GI ไทยเปิดเกมสิงคโปร์ “อรมน” คุย Shopee-TikTok ปูทางขายออนไลน์ข้ามแดน
กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินหน้าผลักดันสินค้า GI ไทยออกสู่ตลาดต่างประเทศเต็มรูปแบบ ใช้สิงคโปร์เป็นตลาดนำร่องทั้งในมิติ “ตลาดจริง” และ “ตลาดดิจิทัล” ผ่านการนำ 6 สินค้า GI ไทยด้านอาหารเข้าร่วมงาน APAC Food & Beverage Expo 2026 พร้อมจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้นำเข้าและผู้ซื้อในสิงคโปร์ ก่อนต่อยอดหารือแพลตฟอร์ม Shopee และ TikTok เพื่อขยายช่องทางจำหน่ายและยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาบนโลกออนไลน์
ผลตอบรับเบื้องต้นสะท้อนศักยภาพสินค้าอัตลักษณ์ไทยในตลาดต่างประเทศ โดยสินค้า GI ทั้ง 6 รายการมียอดจำหน่ายรวมกว่า 5 ล้านบาทตลอด 3 วันของการจัดงาน ขณะที่กิจกรรม Business Matching กับผู้ซื้อและผู้นำเข้าสิงคโปร์ 15 ราย คาดว่าจะสร้างมูลค่าการจับคู่ธุรกิจไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท และยังเริ่มเห็นคำสั่งซื้อจริงจากผู้ประกอบการ GI ไทย โดยเฉพาะทุเรียนป่าละอูที่ได้รับความต้องการจากผู้จัดจำหน่ายในสิงคโปร์ประมาณ 100 ลูกต่อสัปดาห์
“อรมน” ดัน GI เชื่อมการค้า-ท่องเที่ยว-เศรษฐกิจชุมชน
ระหว่างวันที่ 21-24 สิงหาคม 2569 กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ พาผู้ประกอบการสินค้า GI ไทยด้านอาหารบุกตลาดสิงคโปร์ ในงาน APAC Food & Beverage Expo 2026 พร้อมจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้ซื้อและผู้นำเข้าในสิงคโปร์ เพื่อเปิดโอกาสให้สินค้า GI คุณภาพของไทยเข้าถึงผู้บริโภคและคู่ค้าที่มีศักยภาพ เปิดช่องทางการค้าใหม่ และขยายตลาดผู้บริโภคในต่างประเทศ โดยใช้จุดแข็งด้านคุณภาพ อัตลักษณ์ และเรื่องราวของสินค้า GI เป็นจุดขาย
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า การส่งเสริมสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นด้วยสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ประกาศยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชนในมิติการค้าและบริการ มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่ม ขยายตลาด และเชื่อมโยงโอกาสทางเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาว
สินค้า GI ถือเป็นทุนอัตลักษณ์ของชุมชนแต่ละพื้นที่ สามารถนำไปต่อยอดได้ทั้งในตลาดการค้าและการท่องเที่ยว เพื่อสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน ขณะที่สิงคโปร์เป็นตลาดที่มีศักยภาพด้านสินค้าอาหารและเกษตรคุณภาพ ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน และแหล่งที่มาของสินค้า อีกทั้งยังคุ้นเคยกับอาหารและวัตถุดิบไทย กรมฯ จึงเห็นโอกาสในการนำสินค้า GI ไทยที่มีจุดเด่นเฉพาะพื้นที่ไปสร้างการรับรู้และขยายช่องทางจำหน่ายในตลาดสิงคโปร์
คัด 6 GI ไทยขึ้นเวที APAC Food & Beverage Expo
กรมทรัพย์สินทางปัญญาคัดสรรสินค้า GI ไทย 6 รายการที่มีศักยภาพและมีจุดเด่นด้านคุณภาพกับอัตลักษณ์ เข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในงาน APAC Food & Beverage Expo 2026 ระหว่างวันที่ 21-23 สิงหาคม 2569 ณ Singapore EXPO เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและนำเสนอสินค้า GI แก่ผู้บริโภคชาวสิงคโปร์และนักท่องเที่ยวต่างชาติ
งานดังกล่าวเป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีผู้ประกอบการด้านอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าเกษตร สินค้าแปรรูป ขนมและของว่าง สินค้าสุขภาพ และสินค้าออร์แกนิกเข้าร่วมกว่า 200 ราย เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ GI ได้พบปะและนำเสนอสินค้ากับผู้บริโภคโดยตรง พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการสินค้า GI ไทยกับผู้นำเข้า ผู้ซื้อ และภาคธุรกิจในสิงคโปร์ เพื่อผลักดันสินค้า GI ไทยเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์ทั้งรูปแบบ B2B และ B2C มากขึ้น
สินค้า GI ไทยทั้ง 6 รายการ ได้แก่ 1) ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ข้าวพื้นเมืองเมล็ดเรียวสีแดง เมื่อหุงสุกจะนุ่มและเหนียว มีคุณค่าทางโภชนาการสูง 2) ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดดเด่นด้วยเนื้อส้มโอสีแดงอมชมพู รสหวานหอม 3) เกลือภูเขาบ่อเกลือน่าน เครื่องปรุงรสจากภูมิปัญญาการผลิตเกลือจากแหล่งน้ำใต้ดินในพื้นที่ 4) ไชโป้วโพธาราม จังหวัดราชบุรี ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากหัวไชเท้าที่สะท้อนภูมิปัญญาการถนอมอาหาร มีทั้งรสเค็มและหวาน เนื้อกรอบ 5) มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร มีเอกลักษณ์ด้านความหอมหวานของน้ำมะพร้าวและเนื้อนุ่มเหนียว และ 6) ทุเรียนป่าละอู จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดดเด่นด้วยเนื้อสีเหลืองอ่อน เนื้อแห้งละเอียด รสหวานมัน และกลิ่นไม่แรง
ขาย 3 วันกว่า 5 ล้าน “ส้มโอทับทิมสยาม-ไชโป้วโพธาราม” กระแสดี
นางอรมนกล่าวเพิ่มเติมว่า สินค้า GI ในงาน APAC Food & Beverage Expo ครั้งนี้ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานเป็นอย่างมาก มีผู้แวะเวียนเข้ามาทำความรู้จักและเลือกซื้อสินค้าอย่างคึกคักตลอด 3 วันของการจัดงาน โดยมียอดจำหน่ายสินค้า GI ทั้ง 6 รายการรวมกว่า 5 ล้านบาท
สินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง และไชโป้วโพธาราม ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการ GI ไทยยังได้รับฟังข้อคิดเห็นและเห็นการตอบรับของตลาดต่อสินค้าแต่ละประเภท รวมถึงเรียนรู้ว่าผู้บริโภคในสิงคโปร์และประเทศใกล้เคียงสนใจสินค้าในลักษณะใด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดกลยุทธ์การค้าและต่อยอดขยายตลาดเชิงพาณิชย์ต่อไป
หลังจากนั้น วันที่ 24 สิงหาคม 2569 กรมทรัพย์สินทางปัญญานำผู้ประกอบการสินค้า GI ไทยทั้ง 6 รายการ เข้าร่วมกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ หรือ Business Matching กับผู้นำเข้า ผู้ซื้อ และผู้ประกอบธุรกิจในสิงคโปร์ 15 ราย ณ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ กรุงสิงคโปร์ โดยมีนางวรพรรณี ดำรงมณี เอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ ให้การต้อนรับ
กิจกรรมดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการไทยนำเสนอข้อมูลสินค้า GI จุดเด่น และศักยภาพทางธุรกิจกับคู่เจรจาโดยตรง รวมถึงแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการของตลาด มาตรฐานและเงื่อนไขการนำเข้า รูปแบบสินค้า บรรจุภัณฑ์ ระดับราคา และช่องทางจำหน่าย เบื้องต้นคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าการจับคู่ธุรกิจไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท
GI เชื่อมสินค้าไปสู่ Visitor Economy
นางอรมนกล่าวว่า การดำเนินกิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ GI กับตลาดปลายทางได้ครบวงจร ตั้งแต่การนำเสนอสินค้า การสร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภค การพบปะคู่ค้า และการเจรจาธุรกิจ ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการได้ทั้งประสบการณ์จากตลาดจริงและข้อมูลจากผู้ซื้อกับผู้นำเข้า เพื่อนำไปพัฒนาสินค้าและวางแผนขยายตลาดอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ขณะเดียวกัน อัตลักษณ์และเรื่องราวของสินค้า GI ไทยยังเป็นสะพานเชื่อมผู้บริโภคสู่ชุมชน สามารถต่อยอดจากความสนใจในตัวสินค้าไปสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เช่น การเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์ในพื้นที่แหล่งผลิต เรียนรู้ภูมิปัญญา และสัมผัสวิถีชีวิตของชุมชน สอดคล้องกับแนวคิด Visitor Economy ที่มุ่งสร้างมูลค่าจากประสบการณ์และการใช้จ่ายของผู้มาเยือน และเชื่อมโยงรายได้ไปยังสินค้าและบริการของชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน
กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะเดินหน้าส่งเสริมการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์จาก GI ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร อาหาร และผลิตภัณฑ์ชุมชน ยกระดับรายได้ของเกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมสนับสนุนการต่อยอดอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ทั้งในมิติการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน
รุกช่องทางดิจิทัล หารือ Shopee-TikTok สิงคโปร์
นอกจากตลาดออฟไลน์และการเจรจาธุรกิจ กรมทรัพย์สินทางปัญญายังเดินหน้าขยายช่องทางการตลาดสินค้า GI ไทยผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลชั้นนำระดับโลก โดยเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 กรมฯ หารือผู้บริหาร Shopee และ TikTok ของสิงคโปร์ เพื่อวางแนวทางความร่วมมือด้านการส่งเสริมสินค้า GI ไทยสู่ตลาดต่างประเทศ ผ่านศักยภาพของ E-commerce และเครื่องมือการตลาด ควบคู่กับการยกระดับการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มออนไลน์
นางอรมนกล่าวว่า กรมฯ มุ่งส่งเสริมและขยายโอกาสทางการค้าสินค้า GI ไทยไปสู่ช่องทางการตลาดที่หลากหลาย โดยเฉพาะแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ได้รับความนิยมและมีแนวโน้มเติบโตสูง เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ สอดรับกับนโยบายของนางศุภจีที่ให้ความสำคัญกับการขยายตลาดใหม่ และการนำจุดเด่นด้านอัตลักษณ์สินค้าไทยมาสร้างเป็นจุดขายและข้อได้เปรียบในเวทีการค้าระหว่างประเทศ
ปัจจุบันแพลตฟอร์ม E-commerce และ Social Commerce มีบทบาทสูงต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภค ตั้งแต่การค้นหาข้อมูล การรับรู้และจดจำแบรนด์ ไปจนถึงการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า กรมฯ จึงมุ่งผลักดันการใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มดิจิทัล รวมถึงเครื่องมือและกิจกรรมทางการตลาดที่เหมาะสมกับสินค้า GI เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการนำอัตลักษณ์ คุณภาพ และเรื่องราวของแหล่งกำเนิดสินค้ามาสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายโอกาสการค้าไปยังต่างประเทศ
Shopee เปิดทาง SIP พา GI ไทยขยายสู่อาเซียน
ในการหารือกับผู้บริหารและทีมงาน Shopee Singapore นำโดย Mr. CX Chua, Regional Cross Border Director ร่วมด้วยผู้แทนจาก Shopee ประเทศไทย ณ สำนักงานใหญ่ Shopee ประเทศสิงคโปร์ กรมฯ เห็นศักยภาพของแพลตฟอร์มที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการ GI ไทยเข้าถึงผู้บริโภคในตลาดสิงคโปร์และตลาดสำคัญอื่นในอาเซียน
จากการหารือพบว่า ตลาด E-commerce ในอาเซียนมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูงและนิยมสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศผ่านช่องทางออนไลน์ โดยให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีเรื่องราวน่าสนใจและมีคุณภาพสูง โดยเฉพาะสินค้าอาหาร สินค้าเกษตร และสินค้าพรีเมียม
กรมฯ และ Shopee ยังหารือแนวทางส่งเสริมผู้ประกอบการ GI ไทยในการขยายการจำหน่ายสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศผ่านโปรแกรม Shopee International Platform หรือ SIP ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ช่วยให้ร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Shopee ประเทศไทย ขยายการมองเห็นสินค้าไปยังผู้ใช้งานแพลตฟอร์มในต่างประเทศได้ โดยผู้ประกอบการยังบริหารจัดการร้านค้าได้ด้วยระบบปกติที่ใช้ภายในประเทศ ขณะที่ Shopee สนับสนุนด้านการจัดการคำสั่งซื้อและจัดส่งสินค้าไปยังผู้ซื้อในประเทศปลายทาง
ปัจจุบัน SIP สามารถเชื่อมโยงสินค้าไปยังมาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ โดย Shopee เตรียมขยายบริการไปยังประเทศไทยและเวียดนามในระยะถัดไป กรมฯ เห็นว่าแนวทางนี้จะช่วยลดขั้นตอนและอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศของผู้ประกอบการ GI ไทย และมีแผนทำงานร่วมกับ Shopee เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากช่องทางดังกล่าวมากขึ้น
TikTok ชู LIVE Commerce-SHORT Video ดันสินค้า GI
จากนั้น อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาและคณะ ได้หารือกับผู้บริหารและทีมงาน TikTok Singapore นำโดยคุณชนิดา คล้ายพันธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายสาธารณะประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ สำนักงาน TikTok ประเทศสิงคโปร์ เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการคุ้มครองและป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์ม
ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญของการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยยกระดับมาตรการคัดกรองสินค้าและควบคุมดูแลร้านค้าบนแพลตฟอร์มอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการเสนอขายสินค้าผิดกฎหมายหรือละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าออนไลน์ และสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าที่โปร่งใส ปลอดภัย และเป็นธรรม
กรมฯ และ TikTok ยังแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มการใช้แพลตฟอร์มและพฤติกรรมผู้บริโภคในสิงคโปร์ โดย TikTok เป็นอีกช่องทางที่มีศักยภาพในการทำตลาดยุคใหม่ โดยเฉพาะสินค้าอาหาร สินค้าไลฟ์สไตล์ และสินค้าอุปโภคบริโภค นอกจากการสร้างคอนเทนต์วิดีโอทั่วไปแล้ว TikTok ยังมีเครื่องมือสื่อสารหลากหลาย ทั้ง Short Video, LIVE Shopping, Product Showcase รวมถึงการทำตลาดร่วมกับ Creator และ Influencer ในรูปแบบ LIVE Commerce ที่ช่วยนำเสนอสินค้าให้เข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ
ทุเรียนป่าละอูได้ออร์เดอร์ 100 ลูกต่อสัปดาห์
นางอรมนกล่าวเพิ่มเติมว่า การใช้ประโยชน์จากช่องทางดิจิทัลควบคู่กับการสร้างโอกาสทางการค้าในตลาดจริง เป็นแนวทางสำคัญในการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้เข้าถึงตลาดต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการนำสินค้า GI ไทยไปเปิดตลาดที่สิงคโปร์ครั้งนี้ กรมฯ ส่งเสริมโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการ GI อย่างครบวงจร ทั้งการนำเสนอและจำหน่ายสินค้าแก่ผู้บริโภคโดยตรง การเจรจาจับคู่ธุรกิจกับคู่ค้าและผู้นำเข้า ตลอดจนการขยายช่องทางจำหน่ายผ่าน E-commerce และ Social Commerce
ด้านคุณรสพร ปัญญาทวีโชติ ผู้ประกอบการ GI ทุเรียนป่าละอู จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หนึ่งในผู้ประกอบการที่เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมสินค้า GI ที่สิงคโปร์ กล่าวว่า การได้สัมผัสตลาดจริงทำให้เห็นทั้งโอกาส การแข่งขัน และแนวทางพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งเป็นประสบการณ์สำคัญในการเตรียมความพร้อมก่อนก้าวสู่ตลาดต่างประเทศอย่างเต็มตัว
การร่วมกิจกรรมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาครั้งนี้นำไปสู่โอกาสทางการค้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้รับคำสั่งซื้อทุเรียนจากผู้จัดจำหน่ายในสิงคโปร์ ซึ่งมีความต้องการประมาณ 100 ลูกต่อสัปดาห์ พร้อมขอบคุณกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่มอบโอกาสและให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด โดยจะนำประสบการณ์และข้อมูลที่ได้รับกลับไปพัฒนาสินค้าและเตรียมความพร้อมสู่ตลาดต่างประเทศ เพื่อพาสินค้า GI ไทยแข่งขันในระดับนานาชาติ
GI ไทยต้องเดินคู่ตลาดจริง-ตลาดออนไลน์
ภาพรวมการเปิดตลาด GI ไทยในสิงคโปร์รอบนี้สะท้อนแนวทางใหม่ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา คือการทำให้สินค้า GI ไม่ได้หยุดอยู่ที่การขึ้นทะเบียนหรือการจำหน่ายเฉพาะพื้นที่ แต่ต้องต่อยอดเป็นสินค้าเศรษฐกิจที่เดินได้ทั้งตลาดออฟไลน์ ตลาดเจรจาธุรกิจ และตลาดดิจิทัล
ในฝั่งตลาดจริง การเข้าร่วมงาน APAC Food & Beverage Expo ช่วยทดสอบการตอบรับจากผู้บริโภคโดยตรง เห็นรสนิยม ราคา รูปแบบสินค้า และประเภทสินค้าที่ตลาดให้ความสนใจ โดยยอดขาย 5 ล้านบาทใน 3 วันและความนิยมของส้มโอทับทิมสยามปากพนังกับไชโป้วโพธาราม เป็นสัญญาณว่าผู้บริโภคสิงคโปร์เปิดรับสินค้า GI ไทยที่มีคุณภาพและเรื่องราวชัดเจน
ในฝั่ง B2B การจับคู่ธุรกิจ 15 รายและมูลค่าคาดการณ์ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนสินค้าอัตลักษณ์ให้กลายเป็นการค้าระหว่างประเทศที่มีโครงสร้างมากขึ้น
ส่วนในฝั่งออนไลน์ การหารือ Shopee และ TikTok คือการเตรียมทางให้ผู้ประกอบการ GI ไทยเข้าสู่พฤติกรรมการค้ายุคใหม่ ทั้งการขายข้ามแดนผ่าน E-commerce การสร้างการรับรู้ผ่านคอนเทนต์ และการขายผ่าน LIVE Commerce ควบคู่กับการป้องกันสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่อาจกระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภค
ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะเดินหน้าส่งเสริมสินค้า GI ไทยให้สอดรับกับบริบทการค้ายุคใหม่ โดยใช้ศักยภาพของตลาดดิจิทัลและเทคโนโลยีในการสร้างการรับรู้ สื่อสารคุณค่า เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับการยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและคู่ค้า พร้อมขยายโอกาสทางการค้าไปยังตลาดต่างประเทศ และสร้างรายได้กลับสู่ผู้ประกอบการกับชุมชนผู้ผลิตอย่างยั่งยืน


