันได้ด้วยตาเปล่า
ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ช่วงวันที่ 27-29 สิงหาคม 2569 ภาคใต้ฝั่งตะวันตกตอนบนจะมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง รวมถึงพื้นที่จังหวัดระนองและพังงา โดยปริมาณฝนและกระแสลมในพื้นที่อาจช่วยบรรเทาการสะสมของฝุ่นละอองในจังหวัดภาคใต้ตอนบนได้
ศกพ.จะติดตามสถานการณ์จุดความร้อน ทิศทางลม การเคลื่อนตัวของกลุ่มควัน และคุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความเสี่ยงและแจ้งเตือนประชาชนอย่างทันท่วงที
หากไทยได้รับผลกระทบ เตรียมประสานเลขาธิการอาเซียน
ดร.สุรินทร์ระบุว่า ศกพ.จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และหากประเทศไทยได้รับผลกระทบจากหมอกควันข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน ไทยจะทำหนังสือถึงเลขาธิการอาเซียน เพื่อขอความร่วมมือประเทศเพื่อนบ้านในการลดจุดความร้อนและลดผลกระทบต่อประชาชนต่อไป
ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศและค่าฝุ่น PM 2.5 แบบรายชั่วโมงได้ผ่านแอปพลิเคชั่น Air4Thai และแฟนเพจกรมควบคุมมลพิษ โดยเฉพาะประชาชนในจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และยะลา ควรติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด
หากพบค่าฝุ่นละอองอยู่ในระดับสูง ควรลดกิจกรรมกลางแจ้ง และปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสุขภาพจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ไทย-เมียนมา ส่งเครื่องวัดอากาศ ต่อยอดกลไก HLC
นอกจากการเฝ้าระวังภาคใต้จากกลุ่มควันตอนล่างของภูมิภาค ไทยยังเดินหน้าความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านด้านการแก้ปัญหาหมอกควันข้ามแดนอย่างต่อเนื่อง
วันที่ 20 สิงหาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้นางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เป็นผู้แทนส่งมอบเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศจำนวน 2 ชุด ให้แก่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา
การส่งมอบครั้งนี้มีพลเอก เย วิน อู ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมา เป็นผู้แทนรับมอบ พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูงของทั้งสองประเทศร่วมเป็นสักขีพยาน เพื่อเสริมศักยภาพการติดตามและเฝ้าระวังปัญหาหมอกควันและมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดน
ดร.สุรินทร์กล่าวว่า การส่งมอบเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือไทย-เมียนมาในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดน ภายใต้กลไกการประชุมคณะกรรมการระดับสูงไทย-เมียนมา หรือ High Level Committee : HLC
อุปกรณ์ที่ประเทศไทยสนับสนุนจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของเมียนมาในการตรวจติดตาม เฝ้าระวัง วิเคราะห์ และแจ้งเตือนสถานการณ์คุณภาพอากาศ เพื่อนำข้อมูลไปใช้วางแผนป้องกันและลดผลกระทบจากหมอกควันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ยุทธศาสตร์ฟ้าใส ลดจุดความร้อน-พัฒนาระบบแจ้งเตือน
ดร.สุรินทร์กล่าวว่า การสนับสนุนครั้งนี้เป็นการต่อยอดความร่วมมือที่ทั้งสองประเทศดำเนินการต่อเนื่อง ทั้งการจัดตั้งห้องปฏิบัติการติดตามสถานการณ์หมอกควันและไฟป่า หรือ War Room ในพื้นที่สำคัญของเมียนมา และการสนับสนุนอุปกรณ์ป้องกันและควบคุมไฟป่า
เครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศจำนวน 2 ชุด จะช่วยเพิ่มความครอบคลุมของเครือข่ายติดตามสถานการณ์ และสนับสนุนข้อมูลสำหรับการประเมินและแจ้งเตือนในพื้นที่
ความร่วมมือดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลภายใต้ยุทธศาสตร์ฟ้าใส หรือ CLEAR Sky Strategy ที่มุ่งแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน ตั้งแต่การเฝ้าระวังและแลกเปลี่ยนข้อมูล การป้องกันและควบคุมการเผาและไฟป่า การพัฒนาระบบแจ้งเตือน และการยกระดับศักยภาพหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ทั้งไทยและเมียนมายืนยันว่าจะขับเคลื่อนความร่วมมือผ่านกลไก HLC และกลไกที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาให้เกิดผลเป็นรูปธรรม พัฒนาเครือข่ายติดตามสถานการณ์และระบบแจ้งเตือนให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน ยกระดับคุณภาพอากาศ และสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีอย่างยั่งยืนร่วมกันในระดับภูมิภาค
คพ.ส่งสถานีเคลื่อนที่เฝ้าระวังไฟป่าพรุควนเคร็ง
อีกจุดที่ต้องติดตามคือสถานการณ์ไฟไหม้ป่าพรุควนเคร็ง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยนายสุชาติสั่งการให้กรมควบคุมมลพิษลงพื้นที่ติดตามและตรวจสอบคุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมส่งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบเคลื่อนที่ลงไปตรวจวัดในพื้นที่จริง
เป้าหมายคือการติดตามระดับฝุ่นละออง PM 2.5 และมลพิษทางอากาศจากควันไฟอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ทันต่อสถานการณ์ และนำไปใช้ในการแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่อย่างเหมาะสม
สถานการณ์ไฟไหม้ป่าพรุควนเคร็งยังต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงวันที่ 13-16 สิงหาคม 2569 มีรายงานไฟไหม้หลายจุดในพื้นที่อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช และแนวไฟมีการลุกลามจากสภาพอากาศร้อน ฝนทิ้งช่วง และกระแสลมแรง ส่งผลให้เกิดควันปกคลุมในบางพื้นที่ ขณะที่หน่วยงานในพื้นที่ยังระดมกำลังเข้าควบคุมและดับไฟต่อเนื่อง
ดร.สุรินทร์กล่าวว่า ตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คพ.ได้ส่งเจ้าหน้าที่พร้อมสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบเคลื่อนที่ลงพื้นที่ตรวจวัดคุณภาพอากาศในบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากควันไฟโดยตรง เพื่อเฝ้าระวังระดับฝุ่น PM 2.5 และมลพิษทางอากาศ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อย่างใกล้ชิด
หากตรวจพบค่าฝุ่นหรือคุณภาพอากาศอยู่ในระดับที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ จะเร่งแจ้งข้อมูลและคำแนะนำแก่ประชาชน เพื่อให้สามารถป้องกันและลดความเสี่ยงต่อสุขภาพได้อย่างทันท่วงที
เตือนกลุ่มเปราะบางเลี่ยงควัน ลดกิจกรรมกลางแจ้ง
ดร.สุรินทร์กล่าวว่า คพ.ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศและประกาศแจ้งเตือนจากหน่วยงานราชการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ใกล้พื้นที่เกิดไฟไหม้ หากพบควันไฟหนาแน่นหรือได้รับผลกระทบจากกลิ่นควัน ขอให้หลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่โล่ง ลดกิจกรรมกลางแจ้ง และสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นเมื่อจำเป็น
กลุ่มเปราะบาง ได้แก่ ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรเพิ่มความระมัดระวังและสังเกตอาการผิดปกติของตนเอง
ภาคใต้เผชิญโจทย์ “ควันข้ามแดน-ควันในพื้นที่”
ภาพรวมสถานการณ์ฝุ่นภาคใต้รอบนี้สะท้อนว่า การบริหารจัดการคุณภาพอากาศไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่ต้องรับมือพร้อมกันทั้งหมอกควันข้ามแดนและแหล่งกำเนิดควันในประเทศ
ด้านหนึ่ง ภาคใต้ตอนล่างต้องเฝ้าระวังกลุ่มควันจากพื้นที่ตอนใต้ของภูมิภาค โดยเฉพาะเมื่ออินโดนีเซียมีจุดความร้อนจำนวนมาก และทิศทางลมมีโอกาสพัดมวลอากาศเข้าพื้นที่ประชิดชายแดนไทย
อีกด้านหนึ่ง ป่าพรุควนเคร็งยังเป็นพื้นที่เสี่ยงจากไฟป่าและควันไฟในประเทศ โดยสภาพอากาศร้อน ฝนทิ้งช่วง และลมแรง ทำให้แนวไฟลุกลามได้ และจำเป็นต้องมีการตรวจวัดคุณภาพอากาศในพื้นที่จริงอย่างต่อเนื่อง
ภารกิจของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงต้องเดินพร้อมกัน 3 ระดับ คือ การเฝ้าระวังและแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยง การประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านผ่านกลไกอาเซียนและ HLC และการเพิ่มขีดความสามารถของระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศทั้งในไทยและประเทศเพื่อนบ้าน
หากสถานการณ์หมอกควันข้ามแดนรุนแรงขึ้น การประสานผ่านเลขาธิการอาเซียนเพื่อขอความร่วมมือลดจุดความร้อนจะเป็นกลไกสำคัญ ขณะที่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะนราธิวาส ปัตตานี ยะลา และพื้นที่ใกล้ป่าพรุควนเคร็ง ต้องติดตามข้อมูล PM 2.5 รายชั่วโมงอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพได้ทันเวลา


