“ศุภจี” ชูอาเซียนฐานอาหารโลก ไทยนำปิดดีล DEFA-ลงนามลงทุนฮ่องกง
อาเซียนเร่งเสริมภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจ ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงาน ภูมิอากาศ และความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานอาหาร ขณะที่เศรษฐกิจปี 2569 ยังมีแนวโน้มโต 4.5% ไทยชูศักยภาพอาเซียนเป็นฐานผลิตอาหารและสินค้าเกษตรมูลค่าสูงของโลก พร้อมนำการเจรจา DEFA จนสรุปผลสำเร็จ เดินหน้ากรอบเซมิคอนดักเตอร์ เร่ง FTA สำคัญ และลงนามพิธีสารลงทุนอาเซียน-ฮ่องกง ก่อนรวบรวมผลงานกว่า 30 เรื่องเสนอผู้นำอาเซียนเดือนพฤศจิกายนนี้
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งที่ 58 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 19-20 กันยายน 2569 ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ว่า อาเซียนกำลังเร่งสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจเพื่อรับมือความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลกระทบต่อผลผลิตและวัตถุดิบทางการเกษตร ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและความมั่นคงทางอาหารในอนาคต

แม้เผชิญมาตรการด้านภาษีและความผันผวนของราคาพลังงาน แต่เศรษฐกิจอาเซียนในปี 2568 ยังขยายตัว 4.9% และคาดว่าจะขยายตัว 4.5% ในปี 2569 โดยมีการค้าและการลงทุนภายในภูมิภาคเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
“ไทยมองว่าอาเซียนมีศักยภาพเป็นฐานผลิตอาหารและสินค้าเกษตรมูลค่าสูงของโลก และมีจุดแข็งจากความหลากหลายของศักยภาพที่แต่ละประเทศมี อาทิ ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจและบริการ เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงแหล่งพลังงาน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสามารถทางการแข่งขันของภูมิภาค และช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามวิกฤต” นางศุภจีกล่าว
ในการหารือกับสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน หรือ ASEAN-BAC ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงทางอาหาร โดยเสนอให้มีกลไกเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการผลิต รวมถึงส่งเสริมการลงทุน เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานอาหารในภูมิภาค
นางศุภจีกล่าวว่า ปีนี้อาเซียนมีผลงานสำคัญด้านเศรษฐกิจกว่า 30 เรื่อง ซึ่งจะช่วยวางรากฐานการเติบโตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค
หนึ่งในผลงานสำคัญ คือการจัดทำแผนงานร่างกรอบยุทธศาสตร์ด้านเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อส่งเสริมและดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เข้าสู่ภูมิภาค
อีกประเด็นสำคัญ คือการสรุปผลการเจรจาความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน หรือ DEFA ซึ่งไทยในฐานะประธานคณะกรรมการเจรจา DEFA ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการเจรจาและประสานจุดยืนของประเทศสมาชิก จนสามารถสรุปผลการเจรจาได้สำเร็จเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569
นอกจากนี้ อาเซียนยังเดินหน้าเร่งรัดการบังคับใช้พิธีสารฉบับที่ 1 เพื่อแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน หรือ Upgraded ATIGA พร้อมเร่งสรุปการเจรจาทบทวนความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน-อินเดีย และการเจรจาความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-แคนาดา เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดและเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานกับตลาดคู่ค้าสำคัญ
ผลลัพธ์ด้านเศรษฐกิจที่สำคัญเหล่านี้จะถูกรวบรวมเสนอผู้นำอาเซียนในเดือนพฤศจิกายน 2569
นางศุภจีกล่าวเพิ่มเติมว่า อาเซียนยังได้ร่วมวางแผนความร่วมมือกับ 14 คู่เจรจา ได้แก่ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย อาเซียนบวกสาม อาเซียนบวกแปด ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ แคนาดา รัสเซีย สหภาพยุโรป สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา โดยมุ่งขยายความร่วมมือในสาขาศักยภาพใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันและขยายการค้าและการลงทุนระหว่างกัน
ในโอกาสนี้ ไทยได้ร่วมลงนามพิธีสารฉบับที่ 1 เพื่อแก้ไขความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน-ฮ่องกง หรือ AHKIA ร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนและฮ่องกง โดยไทยเป็นผู้ประสานงานหลักในการเจรจาจนสำเร็จเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569
พิธีสารดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากความตกลงด้านการลงทุนฉบับเดิม โดยขยายความครอบคลุมเรื่องการเปิดตลาดการลงทุนระหว่างกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนในการเข้ามาลงทุนในภูมิภาคอาเซียน
สำหรับไทย จะได้รับประโยชน์ทั้งจากการเปิดรับการลงทุนที่มีคุณภาพเข้ามาในประเทศ และการเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยขยายการลงทุนไปยังฮ่องกงในอีกทางหนึ่ง