กยท.รับมือน้ำท่วมซ้ำ 17 จังหวัดปักหมุด 3,500 ชาวสวนยาง เร่งคัดกรองสิทธิ-สำรองทีมช่วยเหลือ
สถานการณ์ฝนตกหนักและความเสี่ยงน้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือกลับมาเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอีกครั้ง หลังสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) แจ้งเตือน 17 จังหวัดให้เฝ้าระวังน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม โดยเฉพาะจังหวัดน่าน ซึ่งเพิ่งเผชิญอุทกภัยช่วงวันที่ 19-23 สิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ต้องเร่งยกระดับแผนรับมือ ทั้งการจัดทำฐานข้อมูลเกษตรกรในพื้นที่เสี่ยง คัดกรองสิทธิช่วยเหลือล่วงหน้า จัดทีมสำรวจเคลื่อนที่ และกระจายปัจจัยยังชีพ เพื่อป้องกันปัญหาการเข้าถึงพื้นที่หากเกิดน้ำท่วมซ้ำ พร้อมเร่งสำรวจสวนยางเสียสภาพและจัดสรรความช่วยเหลือแก่เกษตรกรที่เข้าเกณฑ์
จับตาน่านเสี่ยงน้ำท่วมซ้ำ
นายวีริศ อัมระปาล กรรมการการยางแห่งประเทศไทย รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากกรณีสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติแจ้งเตือน 17 จังหวัดให้เฝ้าระวังน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าว โดยเฉพาะผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเกษตรกร
พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษอยู่ในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา ลำปาง อุตรดิตถ์ และน่าน ซึ่งมีความเสี่ยงจากฝนตกหนักโดยตรง
โดยเฉพาะจังหวัดน่าน ซึ่งประสบอุทกภัยในช่วงวันที่ 19-23 สิงหาคมที่ผ่านมา จึงต้องเพิ่มระดับการเฝ้าระวังเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบซ้ำ
นายวีริศกล่าวว่า ได้สั่งการให้ กยท.เขตภาคเหนือ และ กยท.จังหวัดในพื้นที่เสี่ยง จัดเตรียมข้อมูลกลาง แผนป้องกันเหตุ และรายงานสถานการณ์ให้ผู้บริหารรับทราบทุกวัน เพื่อให้สามารถประเมินและตอบสนองต่อสถานการณ์ได้รวดเร็วขึ้น
ปักหมุด 3,500 รายเฝ้าระวังอันดับแรก
ข้อมูลสำคัญที่ต้องรายงานผู้บริหาร ประการแรก คือ ฐานข้อมูลเกษตรกรในพื้นที่เสี่ยง โดยต้องแยกรายอำเภอและตำบล ระบุจำนวนเกษตรกร พื้นที่สวนยาง และพิกัดสวนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่ม เชิงเขา หรือใกล้ทางน้ำ
พร้อมกันนี้ ให้ดึงรายชื่อเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยรอบแรกประมาณ 3,500 ราย มาเป็นกลุ่มเฝ้าระวังอันดับแรก หากเกิดเหตุซ้ำจะสามารถเข้าถึงและให้ความช่วยเหลือได้รวดเร็วขึ้น
ประการที่สอง ต้องตรวจสอบสถานะความเสียหายและการช่วยเหลือในรอบที่ผ่านมา ว่าเกษตรกรรายใดได้รับถุงยังชีพหรือความช่วยเหลือแล้ว รายใดอยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหาย และรายใดอาจเข้าเกณฑ์รับสวัสดิการ 3,000 บาท
เป้าหมายสำคัญคือการป้องกันข้อมูลซ้ำซ้อน และลดปัญหารายชื่อเกษตรกรตกหล่นจากระบบความช่วยเหลือ
คัดกรองสิทธิ 3,000 บาทล่วงหน้า
กยท.ยังให้ดำเนินการคัดกรองคุณสมบัติผู้มีสิทธิรับสวัสดิการล่วงหน้า หรือ Pre-screening โดยผู้ขอรับความช่วยเหลือต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. และสวนยางต้องได้รับความเสียหายจนเข้าเกณฑ์ “เสียสภาพสวน”
นอกจากนี้ เกษตรกรต้องแจ้งขอรับความช่วยเหลือตามระยะเวลาที่กำหนด โดยสวัสดิการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ไม่ใช่การชดใช้ความเสียหายทั้งหมด
อีกส่วนหนึ่งคือการเตรียมทีมสำรวจเคลื่อนที่และผู้ประสานงานในแต่ละพื้นที่ เพื่อกำหนดผู้รับผิดชอบรายอำเภอล่วงหน้า หากเกิดน้ำท่วมซ้ำ จะสามารถระบุได้ทันทีว่าใครเป็นผู้ประสานงานหลักในแต่ละพื้นที่
พร้อมจัดเตรียมช่องทางติดต่อกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด และหน่วยงานด้านการเกษตรในพื้นที่ เพื่อให้การสำรวจและช่วยเหลือสามารถเชื่อมโยงกันได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ
กระจายปัจจัยยังชีพป้องกันเส้นทางถูกตัด
อีกมาตรการสำคัญคือการสำรองปัจจัยยังชีพและทรัพยากรช่วยเหลือไว้ในจุดที่สามารถเข้าถึงได้ เนื่องจากหากเกิดน้ำท่วมและเส้นทางถูกตัด การเก็บสิ่งของช่วยเหลือไว้ที่สำนักงานจังหวัดเพียงแห่งเดียวอาจทำให้ไม่สามารถส่งต่อถึงมือเกษตรกรชาวสวนยางได้ทันท่วงที
กยท.จึงต้องเตรียมทั้งข้อมูล คน และทรัพยากรไว้ล่วงหน้า เพื่อลดข้อจำกัดในการเข้าพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดที่มีภูมิประเทศเสี่ยงต่อทั้งน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่ม
ขณะเดียวกัน หลังสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดน่านเริ่มคลี่คลายและระดับน้ำลดลง กยท.ยังคงเดินหน้าช่วยเหลือเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง โดยเร่งตรวจสอบสภาพสวนยางของเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. เพื่อประเมินระดับความเสียหายของต้นยาง
หากพบว่าสวนยางประสบภัยจนเสียสภาพสวน หรือต้นยางได้รับความเสียหายเกิน 20 ต้นต่อแปลง ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด กยท.จะจัดสรรเงินจากกองทุนพัฒนายางพารา มาตรา 49(5) เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางรายละไม่เกิน 3,000 บาท
เปิดกู้ฉุกเฉินรายละ 5 หมื่นบาท
นอกจากเงินช่วยเหลือกรณีสวนยางเสียสภาพแล้ว กยท.ยังให้คำแนะนำในการฟื้นฟูสวนยางอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถกลับมาประกอบอาชีพได้อีกครั้ง
เกษตรกรสามารถติดต่อ กยท.จังหวัดหรือสาขาในพื้นที่ที่สวนยางตั้งอยู่ ภายใน 30 วัน นับถัดจากวันที่ประสบภัยหรือวันที่เหตุภัยพิบัติสิ้นสุดลง เพื่อดำเนินการตามหลักเกณฑ์ช่วยเหลือ
กยท.ยังมีเงินทุนให้กู้ยืมเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยาง รายละไม่เกิน 50,000 บาท สำหรับใช้ในการรักษาพยาบาล ปรับปรุงที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ หรือเป็นทุนในการประกอบอาชีพ
มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายให้เกษตรกรสามารถฟื้นฟูทั้งสวนยางและการดำรงชีพ หลังได้รับผลกระทบจากอุทกภัย
ส่งถุงยังชีพ 500 ชุด-เปิดรับบริจาค
ในช่วงที่ผ่านมา กยท.ได้จัดถุงยังชีพบรรจุอาหารแห้ง เครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น และน้ำดื่มสะอาด จำนวน 500 ชุด เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่อุทกภัยและบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น
นอกจากนี้ ยังเปิดรับบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ผ่านบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาบางขุนนนท์ เลขที่บัญชี 058-0-37995-7 ชื่อบัญชี “กยท. เงินบริจาคเพื่อผู้ประสบภัยธรรมชาติ” ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569
ในระยะถัดไป กยท.จะเดินหน้าควบคู่ทั้งการเฝ้าระวังความเสี่ยงรอบใหม่ การเร่งสำรวจสวนยางที่เสียหายจากอุทกภัยที่ผ่านมา และการคัดกรองสิทธิช่วยเหลือล่วงหน้า โดยเฉพาะเกษตรกรประมาณ 3,500 รายในจังหวัดน่านที่ถูกจัดเป็นกลุ่มเฝ้าระวังอันดับแรก เพื่อให้หากเกิดน้ำท่วมซ้ำ การช่วยเหลือสามารถเข้าถึงพื้นที่ได้รวดเร็ว ลดปัญหาข้อมูลตกหล่น และช่วยให้ชาวสวนยางสามารถฟื้นฟูอาชีพหลังภัยพิบัติได้เร็วที่สุด