เตือนกลุ่มใช้พลังงานสูงรับมือโค้งท้ายปี’69 ต้นทุนน้ำมันแพงกดการผลิต-ส่งออก
สนค.ประเมินราคาพลังงานโค้งสุดท้ายปี 2569 ยังทรงตัวสูง จากความผันผวนในตะวันออกกลางและสต็อกน้ำมันโลกต่ำ หลังราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ย 9 เดือนแรกเพิ่ม 26.7% มาอยู่ที่ 88.70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเดือนกันยายนแตะ 102.02 ดอลลาร์ ส่งผลต่อเนื่องถึงต้นทุนนำเข้า การผลิต ค่าครองชีพ และการส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มขนส่งทางบก ปิโตรเคมี เส้นใยประดิษฐ์ และเซรามิก แนะผู้ประกอบการเร่งบริหารต้นทุน ค่าเงิน และสต็อกวัตถุดิบ พร้อมยกระดับประสิทธิภาพพลังงานในระยะยาว
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วง 8-9 เดือนที่ผ่านมา ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อุปทานพลังงานโลกตึงตัว และผลักดันราคาพลังงานให้ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ย 9 เดือนแรกปี 2569 อยู่ที่ 88.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 26.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และในเดือนกันยายนเร่งขึ้นมาอยู่ที่ 102.02 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในการผลิตไฟฟ้าของไทย ปรับเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกัน
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในฐานะประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ โดยช่วง 8 เดือนแรกปี 2569 มูลค่าการนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิงของไทยเพิ่มขึ้น 40.1% ส่งผลให้ดุลการค้าหมวดเชื้อเพลิงขาดดุลเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน เงินบาทอ่อนค่าจากเฉลี่ย 31.27 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในเดือนมกราคม มาอยู่ที่ 33.22 บาทต่อดอลลาร์ในเดือนกันยายน ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนนำเข้าเมื่อคิดเป็นเงินบาท แม้ในอีกด้านจะช่วยพยุงความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าส่งออกไทย
นายนันทพงษ์กล่าวว่า เมื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ผ่านตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิต หรือ I-O Table พบว่า แต่ละสาขาการผลิตได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานแตกต่างกัน โดยภาคขนส่งสินค้าทางบกมีความอ่อนไหวมากที่สุด เนื่องจากเชื้อเพลิงเป็นต้นทุนหลัก
รองลงมาคืออุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานในกระบวนการผลิตสูง เช่น ปิโตรเคมี เส้นใยประดิษฐ์และการปั่นด้าย และกระเบื้องเซรามิก ซึ่งมีสัดส่วนต้นทุนพลังงานสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภาคการผลิต
นอกจากนี้ หลายอุตสาหกรรมยังต้องเผชิญ “ต้นทุนพลังงานแฝง” ที่ส่งผ่านมากับวัตถุดิบต้นน้ำ เช่น อาหารทะเลแปรรูปที่เชื่อมโยงกับต้นทุนน้ำมันของภาคประมง ผลิตภัณฑ์เหล็กที่ใช้เหล็กขั้นต้น ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ใช้เม็ดพลาสติกจากปิโตรเคมี ยางล้อที่ใช้ยางสังเคราะห์และวัตถุดิบจากปิโตรเคมี ตลอดจนเครื่องนุ่งห่มที่มีต้นทุนพลังงานส่งผ่านหลายทอดตั้งแต่เส้นใยจนถึงการทอผ้า
ผลของต้นทุนดังกล่าวเริ่มสะท้อนเข้าสู่ระดับราคา โดยช่วง 9 เดือนแรกปี 2569 ดัชนีราคาผู้ผลิต หรือ PPI เพิ่มขึ้น 6.2% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไป หรือ CPI เพิ่มขึ้น 1.54%
สนค.มองว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าราคาสินค้าต้นน้ำเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาปลายน้ำ และต้นทุนส่วนหนึ่งยังไม่ได้ส่งผ่านไปยังผู้บริโภคทั้งหมด โดยมีมาตรการดูแลราคาพลังงานของภาครัฐช่วยลดภาระค่าครองชีพ
สำหรับภาคส่งออก สินค้าหลายกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อต้นทุนพลังงานเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทย เช่น ปิโตรเคมี อาหารทะเลแปรรูป ผลิตภัณฑ์เหล็ก และยางล้อ ทำให้ผู้ประกอบการในกลุ่มดังกล่าวต้องติดตามและบริหารต้นทุนอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านราคา
ในทางกลับกัน สินค้ากลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ รวมถึงอัญมณีและเครื่องประดับ มีสัดส่วนต้นทุนพลังงานต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จึงได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัด
อย่างไรก็ตาม ประเทศคู่แข่งก็ต้องเผชิญกับราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน ขณะที่เงินบาทเคลื่อนไหวสอดคล้องกับสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาค ดังนั้น ความสามารถในการบริหารต้นทุนพลังงานจึงเป็นอีกปัจจัยสำคัญต่อการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก
สำหรับแนวโน้มในระยะข้างหน้า สนค.ประเมินว่าราคาพลังงานจะยังทรงตัวสูงต่อเนื่องถึงสิ้นปี โดยสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของสหรัฐฯ หรือ EIA คาดว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์ในไตรมาส 4 จะเฉลี่ยประมาณ 105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากอุปทานในตะวันออกกลางที่ยังผันผวนและสต็อกน้ำมันโลกอยู่ในระดับต่ำ
ขณะที่กลุ่ม ปตท. ประเมินราคาน้ำมันดิบดูไบในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนอยู่ที่ 95-105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ประกอบกับความต้องการสำรอง LNG และน้ำมันเพื่อใช้ทำความร้อนในช่วงฤดูหนาวของยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจะช่วยพยุงราคาพลังงานให้อยู่ในระดับสูง
นายนันทพงษ์กล่าวว่า ในระยะสั้น ผู้ประกอบการควรทบทวนโครงสร้างต้นทุนพลังงานทั้งที่ใช้โดยตรงในโรงงานและต้นทุนพลังงานแฝงที่มากับวัตถุดิบ พร้อมบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน วางแผนสต็อกวัตถุดิบ และทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าให้สอดคล้องกับทิศทางต้นทุน
“เพื่อรับมือกับสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับความเสี่ยง ในระยะสั้น ผู้ประกอบการควรทบทวนโครงสร้างต้นทุนพลังงานอย่างรอบด้าน ทั้งส่วนที่ใช้ในโรงงานโดยตรงและต้นทุนพลังงานแฝงที่มากับวัตถุดิบ ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และการวางแผนสต็อกวัตถุดิบรวมถึงทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าให้สอดคล้องกับทิศทางต้นทุน”
ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์จะติดตามโครงสร้างต้นทุนสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อกำกับดูแลไม่ให้มีการปรับขึ้นราคาเกินสมควร
ส่วนในระยะยาว ภาคการผลิตไทยควรเร่งยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า และพัฒนาสินค้าไปสู่นวัตกรรมมูลค่าสูง เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลกอย่างยั่งยืน
