ชำแหละงบแก้น้ำท่วม กทม. ACT จี้ตรวจสอบความคุ้มค่า
CT เปิดข้อมูลงบฯป้องกันน้ำท่วม กทม. ช่วงปี 2559-2569 รวมกว่า 8.6 หมื่นล้านบาท ครอบคลุม 9,536 โครงการ เผยยุค “อัศวิน” ใช้งบฯเฉลี่ยปีละ 6.7 พันล้านบาท เพิ่มเป็น 1.15 หมื่นล้านบาทในยุค “ชัชชาติ” ด้าน “มานะ” ตั้งคำถามความคุ้มค่าการลงทุน หลังกรุงเทพฯ ยังเผชิญน้ำท่วมซ้ำซาก ชวนประชาชนร่วมตรวจสอบ 6 ประเด็นสำคัญ ก่อนลงทุนเพิ่มอีกนับแสนล้านบาท
นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) หรือ ACT เผยแพร่ข้อมูลผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว หัวข้อ “งบฯป้องกันน้ำท่วม กทม. กว่า 7.8 พันล้านบาทต่อปี : โกงกิน-ทิ้งขว้าง หรืออะไรกันแน่ ?” ระบุว่ากรุงเทพมหานคร (กทม.) ใช้งบประมาณป้องกันน้ำท่วมในช่วงปี 2559-2569 รวมกว่า 86,000 ล้านบาท เฉลี่ยปีละ 7,800 ล้านบาท ครอบคลุม 9,536 โครงการ ทั้งการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำ เขื่อน ระบบระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ เครื่องสูบน้ำ การขุดลอกคลอง และแก้มลิง รวมถึงการจัดหาอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง
ข้อมูลจาก ACT Ai พบว่า ช่วง พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระหว่างปี 2559-2565 ใช้งบประมาณเฉลี่ยปีละ 6,700 ล้านบาท คิดเป็น 8.6% ของงบประมาณประจำปี ขณะที่ช่วงนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ระหว่างปี 2566-2569 ใช้งบฯเฉลี่ยปีละ 11,500 ล้านบาท หรือ 12.2% ของงบประมาณประจำปี
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการใช้จ่ายจริงอาจสูงกว่าตัวเลขดังกล่าว เนื่องจากการรวบรวมข้อมูลทำได้ยาก เพราะชื่อโครงการมีความหลากหลาย อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายด้านการซ่อมบำรุงและการบริหารจัดการที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้หลังเกิดสถานการณ์น้ำท่วม กทม.อาจต้องลงทุนเพิ่มอีกนับแสนล้านบาทในอนาคตอันใกล้ แต่สิ่งสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้ประชาชนมั่นใจว่าโครงการที่ลงทุนสามารถป้องกันหรือลดความเสียหายจากน้ำท่วมได้จริง
ที่ผ่านมาประชาชนยังตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของโครงการต่าง ๆ ทั้งเหตุใดพื้นที่ใกล้อุโมงค์ระบายน้ำยังเกิดน้ำท่วม เหตุใดจึงไม่เพิ่มพื้นที่แก้มลิง เครื่องสูบน้ำที่จัดซื้อสามารถใช้งานได้จริงเพียงใด และมีการพร่องน้ำในคลองก่อนฝนตกหนักตามแผนหรือไม่ ซึ่งผู้บริหาร กทม.ควรชี้แจงและเปิดเผยข้อมูลอย่างชัดเจน
ทั้งนี้ ACT เสนอให้ประชาชนร่วมติดตามตรวจสอบงบประมาณและโครงการป้องกันน้ำท่วมอย่างน้อย 6 ประเด็น ได้แก่ 1.ความคุ้มค่า โครงการก่อให้เกิดประโยชน์ตามเป้าหมายหรือไม่ 2.ความคืบหน้า ดำเนินการแล้วเสร็จตามแผนหรือไม่ 3.ประสิทธิภาพ โครงการสามารถใช้งานได้ตามที่กำหนดหรือไม่ 4.การซ่อมบำรุงดำเนินการถูกต้องตามมาตรฐานหรือไม่ 5.การปฏิบัติงาน เจ้าหน้าที่ดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าการลงทุนหรือไม่ 6.การคอร์รัปชั่นมีข้อกังวลเรื่องทุจริตหรือผลประโยชน์ทับซ้อนในขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้าง ซ่อมบำรุง และการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่
ข้อมูลทั้งหมดควรถูกนำมาวิเคราะห์และถอดบทเรียน เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและปิดช่องว่างการคอร์รัปชั่น ก่อนลงทุนโครงการใหม่ที่ต้องใช้งบประมาณมหาศาล
“การที่ท่านผู้ว่าฯ จัดสรรงบประมาณจำนวนมากและเลือกทิศทางการลงทุน ย่อมสะท้อนความตั้งใจของผู้บริหาร กทม. ว่าให้ความสำคัญกับปัญหาน้ำท่วมในทางป้องกัน แต่จะทำอย่างไรให้เกิดประสิทธิผลจริงในแง่การใช้เงินและดำเนินการแล้วเสร็จ ไม่ค้างคา จนประชาชนต้องเดือดร้อนเมื่อน้ำท่วม”
นายมานะย้ำว่า ถึงเวลาที่ผู้บริหาร กทม.ต้องเร่งติดตามตรวจสอบโครงการป้องกันน้ำท่วมที่ผ่านมา ทั้งด้านความคุ้มค่า ประสิทธิภาพ และความสำเร็จของโครงการ ก่อนจัดสรรงบประมาณใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในอนาคต