มิตรผล เร่งลงทุนเกษตรคาร์บอนต่ำปั้น 3 โรงงานสีเขียว ชิงแต้มต่อการค้าโลก
กลุ่มมิตรผล ชูโมเดลเกษตรคาร์บอนต่ำ ปักธง Net Zero ปี 2050 หลัง 3 โรงงานน้ำตาลได้รับรอง Carbon Neutral เร่งยกระดับประสิทธิภาพการผลิต รับกติกาการค้าโลก เพิ่มขีดแข่งขันระยะยาว
นายบรรเทิง ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการ กลุ่มมิตรผล กล่าวว่า การขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ต้องดำเนินการควบคู่กันหลายมิติ ทั้งการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักรู้ให้แก่บุคลากรภายในองค์กรและสังคมโดยรอบ โดยการพัฒนาโรงงานให้มีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral Factory) ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะช่วยให้พนักงานเข้าใจถึงความจำเป็นของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และร่วมกันปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงานเพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ก่อนขยายผลไปยังผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่คุณค่า สอดคล้องกับแนวคิดของกลุ่มมิตรผลที่ต้องการให้ธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเติบโตไปพร้อมกัน

ทั้งนี้ กลุ่มมิตรผลเดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเกษตรคาร์บอนต่ำตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การส่งเสริมเกษตรกรทำไร่อ้อยสมัยใหม่ การใช้พลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ไปจนถึงการพัฒนาระบบขนส่งและบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยปัจจุบันมีโรงงานน้ำตาลในเครือที่ได้รับการรับรองความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) แล้ว 3 แห่ง ได้แก่ อุทยานมิตรผลด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี อุทยานมิตรผลภูเขียว จ.ชัยภูมิ และโรงงานน้ำตาลมิตรภูเวียง จ.ขอนแก่น พร้อมขยายผลแนวทางบริหารจัดการไปยังโรงงานอื่นในเครือ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050
ทั้งนี้กลุ่มมิตรผลดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ตั้งแต่เกษตรกรชาวไร่อ้อย พนักงาน ชุมชนโดยรอบ ไปจนถึงคู่ค้า ลูกค้า และผู้บริโภค การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจึงไม่ใช่เพียงการปรับปรุงกระบวนการผลิตภายในโรงงาน แต่ต้องครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้จริงและนำไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาว
สำหรับต้นแบบการดำเนินงานที่สำคัญ คืออุทยานมิตรผลด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ซึ่งได้รับการรับรองให้เป็นคอมเพล็กซ์แห่งแรกในประเทศไทยที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2023 จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และได้รับการรับรองอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ก่อนขยายผลไปยังอุทยานมิตรผลภูเขียว จ.ชัยภูมิ และโรงงานน้ำตาลมิตรภูเวียง จ.ขอนแก่น ซึ่งได้รับการรับรองในปี 2026 ทำให้ปัจจุบันกลุ่มมิตรผลมีโรงงานน้ำตาลที่ได้รับการรับรอง Carbon Neutrality รวม 3 แห่ง และยังเดินหน้าขยายผลระบบบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมไปยังโรงงานอื่นในเครือ
ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมเกษตรคาร์บอนต่ำเป็นทั้งการรับมือความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเตรียมความพร้อมต่อกติกาการค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะข้อกำหนดด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การตรวจสอบย้อนกลับ และการเปิดเผยข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดต่างประเทศ
แนวทางดำเนินงานของกลุ่มมิตรผลครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยในภาคการเกษตรส่งเสริมการทำไร่อ้อยสมัยใหม่ภายใต้แนวทาง Mitr Phol ModernFarm พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานตามมาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล เช่น Bonsucro และ VIVE Programme เพื่อยกระดับการเพาะปลูกและการจัดการวัตถุดิบให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ขณะที่ภาคการผลิตให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานหมุนเวียน ควบคู่กับการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่มาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า พร้อมพัฒนาห่วงโซ่อุปทานสีเขียว (Green Chain) และระบบขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเชื่อมโยงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปยังพันธมิตรทางธุรกิจ นอกจากนี้ ยังมุ่งพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ และสนับสนุนการบริโภคอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ กลุ่มมิตรผลประกาศเจตนารมณ์ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่ปี 2022 โดยกำหนดเป้าหมายมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2050 ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการดำเนินธุรกิจในระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น
รายงาน State of the Global Climate 2025 ขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า ช่วงปี 2015-2025 เป็น 11 ปีที่โลกร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมและความมั่นคงทางอาหารทั่วโลก ขณะที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังเพิ่มความเสี่ยงต่อผลผลิตทางการเกษตร ต้นทุนการผลิต และห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อลดผลกระทบและสร้างความพร้อมในการรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคต
ขณะเดียวกัน กติกาการค้าโลกมีแนวโน้มเข้มงวดขึ้น ทั้งกลไกปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) และกฎระเบียบสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EUDR) ตลอดจนข้อกำหนดด้านการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลให้การแข่งขันทางการค้าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงราคาและต้นทุน แต่ยังรวมถึงความสามารถในการลดคาร์บอนและความโปร่งใสด้านสิ่งแวดล้อมด้วย
ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมเกษตรคาร์บอนต่ำไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากผู้ประกอบการเพียงรายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากเกษตรกร ภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ และผู้บริโภค เพื่อร่วมกันปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตและการบริโภคให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยกลุ่มมิตรผลจะเดินหน้าขยายผลโมเดล Carbon Neutral Factory ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและวางรากฐานให้อุตสาหกรรมเกษตรไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
—