ผ่าวิกฤตสารพิษข้ามพรมแดน สะเทือน ‘สุขภาพ-ห่วงโซ่อาหาร’ ไทย
วิกฤตแม่นํ้าปนเปื้อนสารเคมีและโลหะหนักข้ามพรมแดนบริเวณชายแดนไทย – เมียนมา กำลังยกระดับจากปัญหาสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น สู่ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่กระทบต่อสุขภาพและห่วงโซ่อาหารของประชาชนไทย
ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” โดยได้สะท้อนภาพความซับซ้อนของปัญหานี้ พร้อมเสนอทางออกเชิงรุกที่รัฐบาลไทยต้องเร่งดำเนินการก่อนสายเกินแก้

ความซับซ้อนข้ามพรมแดน
ดร.สืบสกุลชี้ว่า ความยากในการแก้ไขปัญหามลพิษแม่น้ำกกในปัจจุบันมีความซับซ้อนสูงกว่าในอดีตมาก โดยเฉพาะมิติภูมิรัฐศาสตร์ ที่แหล่งกำเนิดตั้งอยู่นอกประเทศไทย และพื้นที่เหมืองแร่ส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การดูแลของกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ในเมียนมา ซึ่งมีความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่หลากหลายกับรัฐบาลเมียนมา บางกลุ่มมีความสัมพันธ์ที่ดี บางกลุ่มก็เป็นปฏิปักษ์ ทำให้การเข้าไปแก้ปัญหาฝั่งต้นน้ำซับซ้อนยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ด้วยมิติของกลุ่มทุนข้ามชาติ ซึ่งคนเข้ามาทำเหมืองมีทั้งทุนจีน (ทั้งทางตรงและทางอ้อม) ล่าสุด เริ่มมีทุนรัสเซียเข้ามาทำเหมืองแร่ทังสเตน รวมถึงทุนอินเดียที่เริ่มขยับเข้ามา ยิ่งทำให้โครงสร้างความสัมพันธ์ในเมียนมาทับซ้อนมากขึ้น
ขณะเดียวกันผู้ได้รับผลกระทบไม่ได้มีแค่คนไทย แต่เป็นประชาชนในเมียนมาด้วยกันเอง เพียงแต่เขาไม่สามารถออกมาส่งเสียงหรือชุมนุมประท้วงได้ อย่างพื้นที่จังหวัดท่าขี้เหล็ก ตรงข้าม อ.แม่สาย ประชาชนที่นั่นก็ใช้น้ำจากแม่น้ำสายเหมือนกัน คนแม่สายได้รับผลกระทบอย่างไรคนท่าขี้เหล็กก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน
ความซับซ้อนในฝั่งไทย (พื้นที่ปลายน้ำ) พบว่าปัจจุบันสารโลหะหนักกระจายตัวครอบคลุม 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.สิ่งแวดล้อม แม่น้ำและระบบนิเวศ 2.ห่วงโซ่อาหาร พืชผลและสัตว์น้ำ 3.สุขภาพประชาชน เกิดการสะสมสารพิษในระยะยาว
“หากเรายังแก้ปัญหาที่ต้นเหตุไม่ได้ หรือไม่มีการจัดการลดความเสี่ยงในไทยอย่างจริงจัง สิ่งแวดล้อมและห่วงโซ่อาหารของเราจะเสียหายอย่างถาวร”
สะเทือนห่วงโซ่อาหาร
ในฝั่งไทยผลกระทบได้ขยายวงกว้างเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร และสุขภาพประชาชนอย่างชัดเจนใน 3 ด้านหลัก คือ
1.น้ำประปาเชียงราย (แม่น้ำกก) ต้องย้ายแหล่งน้ำดิบแห่งใหม่เพื่อผลิตน้ำประปาแทนแหล่งเดิม ซึ่งได้มีการอนุมัติงบประมาณวาระแรกไปกว่า 2 พันล้านบาท ครอบคลุมผู้ใช้น้ำกว่า 4 หมื่นราย หรือราว 1.2 แสนคน สะท้อนว่าแม้จะกำจัดสารโลหะหนักได้แต่การปล่อยให้แม่น้ำปนเปื้อนต่อไปจะยิ่งเพิ่มต้นทุนและความเสี่ยงสูงมาก
2.ความเสี่ยงในห่วงโซ่อาหาร พบว่าเกษตรกรในลุ่มน้ำกกและลุ่มน้ำสายไม่มีทางเลือก โดยเฉพาะการทำนาข้าว (นาปีและนาปรัง) 1 แสนไร่ ทำให้สารหนูและโลหะหนักสะสมในดินและต้นข้าว รวมถึงพืชผักอื่น ๆ
3.การสะสมในร่างกาย แม้รัฐอ้างว่าสารปนเปื้อนในพืชผักหรือปลาไม่เกินค่ามาตรฐาน แต่ประชาชนต้องบริโภคทุกวัน เกิดเป็น “การสะสมสารโลหะหนักแบบต่อยอดระยะยาว” ซึ่งในที่สุดจะส่งผลต่อความเจ็บป่วยของผู้คน
กลไกภูมิภาคมีช่องโหว่
ดร.สืบสกุลระบุว่า ต้องยอมรับความจริงว่ายังมี “ช่องโหว่ขนาดใหญ่” แม้จะมีองค์กรระดับภูมิภาคอย่างคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) แต่องค์กรนี้ยังมีข้อจำกัดสำคัญ ที่ผ่านมา MRC พยายามจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมในการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ แต่เนื่องจากเมียนมาไม่ได้เป็นสมาชิก MRC (เป็นเพียง Dialogue Partner) และเมียนมาได้ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะ “ไม่แชร์ข้อมูลใด ๆ ให้ MRC เป็นอันขาด” นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายมากว่าจะโน้มน้าวเมียนมาอย่างไร
ขณะที่กรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง (LMC) ปัจจุบันยังไม่เห็นความเคลื่อนไหวหรือความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมว่าทางจีนจะใช้กลไกนี้จัดการอย่างไร
หยุดนำเข้าแร่เพิ่มอำนาจต่อรอง
ดร.สืบสกุลเสนอว่า รัฐบาลไทยต้องเปลี่ยนมาใช้มาตรการเชิงรุกที่เข้มข้น โดย “ยุติการนำเข้าแร่ทั้งหมดจากเมียนมา” ที่ผ่านด่านชายแดนต่าง ๆ เช่น แม่สาย, แม่สอด, ระนอง ฯลฯ เพื่อส่งออกไปจีน การตัดวงจรทางเศรษฐกิจนี้จะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองให้ไทย เพราะแค่การนำผลตรวจคุณภาพน้ำของกรมควบคุมมลพิษไปยื่นแสดงให้เมียนมาดูอย่างเดียวนั้น “ไม่เพียงพอ” ที่จะกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
พร้อมกันนี้ ขอเสนอให้ภาคประชาชน ภาควิชาการ สส.และ สว. รวมถึงองค์กรอิสระอย่างคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร่วมผลักดันแนวคิด “สิทธิของแม่น้ำ” (Rights of River) ให้แม่น้ำมีสถานะและสิทธิเสมือนบุคคลตามกฎหมาย เพื่อประเมินและปกป้องผลกระทบข้ามพรมแดนอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะเป็นการปกป้องระบบนิเวศในระยะยาว
หากปัญหานี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขเป็นรูปธรรม ในอีก 5 ปีข้างหน้าความมั่นคงทางอาหารจะถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง วงกว้างของมลพิษ-สารพิษจะขยายวงกว้างขึ้น ทั้งในแง่ชนิดของสารโลหะหนัก, ปริมาณความเข้มข้น, และจำนวนพืชพันธุ์ที่ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ คำเตือนของกรมอนามัยที่ระบุว่า ควรงดบริโภคกุ้ง หอย ปู (สัตว์หน้าดิน) และงดบริโภคเครื่องในปลา เพราะเป็นส่วนที่สะสมสารโลหะหนักสูง นี่คือสัญญาณเตือนฉุกเฉินว่าห่วงโซ่อาหารเราเริ่มไม่ปลอดภัยแล้ว
จี้คำถาม TOR ไทย-เมียนมา
ดร.สืบสกุลได้ตั้งคำถามถึงรัฐบาลไทย โดยระบุว่า รัฐบาลเมียนมาเสนอตัดความร่วมมือการตรวจน้ำออกทั้งหมด โดยให้แต่ละประเทศตรวจคุณภาพน้ำตามมาตรฐานตัวเอง เสนอให้ตัดรายงานตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษและแผนที่เสี่ยง อีกทั้งเสนอตัดองค์กรระหว่างประเทศออกทั้งหมด และต้องการให้ตรวจคุณภาพน้ำและการทำงานไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ทั้งนี้ TOR ฉบับนี้ครอบคลุมแค่แม่น้ำกกเท่านั้น แต่ในตอนนี้มีแม่น้ำ 6 สายที่ปนเปื้อน (แม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน และกระบุรี) ซึ่งไม่ได้นำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง
ข้อเสนอแนะที่อยากให้รัฐบาลทบทวนคือ ต้องเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชน 6 ลุ่มน้ำ ก่อนการลงนาม TOR พร้อมเปิดเผย TOR ให้สาธารณชนรับทราบ และยุติการนำเข้าแร่จากเมียนมา และยุติการส่งออกแร่ทั้งหมดไปยังประเทศจีน รวมถึงยุติการส่งออกเครื่องจักรและสารเคมีทั้งหมดไปยังประเทศเมียนมา พร้อมทั้งแต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติที่มีส่วนร่วมจากภาครัฐ วิชาการ และประชาสังคม เพื่อเป็นกลไกร่วมกำหนดนโยบาย แนวทาง และมาตรการแก้ไขปัญหา
ปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนข้ามพรมแดน ไม่ใช่แค่ “ปัญหาสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น” แต่กลายเป็น “วิกฤตความมั่นคงทางอาหารระดับชาติ” สุดท้ายอาจกลายเป็นความเสียหายทางสุขภาพของประชาชนที่สูงเกินกว่าจะประเมินค่าได้