บีบยักษ์ค้าปลีกจ่ายเงิน SMEs เร็วขึ้น
กขค.นับถอยหลังบังคับใช้เครดิตเทอมระหว่างค้าปลีก-ค้าส่งรายใหญ่ กับกลุ่มเอสเอ็มอี ต้องชำระเงินนานสุดไม่เกิน 45 วัน สำหรับสินค้าอุปโภค-บริโภคทั่วไป หากเป็นสินค้าเกษตรรวมไก่และไข่ลดเหลือ 30 วัน หลังพบปัญหารายใหญ่ยืดเวลาชำระค่าสินค้านานเกินไป จนรายย่อยเกิดปัญหาสภาพคล่อง เริ่มใช้จริง 3 พ.ย.นี้ มาม่า เห็นด้วยชี้ช่วยรายย่อยตรงจุด เครือเซ็นทรัลพร้อมปฏิบัติตาม
นางวรวรรณ ชิตอรุณ กรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าออกประกาศกำหนดระยะเวลาการชำระเงินค่าสินค้า หรือเครดิตเทอม (Credit Term) สำหรับผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งรายใหญ่ที่ทำธุรกรรมกับผู้ประกอบการรายย่อย หรือ SMEs โดยประกาศเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 และให้ระยะเวลาผู้ประกอบการปรับระบบบัญชีและรอบการชำระเงิน 30 วัน ก่อนเริ่มบังคับตามหลักเกณฑ์ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป
บีบยักษ์ค้าปลีกลดเครดิตเทอม
สาระสำคัญของประกาศ กำหนดให้ผู้ประกอบการค้าปลีกและค้าส่งรายใหญ่ที่มีรายได้ตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป ต้องชำระเงินให้คู่ค้าที่เป็นผู้ประกอบการ SMEs ตามระยะเวลาที่กำหนด โดยครอบคลุมเฉพาะความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่กับรายย่อยที่นำสินค้าไปจำหน่ายให้รายใหญ่เท่านั้น ไม่รวมการซื้อขายระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่ด้วยกัน
ส่วนการพิจารณาว่าผู้ประกอบการรายใดเป็น SMEs ให้ยึดตามหลักเกณฑ์และนิยามของหน่วยงานด้านส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งกำหนดรายได้และจำนวนการจ้างงานแตกต่างกันตามประเภทกิจการ
ประกาศดังกล่าวแบ่งระยะเวลาชำระเงินออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ สินค้าทั่วไป ซึ่งรวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภค กำหนดชำระเงินภายใน 45 วัน และสินค้าเกษตร เช่น ผัก ผลไม้ ไก่ และไข่ กำหนดชำระเงินภายใน 30 วัน โดยเริ่มนับระยะเวลาหลังจากส่งมอบสินค้า ตรวจสอบความถูกต้อง และวางบิลเรียบร้อยแล้ว
โทษปรับไม่เกิน 10% ของรายได้
นางวรวรรณกล่าวว่า การกำหนดระยะเวลา 30 วัน และ 45 วัน อ้างอิงแนวทางคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับระยะเวลาการชำระเงินที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถนำเงินทุนกลับมาหมุนเวียนในธุรกิจได้ทันเวลา โดยเฉพาะเกษตรกรที่ต้องใช้เงินทุนสำหรับการผลิตในรอบถัดไป
ที่ผ่านมา กขค.เคยออกแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับเครดิตเทอมมาแล้ว แต่ยังพบปัญหาผู้ประกอบการรายใหญ่ยืดระยะเวลาชำระเงินให้คู่ค้ารายย่อย จึงยกระดับจากแนวทางปฏิบัติมาเป็นประกาศที่มีผลบังคับทางกฎหมาย พร้อมกำหนดโทษสำหรับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตาม
“เดิมทำเป็นไกด์ไลน์ว่าอะไรควรทำ แต่เมื่อออกเป็นประกาศแล้วจะมีความชัดเจนมากขึ้น หากไม่ปฏิบัติตามและมีหลักฐาน ก็สามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ โดยมีโทษปรับไม่เกิน 10% ของรายได้”
รายย่อยถูกยืดชำระ 8 เดือน
นางวรวรรณกล่าวว่า จากการลงพื้นที่รับฟังปัญหาผู้ประกอบการผ่านกิจกรรมของ กขค. พบว่ามีคู่ค้ารายย่อยบางรายถูกยืดระยะเวลาชำระเงินนานถึง 8 เดือน ปัญหาส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตร ตัวอย่างที่พบได้แก่กรณีผู้ประกอบการลำไยที่นำสินค้าไปส่งให้คู่ค้าแล้ว แต่ต้องรอรับเงินเป็นระยะเวลานานประมาณ 6 เดือน ส่งผลต่อสภาพคล่องในการประกอบอาชีพ
นอกจากนี้ยังพบข้อพิพาทเกี่ยวกับคุณภาพสินค้า การตกลงเงื่อนไขการซื้อขาย และกรณีผู้ประกอบการรายใหญ่นำสินค้าไปจัดโปรโมชั่นโดยที่คู่ค้ารายย่อยไม่ได้ยอมรับเงื่อนไข ซึ่งอาจส่งผลต่อการชำระเงินและรายได้ที่ผู้ประกอบการรายย่อยควรได้รับ
เล็งขยายไปธุรกิจอื่นในอนาคต
นางวรวรรณกล่าวอีกว่า เหตุผลที่ กขค.เลือกบังคับใช้มาตรการกับผู้ประกอบการค้าปลีกและค้าส่งรายใหญ่ก่อน เนื่องจากเป็นกลุ่มที่พบปัญหาชัดเจน ผู้ประกอบการ SMEs บางรายจำเป็นต้องพึ่งพาช่องทางจำหน่ายของผู้ประกอบการรายใหญ่ หากไม่ยอมรับเงื่อนไขการค้าอาจเสี่ยงต่อการสูญเสียช่องทางจำหน่ายสินค้า
ผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบสามารถส่งเรื่องร้องเรียนพร้อมหลักฐานผ่านช่องทางของสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ทั้งช่องทางออนไลน์และทางจดหมาย โดยสามารถขอไม่เปิดเผยชื่อผู้ร้องเรียนได้ เมื่อได้รับเรื่องแล้ว กขค.สามารถเรียกผู้ประกอบการรายใหญ่มาชี้แจงเหตุผลและแสดงหลักฐานประกอบการพิจารณาได้
ส่วนการขยายมาตรการไปยังธุรกิจอื่นในอนาคต กขค.อยู่ระหว่างพิจารณาประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคธุรกิจอื่น เช่น ธุรกิจก่อสร้าง อุตสาหกรรมเหล็ก และห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งอาจมีปัญหาผู้ประกอบการรายใหญ่กำหนดระยะเวลาชำระเงินที่ยาวนานแก่ผู้ผลิตชิ้นส่วนหรือผู้ประกอบการรายย่อยเช่นเดียวกัน
มาม่าหนุนคุมเครดิตเทอม
ด้านนายพันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้อำนวยการ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตมาม่า กล่าวว่าถือเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย เนื่องจากปัญหาหลักของ SMEs คือเรื่องกระแสเงินสด Cash Flow และเงินทุนหมุนเวียนที่มีจำกัด รวมถึงอำนาจต่อรอง
หากโดนขยายระยะเวลาเครดิตเทอม หรือถูกดึงในขั้นตอนการวางบิล เช่น กำหนดให้วางบิลได้เฉพาะบางวันของเดือน แล้วจึงเริ่มนับระยะเวลาเครดิตเทอมหลังจากนั้น ยิ่งทำให้ระยะเวลาการรับเงินจริงยืดออกไปอีกนับเดือน จนเกิดภาวะขาดสภาพคล่องและไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้
“กฎหมายที่ออกมาให้รายย่อยมี Handicap (แต้มต่อ) ผมว่ายังไงมันก็ดี อันนี้พูดในฐานะรายใหญ่นะ ว่าเราต้องช่วยรายย่อย ไม่งั้นเขาจะโตยังไง อย่าว่าแต่โตเลยเขาจะรอดยังไงดีกว่า”
ทำตามเกณฑ์มาโดยตลอด
สำหรับผลกระทบต่อทาง TFMAMA นายพันธ์ระบุว่า บริษัทไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว เนื่องจากส่วนใหญ่สั่งซื้อวัตถุดิบหลักจากผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น แป้ง น้ำมันพืช และบรรจุภัณฑ์ ซึ่งมีข้อตกลงทางการค้าและรอบชำระเงินที่ชัดเจน
ส่วนการสั่งซื้อตรงจากเกษตรกรและคู่ค้ารายย่อย เช่น พริก กระเทียม หอม หรือวัตถุดิบเกษตร บริษัทมีนโยบายชำระเงินที่รวดเร็วอยู่แล้ว โดยมีระยะเวลาเครดิตเทอมเพียง 15 วัน
นอกจากนี้ ในฝั่งการขาย สินค้าหลักของบริษัทส่งผ่านช่องทางจัดจำหน่ายรายใหญ่อย่างเครือสหพัฒน์ ซึ่งมีรอบการชำระเงินที่เป็นไปตามมาตรฐานปกติ จึงไม่มีปัญหาเรื่องความยืดหยุ่นของสภาพคล่อง
เซ็นทรัลรีเทลพร้อมทำตาม
นายสเตฟาน คูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทรัล รีเทล ฟู้ด กล่าวว่า ท็อปส์ และโก โฮลเซลล์ มีนโยบายมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรมและพร้อมสนับสนุนคู่ค้าผู้ประกอบการรายย่อย โดยท็อปส์ยึดถือและปฏิบัติตามแนวทางเรื่องระยะเวลาสินเชื่อการค้าของ กขค. มาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เริ่มมีการประกาศใช้ในปี พ.ศ.2564
เพื่อเป็นการยืนยันในเจตนารมณ์ดังกล่าว ทั้งท็อปส์ และโก โฮลเซลล์ จัดให้มีกระบวนการเปิดรับและตรวจสอบเอกสารหลักฐานสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่มีคุณสมบัติเข้าข่ายตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด เพื่อพิจารณาปรับระยะเวลาสินเชื่อการค้า (Credit Term) ให้เป็นไปตามเกณฑ์ของ กขค. อย่างเหมาะสม รวมถึงมีระบบบริหารจัดการสภาพคล่องและเงินทุนหมุนเวียนที่สอดคล้องตามกรอบของกฎหมาย เพื่อเติบโตร่วมกับคู่ค้าอย่างยั่งยืน
เซฟมาร์ทหนุนคุมช่วย SMEs
นายกัณฑ์พงศ์ สุระวรรณวิจิตร กรรมการผู้อำนวยการ เซฟมาร์ท ซูเปอร์สโตร์ จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า เห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว ขณะที่ห้างค้าปลีกค้าส่งท้องถิ่นไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากผู้ประกอบการท้องถิ่นได้ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือผู้ผลิตในพื้นที่มาโดยตลอด แต่ละห้างอาจมีเงื่อนไขแตกต่างกัน ตั้งแต่จ่ายเงินสดทันทีไปจนถึงการชำระภายใน 7-14 วัน
อย่างไรก็ตามอยากให้ภาครัฐให้ความสำคัญกับห้างท้องถิ่นในอีกด้านหนึ่งด้วย โดยเฉพาะการซื้อสินค้าจากซัพพลายเออร์รายใหญ่ ซึ่งห้างท้องถิ่นยังต้องบริหารเงินทุนหมุนเวียนและมีข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง โดยเฉพาะสินค้ารุ่นใหม่ที่นำมาทดลองขาย บางรายการยังไม่รู้ว่าจะขายได้มากน้อยแค่ไหน หากครบกำหนดชำระ 45 วันต้องจ่ายเงินทันที ทั้งที่สินค้ายังขายได้เพียง 10-20% ก็อาจสร้างภาระให้ผู้ประกอบการได้
เสนอให้เปิดโอกาสหารือกับห้างท้องถิ่นเป็นรายกรณี โดยเฉพาะสินค้าที่มียอดขายต่ำหรือยังไม่ตอบโจทย์ตลาด พิจารณาปรับเงื่อนไขการชำระเงินให้เหมาะสม รวมถึงร่วมกันวางแผนการตลาดและบริหารสินค้าคงเหลือ แทนการผลักภาระทั้งหมดให้ผู้ค้าปลีก
ชี้ยิ่งซ้ำเติม SMEs ขายยากขึ้น
นายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ จำกัด ผู้ประกอบการค้าปลีก-ค้าส่ง จ.อุดรธานี กล่าวว่า การที่รัฐกำหนดเครดิตเทอม 30-45 วัน เนื่องจากต้องการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย แต่ในความเป็นจริงแล้วเรื่องระยะเวลาเครดิตเทอมไม่ใช่ปัญหา ถ้าสินค้าที่นำมาวางจำหน่ายสร้างยอดขายได้ โดยธรรมชาติ SMEs ต้องการเงินในทันที ไม่สนใจว่าสินค้านั้นจะขายได้หรือไม่ได้ ถ้าขายไม่หมดจะทำยังไง ต้องคุยกันให้ชัดเจน
“ที่ร้านมีเอสเอ็มอีนำสินค้าวางจำหน่าย เราจะประเมินยอดขายทุกสิ้นเดือน ขายได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น และมองว่าถ้ามีกำหนดการให้เครดิตเทอมแบบนี้อาจจะเป็นดาบสองคม ทำให้ร้านค้าไม่รับสินค้าก็ได้ ถ้าสินค้าแบรนด์ไม่รู้จัก ขายไม่ได้ และจะยิ่งทำให้ SMEs ขายได้ยากมากขึ้น” นายมิลินทร์กล่าว