“ศุภจี” ลั่นแก้ขาดดุลไม่ใช่แค่ลดนำเข้า ต้องเพิ่มมูลค่าในไทย-ดัน SMEs เข้าซัพพลายเชน
พาณิชย์เปิดโครงสร้างการค้า 7 เดือนแรกปี 2569 หลังไทยขาดดุล 35,354.5 ล้านดอลลาร์ พบสินค้าทุนและวัตถุดิบ/กึ่งสำเร็จรูปมีสัดส่วนรวม 72.9% ของการนำเข้า ขณะที่สินค้าอุปโภคบริโภคมีเพียง 9.2% และหากดูเฉพาะสินค้าสำหรับผู้บริโภค ไทยยังเกินดุล 13,315.6 ล้านดอลลาร์ “ศุภจี” ชี้โจทย์สำคัญไม่ใช่แค่กดตัวเลขนำเข้า แต่ต้องทำให้การลงทุนสร้างมูลค่าในประเทศมากขึ้น ดัน Local Content เชื่อม SMEs เข้าห่วงโซ่อุปทาน กระจายตลาด และเปลี่ยนจาก “Sell To” ไปสู่ “Sell With”
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ซึ่งไทยขาดดุลการค้ารวม 35,354.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ว่า การพิจารณาสถานการณ์ขาดดุลจำเป็นต้องมองลึกลงไปถึงโครงสร้างของการนำเข้า ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะตัวเลขขาดดุลสุทธิ
จากโครงสร้างการนำเข้า พบว่าสินค้าทุนและวัตถุดิบหรือกึ่งสำเร็จรูป เช่น เครื่องจักร ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเคมีภัณฑ์ มีสัดส่วนรวม 72.9% ของการนำเข้าทั้งหมด สะท้อนว่าการนำเข้าส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับภาคการผลิตและการลงทุน
ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับการขยายตัวของกิจกรรมภาคการผลิตโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบสื่อสาร และระบบไฟฟ้า ซึ่งไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตระหว่างประเทศ
สินค้าบริโภคมีเพียง 9.2% ไทยยังเกินดุล 1.33 หมื่นล้านดอลลาร์
นางศุภจีกล่าวว่า สินค้าอุปโภคบริโภคมีสัดส่วนเพียง 9.2% ของการนำเข้าทั้งหมด
และหากพิจารณาดุลการค้าเฉพาะสินค้าสำหรับผู้บริโภค โดยไม่นับสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การส่งออก อาวุธยุทธปัจจัย และพลังงาน ไทยยังเกินดุลการค้า 13,315.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
จึงสะท้อนว่า ภาวะขาดดุลการค้าในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้เกิดจากการนำเข้าสินค้าเพื่อการบริโภคเป็นหลัก แต่มีส่วนสำคัญมาจากการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าทุนที่เชื่อมโยงกับภาคการผลิต
แก้ขาดดุลไม่ใช่แค่ “ลดนำเข้า”
นางศุภจีระบุว่า โจทย์สำคัญในระยะต่อไปคือ ทำอย่างไรให้การผลิตและการลงทุนที่เกิดขึ้นในไทยสร้างมูลค่าเพิ่มกลับเข้าสู่เศรษฐกิจภายในประเทศได้มากขึ้นและยั่งยืนขึ้น
แนวทางจะครอบคลุมทั้งการเพิ่มการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศ การจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs เข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น
กระทรวงพาณิชย์จึงเดินหน้าสร้างสมดุลทางการค้าภายใต้หลักผลประโยชน์ร่วมกัน หรือ Mutual Benefit โดยไม่ได้ตั้งเป้าให้มูลค่านำเข้าและส่งออกต้องเท่ากันในเชิงตัวเลข แต่ต้องการให้ความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนสร้างประโยชน์กลับเข้าสู่เศรษฐกิจไทยมากกว่าเดิม
ดัน Local Content เชื่อม SMEs เข้าซัพพลายเชน
สำหรับประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทยสูง กระทรวงพาณิชย์จะผลักดันให้เกิดการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศ หรือ Local Content รวมถึงแรงงานไทยให้มากขึ้น
พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน และสร้างความเชื่อมั่นให้ไทยเป็น “Trusted Partner” หรือประเทศคู่ค้าที่สามารถไว้วางใจได้ ทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐาน และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน
อีกด้านหนึ่งจะต่อยอดไปสู่การร่วมกันสร้างมูลค่าใหม่ หรือ Co-Creation โดยนำจุดแข็งของไทยและประเทศคู่ค้ามาพัฒนาสินค้า อุตสาหกรรม และโอกาสทางธุรกิจใหม่ร่วมกัน
แนวคิดดังกล่าวเป็นการขยับจาก “ขายให้” หรือ Sell To ไปสู่การ “ขายร่วมกัน” หรือ Sell With เพื่อให้ไทยและประเทศคู่ค้าไม่ได้มีความสัมพันธ์เพียงผู้ซื้อ-ผู้ขาย แต่สามารถสร้างตลาดใหม่และขยายไปยังประเทศที่สามร่วมกันได้
เสนอจีนเพิ่มวัตถุดิบไทย-ร่วมสร้างอุตสาหกรรมใหม่
นางศุภจียกตัวอย่างการหารือกับฝ่ายจีนว่า ไทยได้เสนอให้ทบทวนรูปแบบการลงทุนเดิม โดยเพิ่มการใช้วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และแรงงานในประเทศไทย
พร้อมเสนอแนวทาง Co-Creation ในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น อาหารแปรรูปจากวัตถุดิบไทย สมุนไพร และผลิตภัณฑ์สุขภาพ เพื่อเพิ่มมูลค่าและร่วมกันขยายตลาดทั้งในจีนและประเทศที่สาม
ขณะเดียวกัน จะผลักดันให้สินค้า SMEs ไทยเข้าสู่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของจีนมากขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงผู้บริโภคจีนได้โดยตรง
ใช้ FTA สร้างสมดุลการค้ากับ UAE
ส่วนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE ซึ่งไทยขาดดุลจากการนำเข้าพลังงาน กระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าสร้างสมดุลผ่านการเจรจา FTA ควบคู่กับการหาสาขาที่ไทยและ UAE สามารถนำจุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาร่วมพัฒนาธุรกิจและสร้างตลาดใหม่
เป้าหมายคือทำให้ความสัมพันธ์ทางการค้ากับ UAE ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการซื้อขายสินค้า แต่ต่อยอดไปสู่การสร้างมูลค่าร่วมกันในระยะยาว
“เป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์ไม่ใช่เพียงการลดตัวเลขขาดดุลการค้า แต่คือการใช้ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับประเทศคู่ค้ามาสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศไทย”
นางศุภจีกล่าวว่า ไทยต้องทำให้การค้าและการลงทุนช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ และเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการไทยมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้ามองไทยเป็นพันธมิตรที่ไว้วางใจได้ พร้อมขยับจากการซื้อขายระหว่างกันไปสู่การร่วมสร้างสินค้า ธุรกิจ และตลาดใหม่ เพื่อให้ความสัมพันธ์ทางการค้าเติบโตบนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว