นายกฯ สั่งลุยระบายน้ำ สทนช.ลดเขื่อนเจ้าพระยาเหลือ 2,400 ลบ.ม./วินาที จับตาฝนหนัก 9-12 ต.ค.
สทนช.รับข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี เร่งบริหารน้ำทั้งระบบ ลดการระบายเขื่อนใหญ่เพื่อหน่วงมวลน้ำและบรรเทาพื้นที่ตอนล่าง โดยวันนี้ทยอยลดเขื่อนเจ้าพระยาจาก 2,500 เหลือ 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่เขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ และแควน้อยบำรุงแดน ลดการระบายเต็มที่ จับตาฝนเพิ่มช่วง 9-12 ตุลาคม ในภาคตะวันออก ภาคกลาง กทม.-ปริมณฑล และฝนหนักต่อเนื่องภาคใต้ พร้อมเฝ้าระวังลุ่มน้ำบางปะกง เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนแก่งกระจาน
นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สทนช.ได้ประชุมเร่งด่วนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางบริหารจัดการน้ำตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี โดยเน้นเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขังให้สัมพันธ์กับระดับน้ำทะเล พร้อมลดการระบายน้ำจากเขื่อนขนาดใหญ่ เพื่อหน่วงมวลน้ำและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ตอนล่าง
สำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยา เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ได้ปรับลดการระบายน้ำลงอย่างเต็มที่แล้ว ส่วนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำเกินความจุเก็บกัก หลังจากหน่วงน้ำไว้ช่วงหนึ่ง จึงยังจำเป็นต้องระบายน้ำในอัตรา 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และเมื่อควบคุมระดับน้ำได้แล้วจะทยอยปรับลดให้เหมาะสม
“ที่ประชุมได้หารือแนวทางเร่งปรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา โดยจะพิจารณาจากปริมาณน้ำหน้าเขื่อนให้อยู่ในระดับเหมาะสม และจะเริ่มทยอยลดการระบายน้ำในวันนี้ จาก 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เหลือ 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที”
ขณะเดียวกัน พื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งเจ้าพระยาตอนล่างจะต้องควบคุมระดับน้ำไม่ให้กระทบประชาชน พร้อมเร่งระบายน้ำออกจากทุ่งโดยเร็ว โดยข้อมูล ณ เวลา 06.00 น. วันที่ 7 ตุลาคม 2569 ที่สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ มีน้ำไหลผ่าน 1,915 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 3.20 เมตร ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยายังระบายน้ำ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ก่อนเริ่มทยอยปรับลด
ด้านลุ่มน้ำบางปะกง ต้องจับตาพื้นที่จุดบรรจบของแม่น้ำนครนายกและแม่น้ำปราจีนบุรี หลังมวลน้ำจาก จ.สระแก้ว ปราจีนบุรี และนครนายก ไหลมารวมกันบริเวณ จ.ฉะเชิงเทรา แม้เขื่อนสียัด เขื่อนนฤบดินทรจินดา และเขื่อนขุนด่านปราการชล จะช่วยหน่วงน้ำไว้บางส่วน แต่ฝนตกหนักในพื้นที่เหนือและท้ายเขื่อน ส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น
เนื่องจาก จ.ฉะเชิงเทรา เป็นพื้นที่ต่ำและระบายน้ำออกได้ยาก สทนช.จึงเตรียมติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ เพื่อเร่งระบายออกสู่ทะเล โดยต้องบริหารให้สัมพันธ์กับช่วงน้ำทะเลหนุน เพื่อลดระดับน้ำและเร่งให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ส่วนลุ่มน้ำแม่กลอง เขื่อนแม่กลองได้ปรับลดการระบายน้ำลงแล้ว ทำให้สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย โดยเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ จะบริหารน้ำไม่ให้กระทบพื้นที่ตอนล่าง พร้อมติดตามปริมาณน้ำไหลเข้าอย่างใกล้ชิด
ขณะที่ลุ่มน้ำเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ ต้องเฝ้าระวังเขื่อนแก่งกระจาน ซึ่งมีปริมาณน้ำเกินความจุเก็บกัก และยังคาดว่าจะมีน้ำไหลเข้าเพิ่ม จึงจำเป็นต้องเร่งพร่องน้ำเพื่อรองรับฝน ส่วน จ.สมุทรปราการ อยู่ระหว่างเร่งสูบน้ำลงทะเลเพื่อลดน้ำท่วมขัง
นายชยันต์กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับการกำชับให้บริหารการระบายน้ำให้สมดุลกับปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อน โดยต้องรักษาปริมาณน้ำให้เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค และคำนึงถึงผลกระทบต่อเกษตรกรพื้นที่ท้ายเขื่อน โดยเฉพาะผู้เพาะเลี้ยงปลาในกระชัง พร้อมประชาสัมพันธ์ข้อมูลการปรับระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยของเขื่อน
ขณะเดียวกัน รายงานสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ ณ เวลา 07.00 น. วันที่ 7 ตุลาคม ระบุว่า ประเทศไทยตอนบนมีแนวโน้มฝนลดลง แต่ยังมีฝนฟ้าคะนองและฝนตกหนักบางแห่งในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้
อย่างไรก็ตาม ช่วงวันที่ 9-12 ตุลาคม 2569 ภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งในระยะแรก ก่อนฝนลดลง ขณะที่ภาคใต้ยังมีฝนต่อเนื่องและมีฝนตกหนักถึงหนักมาก
สำหรับอ่างเก็บน้ำหลักในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำบางพระมีปริมาณน้ำ 83% หรือ 97 ล้านลูกบาศก์เมตร อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล 106% หรือ 173 ล้านลูกบาศก์เมตร และอ่างเก็บน้ำประแสร์ 97% หรือ 286 ล้านลูกบาศก์เมตร
สทนช.ยังให้เฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ที่มีน้ำมากกว่า 80% ของความจุ รวมถึงพื้นที่ลุ่มต่ำและลำน้ำสายหลักหลายแห่ง อาทิ แม่น้ำปิง แม่น้ำสะแกกรัง แม่น้ำแควน้อย แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำนครนายก แม่น้ำปราจีนบุรี คลองพระสะทึง คลองพระปรง แม่น้ำจันทบุรี แม่น้ำตราด แม่น้ำแควน้อย-แควใหญ่ คลองบางสะพาน แม่น้ำสายบุรี และแม่น้ำโก-ลก โดยให้หน่วยงานเตรียมพร้อมทั้งเครื่องมือ เครื่องจักร และแผนอพยพ หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
