CPF ดัน AI เพิ่มมูลค่าพลิกโฉมอุตฯอาหาร
“ซีพีเอฟ” เปิดวิสัยทัศน์อนาคตอุตสาหกรรมอาหาร ชี้ประเทศไทยต้องเปลี่ยนไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม-เพิ่มผลิตภาพ จากเดิมเน้นปริมาณ ชี้โลกยุคใหม่ความเสี่ยงสูง ทั้งภูมิอากาศผันผวน แถมปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้การค้าโลกมีข้อจำกัด มองอนาคตอุตสาหกรรมอาหารจะกลายเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ เร่งใช้ AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ พร้อมผนึกเอสเอ็มอีที่เป็นซัพพลายเออร์กว่า 5,500 ราย ช่วยอบรม-พัฒนาความร่วมมือเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero
นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF เปิดเผยในงาน Beyond Global Food : Innovating for a Food-Secure Future ว่าประเทศไทยมีบทบาทเป็นผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่ของโลกมาอย่างยาวนาน แต่รูปแบบการแข่งขันที่ผ่านมาเป็นการเน้นปริมาณ หรือ Volume-based Position โดยไทยมีการผลิตและส่งออกอาหารในปริมาณมาก แต่ยอดขายหรือรายได้ที่เกิดขึ้นยังไม่สูงนัก สิ่งที่ไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงคือ การสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือ Value Creation พร้อมกับเพิ่มผลิตภาพ หรือ Productivity ซึ่ง CPF ในฐานะหนึ่งในผู้ประกอบการหลักของอุตสาหกรรมอาหาร ต้องการมีส่วนร่วมผลักดันประเทศไทยไปในทิศทางดังกล่าว
นายประสิทธิ์กล่าวว่า หากมองไปในระยะยาว 10 ปีข้างหน้า อาหารอาจกลายเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ หรือ Strategic Asset เนื่องจากโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงหลายด้านที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและความมั่นคงทางอาหาร ขณะเดียวกันความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ทำให้การค้าระหว่างประเทศมีข้อจำกัดมากขึ้น ประเด็นความมั่นคงทางอาหาร หรือ Food Security จะกลายเป็นเรื่องสำคัญทันที
นายประสิทธิ์กล่าวต่อว่า อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร โดยมองว่า AI มีโอกาสเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานได้ในทุกส่วนของห่วงโซ่คุณค่า หรือ Value Chain เพื่อให้สามารถนำข้อมูลมาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้กับลูกค้า โดย AI ยังเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ CPF คาดหวังว่าจะช่วยเพิ่มผลิตภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์อาหาร โดยเฉพาะการพัฒนาและปรับปรุงสูตรอาหาร ทั้งสูตรอาหารสัตว์และอาหารสำหรับผู้บริโภค ซึ่งบริษัทต้องการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการพัฒนา
นายประสิทธิ์กล่าวว่า นอกจากการนำ AI มาใช้ภายในองค์กรแล้ว CPF ยังต้องการปรับบทบาทของบริษัทให้เป็นผู้ร่วมสร้างขีดความสามารถของประเทศ หรือ National Capability Builder เนื่องจากมองว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกหน่วยงานและทุกส่วนงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่เป็นซัพพลายเออร์ ซึ่งบริษัทต้องการเปลี่ยนมุมมองจากการเป็นเพียงผู้จัดหา หรือผู้ขายสินค้า มาเป็นพันธมิตรที่สามารถทำงานและพัฒนาศักยภาพร่วมกันได้
“การพัฒนา Smart Farm Solution ซึ่งเป็นแนวทางนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเปลี่ยนแปลงวิธีการบริหารจัดการฟาร์มของลูกค้า ที่ผ่านมาการบริหารจัดการฟาร์มอาศัยประสบการณ์และการถ่ายทอดความรู้ระหว่างทีมงานกับลูกค้า โดยลูกค้าสามารถนำความรู้ไปพัฒนาการดำเนินงานของตนเองได้ แต่บริษัทมองว่าการถ่ายทอดความรู้ในลักษณะดังกล่าวยังมีข้อจำกัดด้านความต่อเนื่องและการนำไปใช้ในวงกว้าง เนื่องจาก CPF มีเครือข่ายฟาร์มจำนวนมาก จึงต้องการพัฒนาการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เป็นระบบมากขึ้น”
นายประสิทธิ์กล่าวว่า อีกหนึ่งประเด็นที่บริษัทให้ความสำคัญคือ การพัฒนาผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่เป็นซัพพลายเออร์และทำงานร่วมกับ CPF มาเป็นระยะเวลานาน ปัจจุบัน CPF มีโครงการพัฒนาซัพพลายเออร์ในเครือข่ายประมาณ 5,500 ราย โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาศักยภาพในด้านต่าง ๆ
หนึ่งในโครงการสำคัญคือ Supplier Excellence ซึ่งมุ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพของซัพพลายเออร์ โดยมีทั้งการฝึกอบรมและการส่งทีมวิศวกรเข้าไปช่วยพัฒนาการดำเนินงาน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเพิ่มขีดความสามารถได้รวดเร็วขึ้น นอกจากนี้บริษัทยังให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากผู้ประกอบการ SMEs อาจมีข้อจำกัดด้านเงินลงทุนสำหรับดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้องกับการลดการปล่อยคาร์บอน CPF จึงคาดหวังว่า หากโครงการ Supplier Excellence สามารถช่วยให้ผู้ประกอบการเพิ่มผลิตภาพและลดต้นทุนได้ ผู้ประกอบการก็จะสามารถนำผลประหยัดที่เกิดขึ้นไปใช้ดำเนินโครงการด้านคาร์บอนและสิ่งแวดล้อมต่อไป ขณะที่ประเด็น Net Zero เป็นเรื่องที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญในอนาคต จึงต้องการให้ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานมีความพร้อมและสามารถดำเนินธุรกิจร่วมกันได้ในระยะยาว