รื้อโครงสร้างชี้ชะตา ศก.ไทย มุ่งพลังงานสะอาดรับกติกาโลก
เมื่อความมั่นคงด้านพลังงานไม่ได้หมายถึงการมีเชื้อเพลิงเพียงพอเท่านั้น แต่กำลังเชื่อมโยงโดยตรงกับต้นทุนเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขัน การลงทุนใหม่ และทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero ภาพดังกล่าวสะท้อนชัดจากเวทีสัมมนา “NEW ENERGY FOR THAILAND เปลี่ยนผ่านพลังงาน เดิมพันอนาคตไทย” ซึ่งจัดโดยเครือมติชน เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยวิทยากรทั้งฝ่ายนโยบาย ภาคธุรกิจพลังงาน และอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ร่วมฉายภาพอนาคตพลังงานไทยไปในทิศทางเดียวกันว่า การเดินหน้าด้วยโครงสร้างเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะสงครามภูมิรัฐศาสตร์เขย่าความมั่นคงพลังงานของโลกไปแล้ว
“เอกนัฏ” รื้อโครงสร้างพลังงาน
“นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดประเด็นด้วยการชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของโครงสร้างพลังงานไทย ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความไม่แน่นอนสูงขึ้น ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลางและพื้นที่อื่นทั่วโลก สำหรับประเทศไทยปัญหาสำคัญคือ แม้จะมีโรงกลั่นและมีกำลังการกลั่นน้ำมันสำเร็จรูป แต่ยังต้องพึ่งพาน้ำมันดิบจากต่างประเทศมากกว่า 90% นั่นหมายความว่าต้นทุนพลังงานของไทยยังผูกติดกับสถานการณ์โลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความเสี่ยงดังกล่าวเห็นได้จากราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์ที่ปรับตัวรุนแรง โดยราคาดีเซลเคยขยับจากระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐ ไปแตะ 292 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หากไม่มีระบบกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยบริหารราคา ราคาขายปลีกดีเซลอาจสูงกว่า 70 บาทต่อลิตร
ดังนั้น โจทย์ใหญ่จึงไม่ใช่เพียงการดูแลราคาพลังงานระยะสั้น แต่ต้องปรับโครงสร้างให้ประเทศไทยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะเมื่อความเสี่ยงไม่ได้อยู่แค่น้ำมัน แต่ลามเข้าสู่ระบบไฟฟ้า เพราะไทยยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า ขณะที่ก๊าซในประเทศมีไม่เพียงพอและต้องนำเข้า LNG เพิ่มขึ้น ราคาก๊าซ LNG อ้างอิง JKM จากเดิมราว 10-12 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู เพิ่มขึ้นมาประมาณ 23 ดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 2 เท่า ย่อมส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้ามีโอกาสสูงกว่า 5 บาทต่อหน่วย นี่จึงเป็นเหตุผลว่าแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่ต้องตอบให้ได้ 3 เรื่อง คือ ลดคาร์บอน สร้างความมั่นคงทางพลังงาน และควบคุมต้นทุนไม่ให้กลายเป็นภาระของประชาชนและภาคธุรกิจ

PDP ใหม่เพิ่มพลังงานสะอาด
นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน เปิดเผยว่า กระบวนการจัดทำแผน PDP2026 ขณะนี้ผ่านการพิจารณาและตกผลึกแล้ว โดยเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 8 กันยายน 2569 สิ่งที่แตกต่างจาก PDP ในอดีตคือ ระบบไฟฟ้าไทยไม่ได้มีเพียงโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่และผู้ใช้ไฟฟ้าที่ซื้อไฟจากระบบอีกต่อไป แต่กำลังเปลี่ยนเป็นระบบที่ผู้บริโภคสามารถผลิตไฟใช้เอง มีแบตเตอรี่ มีโซลาร์บนหลังคา และสามารถซื้อไฟสะอาดจากผู้ผลิตรายอื่นได้ ขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมยังถูกกดดันจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะ CBAM และเป้าหมาย NDC 3.0 ซึ่งทำให้พลังงานสะอาดกลายเป็นส่วนหนึ่งของความสามารถในการแข่งขันสินค้าไทย PDP 2026 จึงวางเป้าหมายให้พลังงานสะอาดมีสัดส่วนอย่างน้อย 65% ขณะที่ก๊าซธรรมชาติยังทำหน้าที่เป็นพลังงานหลักแบบ Firm ประมาณ 11% และอีก 24% เปิดไว้สำหรับทางเลือกในการเปลี่ยนผ่าน มีทั้งแนวทางใช้ CCS ในสัดส่วนสูง แนวทางที่เน้นพลังงานหมุนเวียนโดยไม่มี CCS ซึ่งอาจดันพลังงานสะอาดขึ้นถึง 90% และแนวทาง Hybrid ที่ผสมผสานทั้ง CCS และพลังงานหมุนเวียน

โจทย์จึงไม่ใช่เพียงสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มแต่เป็นการยกเครื่องทั้งระบบ ตั้งแต่สายส่ง แบตเตอรี่ Smart Grid ไปจนถึง Virtual Power Plant และ Demand Response โดยเฉพาะเมื่อ Data Center และ AI กลายเป็น New Demand ที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว กรณี High Case มีการประเมินว่า Data Center อาจต้องการไฟฟ้าสูงถึง 8,800 เมกะวัตต์ และต้องการไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ผู้ใช้ไฟฟ้ายังจะเปลี่ยนสถานะจาก Passive Consumer เป็น Active Consumer หรือ Prosumer ที่สามารถผลิต ใช้ กักเก็บ และส่งไฟฟ้ากลับเข้าสู่ระบบได้
เปิด Direct PPA ทุกอุตสาหกรรม
ขณะเดียวกัน นายเอกนัฏยังระบุว่า กระทรวงพลังงานกำลังเดินหน้าขยายแนวทางซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง (Direct PPA) จากเดิมที่เน้น Data Center และกำหนดกรอบไว้ 2,000 เมกะวัตต์ ให้ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาด แนวทางนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อภาคอุตสาหกรรมส่งออก เพราะบริษัทต่าง ๆ จำเป็นต้องลดคาร์บอนในกระบวนการผลิตเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ผู้ประกอบการจะสามารถทำสัญญาซื้อไฟฟ้ากับผู้ผลิตพลังงานสะอาดโดยตรง และใช้โครงข่ายของประเทศในการส่งไฟฟ้า โดยภาครัฐอยู่ระหว่างพิจารณาค่าบริการใช้ระบบโครงข่ายให้เหมาะสม พร้อมกันนั้นจะเพิ่มโอกาสให้ประชาชนและภาคเอกชนเข้ามาเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์มากขึ้น รวมถึงการใช้แบตเตอรี่และระบบบริหารจัดการพลังงาน เพื่อให้ระบบไฟฟ้ามีความยืดหยุ่นมากกว่าเดิม
ส่วน Data Center กระทรวงพลังงานจะต้องจัดระเบียบไม่ให้การลงทุนขนาดใหญ่กลายเป็นต้นทุนของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศ หาก Data Center รายใหม่ทำให้ต้องนำเข้า LNG เพิ่มขึ้น ต้นทุนส่วนเพิ่มควรถูกแยกให้ผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่รับผิดชอบไม่ใช่กระจายไปยังประชาชนทั้งหมด

“บางจาก” มุ่งเชื้อเพลิงชีวภาพ
มุมมองจากภาคธุรกิจ โดย “นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ขยายภาพให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานกำลังเผชิญกับโจทย์ใหม่ นั่นคือเงินทุน จากประสบการณ์ในการประชุม World Economic Forum โลกกำลังเผชิญความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์จำนวนมาก ขณะเดียวกัน AI กำลังกลายเป็นอุตสาหกรรมที่ดึงทรัพยากรระดับโลกอย่างมหาศาล โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ประเมินว่าต้องใช้เงินถึง 3-8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่การเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานไปสู่ไฟฟ้าทั้งหมดอาจต้องใช้เงินสูงถึง 9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
ดังนั้น AI จึงไม่ได้เข้ามาแย่งเพียงน้ำหรือไฟฟ้า แต่กำลังแย่งเงินทุนที่อาจถูกนำไปใช้ลงทุนในโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานด้วย ทางออกจึงไม่ควรหมายถึงการเปลี่ยนทุกอย่างเป็นไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว เพราะภาคขนส่งยังมีข้อจำกัดทั้งด้านเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และเงินลงทุน ประเทศไทยมีการใช้พลังงานประมาณ 2.3 ล้านบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน หรือราว 320 ล้านลิตรต่อวัน และกว่า 40% ถูกใช้ในภาคขนส่ง การเปลี่ยนระบบทั้งหมดเป็นไฟฟ้าจึงต้องลงทุนมหาศาล ทางเลือกที่ไทยมีแต้มต่อ คือ Biofuel ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนการผสมใช้อยู่ประมาณ 7% และสามารถเชื่อมโยงพลังงานเข้ากับภาคเกษตรได้โดยตรง
แนวคิดนี้สอดคล้องกับสิ่งที่นายเอกนัฏผลักดันเรื่อง E20 โดยไทยมีศักยภาพผลิตเอทานอลประมาณ 6-7 ล้านลิตรต่อวัน แต่ปัจจุบันผลิตจริงเพียงประมาณ 3 ล้านลิตรต่อวัน การเพิ่มการใช้ E20 จึงไม่เพียงลดการนำเข้าน้ำมัน แต่ยังเพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศ ทั้งอ้อย น้ำตาล และมันสำปะหลัง เป็นการส่งเงินกลับไปยังเกษตรกร ดังนั้น ประเทศไทยจะเปลี่ยนจากการสำรองน้ำมันมาเป็นการสำรองเชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตโดยคนไทย โดยเกษตรกรไทย ให้เกษตรกรมีโอกาสเสมือนเป็นเจ้าของบ่อน้ำมัน

โจทย์ EV ไทยต้องเป็นฐานผลิต
อีกด้านของ Energy Transition คือ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) “นายสุโรจน์ แสงสนิท” นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) กล่าวว่า การเติบโตที่รวดเร็วของรถ EV กำลังสร้างโจทย์ใหม่ โดยเฉพาะสถานีชาร์จ ปัจจุบันไทยมีสถานีชาร์จประมาณ 4,922 แห่ง และหัวจ่ายราว 10,000 หัวจ่าย ขณะที่อัตรารถต่อหัวจ่ายเพิ่มจากประมาณ 25 คัน เป็นราว 45 คัน และอาจเกิน 50 คันในอนาคต ที่น่าห่วงคือ สถานีชาร์จกว่า 50% กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จึงจำเป็นต้องเร่งกระจายโครงสร้างพื้นฐานไปยังต่างจังหวัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหารถ EV ต่อคิวชาร์จเหมือนการต่อคิวเติมน้ำมัน
ขณะเดียวกัน โจทย์ใหญ่กว่าการขายรถ คือ การสร้างฐานผลิต เพราะกว่า 60% ของยอดขายในช่วง 7 เดือนแรกเป็นรถนำเข้า สมาคมจึงเสนอให้ภาครัฐทบทวนโครงสร้างภาษีรถยนต์นำเข้า เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการผลิตและใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ พร้อมผลักดันการส่งออกรถ EV ไปยังยุโรป ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เป้าหมายประเทศไทยต้องก้าวไปสู่การเป็นฐานผลิตและศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทาน EV ของภูมิภาคให้ได้
ภาพที่เห็นชัดคือ Energy Transition ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนเรื่องสิ่งแวดล้อมมาเป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเต็มรูปแบบ เป็นโจทย์เดียวกันที่ว่าประเทศไทยไม่สามารถใช้โครงสร้างพลังงานแบบเดิมได้อีกต่อไป ทั้งสงคราม ภูมิรัฐศาสตร์ AI Data Center EV และกติกาคาร์บอนโลก กำลังบีบให้ไทยต้องตัดสินใจว่าจะใช้พลังงานเป็นเพียงต้นทุนของเศรษฐกิจ หรือจะเปลี่ยนให้พลังงานกลายเป็นกุญแจเปิดประตูสู่อุตสาหกรรมใหม่ การลงทุนใหม่ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันระยะยาว