เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
TFEX ขยายเวลาซื้อขายทองคำ-ค่าเงิน-ยางพารา เปิดตลาด 8 โมงเช้า เริ่ม 16 พ.ย.นี้
Finance TFEX ขยายเวลาซื้อขายทองคำ-ค่าเงิน-ยางพารา เปิดตลาด 8 โมงเช้า เริ่ม 16 พ.ย.นี้
เตรียมเปิดฉาก CP Innovation Exposition 2026 ชูไฮไลต์โชว์เคสนวัตกรรม-เวที 8 Beyond
Tech เตรียมเปิดฉาก CP Innovation Exposition 2026 ชูไฮไลต์โชว์เคสนวัตกรรม-เวที 8 Beyond
MTC โชว์แกร่ง! มูดี้ส์ให้เครดิต Ba2 ครั้งแรก เดินหน้ารุกสินเชื่อฐานราก
Finance MTC โชว์แกร่ง! มูดี้ส์ให้เครดิต Ba2 ครั้งแรก เดินหน้ารุกสินเชื่อฐานราก
รัฐบาล โต้ข่าว IMF ตำหนิไทยเป็นเรื่องเท็จ ชี้เป็นการพูดวงกว้างทั่วโลกเผชิญอะไร
Finance รัฐบาล โต้ข่าว IMF ตำหนิไทยเป็นเรื่องเท็จ ชี้เป็นการพูดวงกว้างทั่วโลกเผชิญอะไร
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (15 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (15 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
หุ้นไทยลุ้นแรงซื้อฝรั่งพยุง ‘กรุงศรี’ ชู 11 หุ้นเด่นรับน้ำมันพุ่ง-รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ
Finance หุ้นไทยลุ้นแรงซื้อฝรั่งพยุง ‘กรุงศรี’ ชู 11 หุ้นเด่นรับน้ำมันพุ่ง-รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ
ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังอิหร่านยกระดับโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
Economic ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังอิหร่านยกระดับโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
ราคาทองวันนี้ (15 ต.ค. 69) ปรับลง 100 บาท รูปพรรณบาทละ 66,650 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (15 ต.ค. 69) ปรับลง 100 บาท รูปพรรณบาทละ 66,650 บาท
จับตาเวที IMF-World Bank 2026…โอกาสท่ามกลาง‘ความท้าทาย’ ของโลก
Finance จับตาเวที IMF-World Bank 2026…โอกาสท่ามกลาง‘ความท้าทาย’ ของโลก
‘เงินผิดกฎหมาย’ กัดกร่อนเศรษฐกิจ เปิด AMLAC ต้านฟอกเงิน-คอร์รัปชัน นานาพันธมิตรพร้อมหนุน
Finance ‘เงินผิดกฎหมาย’ กัดกร่อนเศรษฐกิจ เปิด AMLAC ต้านฟอกเงิน-คอร์รัปชัน นานาพันธมิตรพร้อมหนุน
ดูทั้งหมด

นักเศรษฐศาสตร์มึนตัวเลขจีดีพีสภาพัฒน์ผิดคาด “หักปากกาเซียน”

22 ส.ค. 2566 | 09:46น.
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย

ดร.พิพัฒน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ KKP ชี้ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 ออกมาโตแค่ 1.8% “หักปากกาเซียน” ระบุนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองจะโตได้ 3% แนะ ธปท.หยุดขึ้นดอกเบี้ยรอดูสถานการณ์ก่อน

วันที่ 22 สิงหาคม 2566 ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุถึงการประกาศตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เมื่อวานนี้ว่า เกิดอะไรขึ้นกับตัวเลข GDP ไตรมาสสอง ? กลายเป็นตัวเลขหักปากกาเซียนกันอีกครั้ง เมื่อสภาพัฒน์เปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสสองออกมา และ GDP ของไทยโตได้แค่ 1.8% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ทั้ง ๆ ที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ตั้งความหวังไว้ค่อนข้างเยอะ ส่วนใหญ่คาดกันว่าน่าจะโตได้สัก 3% เพราะนักท่องเที่ยวก็มาแล้ว เมืองก็เปิดแล้ว

ถ้าใครดูตัวเลขเผิน ๆ ฟังคำอธิบายว่า การท่องเที่ยวโตดีเป็นตัวผลักดันเศรษฐกิจ แต่การใช้จ่ายภาครัฐหดตัว (เพราะไม่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว) และการส่งออกสินค้าหดตัว ทำให้เศรษฐกิจโตต่ำกว่าคาด ก็พอเข้าใจได้ และรอดูนักวิเคราะห์ปรับประมาณการ GDP ลงแน่ ๆ

ถ้าดูฝั่งการผลิต ภาคบริการโตดี ภาคอุตสาหกรรมติดลบ ภาคเกษตรนิ่ง ๆ ก็มีเหตุผล

แต่ใครที่เรียนเศรษฐศาสตร์มา จำสมการ Y=C+I+G+X-M ได้ขึ้นใจ และติดตามตัวเลขเศรษฐกิจแบบใกล้ชิดอาจจะปวดหัวขึ้นไปอีก เมื่อดูตัวเลขในรายละเอียด

การบริโภคเอกชน (C) โต 7.8% โห…โตดีจัง (ว่าแต่ว่าการบริโภคอะไรมันโตดีขนาดนี้นะ)

การบริโภคของรัฐบาล (G) ติดลบ 4.3% เข้าใจได้ แต่สัดส่วนไม่เยอะเท่าไรไม่น่าทำเศรษฐกิจโตช้า

การสะสมทุนถาวร (I) +0.4% อะ ไม่เป็นไรไม่เยอะ

การส่งออกสินค้าและบริการ +0.7% ท่องเที่ยวบวกเยอะ แต่การส่งออกหดตัว พอเข้าใจได้

แต่การนำเข้าสินค้าและบริการ ติดลบ แปลว่าการส่งออกสุทธิต้องบวกเยอะสิ

“ถ้าเอาทุกตัวบวกกัน C+I+G+(X-M) เศรษฐกิจต้องโตเกิน 6% เลยนะ ! อ้าว แล้วทำไมตัวเลขมันเหลือแค่ 1.8% ได้ละ ! ก่อนอื่นต้องออกตัวไว้ก่อนว่า มีคนเคยบอกว่า ถ้าอยากกินอาหารให้อร่อย อย่าเดินเข้าไปในครัว แต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว แวะไปในครัวนิดนึงแล้วกัน”

GDP ย่อมาจากคำว่า Gross Domestic Product หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ซึ่งวัด “มูลค่าตลาด” ของสินค้าและบริการ ที่ถูก “ผลิตขึ้น” ในระยะเวลาหนึ่ง ในประเทศใดประเทศหนึ่ง

สังเกตว่าโดยความหมาย GDP วัดกันที่การผลิต อาจจะไม่ได้เท่ากับมูลค่าของสินค้าและบริการที่ถูกบริโภคในระยะเวลานั้น

เพราะฉะนั้นการวัดมูลค่าของการใช้จ่าย C+I+G+X-M อาจจะไม่เท่ากับ GDP ก็ได้ และส่วนต่างอาจจะอธิบายได้โดยตัวเลขอีกสองตัว คือ การเปลี่ยนแปลงสินค้าคงคลัง (changes in inventory) และส่วนต่างทางสถิติ (statistical discrepancy)

เช่น ของที่ผลิตในไตรมาสนี้ อาจจะถูกบริโภคในไตรมาสถัดไป การผลิตในไตรมาสนี้อาจจะสูงกว่าการบริโภคก็ได้ ส่วนต่างก็คือการสะสมสินค้าคงคลัง ซึ่งในไตรมาสถัดไปอาจจะเห็นการบริโภคสูงกว่าการผลิตก็ได้สลับกันไป

และอาจจะพอวิเคราะห์แนวโน้มได้ เช่น ถ้าเศรษฐกิจกำลังจะฟื้น อาจจะเห็นการเปลี่ยนแปลงสินค้าคงคลังเป็นลบเยอะ ๆ เพราะคนกลับมาบริโภคก่อนที่การผลิตจะเพิ่มขึ้น

และเนื่องจากเป็นการประมาณสองวิธีมาเจอกัน ถ้าหาอะไรไม่เจอ ก็ใส่ไว้ในส่วนต่างทางสถิติไว้ก่อนก็ได้

ซึ่งการส่วนต่างเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ได้น่าตื่นเต้นอะไร และส่วนใหญ่ส่วนต่างจะไม่ใหญ่มากนัก และสลับกันบวกลบ

แต่ไตรมาสนี้เป็นอีกไตรมาสที่เราเห็นอะไรแปลก ๆ เพราะส่วนต่างสองตัวนี้ใหญ่มาก ๆ และยิ่งดูตัวเลขเศรษฐกิจยิ่งงง

ประมาณว่าส่วนต่างที่มาจากสองตัวนี้สูงถึงประมาณ 5 percentage points แบ่งเป็น error ประมาณ 3.2% และมาจากสินค้าคงคลังอีก 1.7% และที่น่ากลัวและไม่เข้าใจคือสองส่วนนี้มันโตขึ้นเรื่อย ๆ

“แปลว่า เราประมาณกันว่า GDP โตได้ 1.8% ในไตรมาสนี้ แต่มีส่วนที่เราอธิบายไม่ค่อยได้สูงกว่าประมาณการของ GDP อีก ทำให้นักเศรษฐศาสตร์ เกาหัวแกรก ๆ และคิดว่าเรากำลังวิเคราะห์อะไรกันอยู่เนี่ย แต่อย่างว่านะครับ เนื่องจากตัวเลขนี้เป็นตัวเลขทางการ และตัวเลขที่ดีที่สุดที่เรามี เราก็ต้องเชื่อมั่น และศรัทธากันต่อไป”

ดร.พิพัฒน์ ระบุอีกว่า น่าจะแปลว่าเศรษฐกิจที่คิดว่าจะฟื้นได้เนี่ย ฟื้นช้ากว่าที่คาด สอดคล้องกับตัวเลขเงินเฟ้อที่ปรับลดลงมาเร็วมากที่บอกว่าเศรษฐกิจไทยไม่ได้มีกำลังซื้อดีขนาดนั้น

ท่ามกลางความเสี่ยงที่มีอยู่เต็มไปหมด ทั้งหนี้สูง กำลังซื้อรากหญ้าหด เศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอน ดอกเบี้ยขึ้น ค่าเงินผันผวน

“ผมว่าแบงก์ชาติเห็นแบบนี้ น่าจะต้องหยุดขึ้นดอกเบี้ยไว้ก่อนและรอดูสถานการณ์ก่อน แต่ไม่ได้แปลว่าดอกเบี้ยในตลาดจะไม่ขึ้นนะครับ เราอยู่ในโลกที่มีความแตกต่างกันมาก ฝั่งนึงมีเงินเฟ้อ เศรษฐกิจร้อนแรง อีกฝั่งมีเงินฝืด และเศรษฐกิจย่ำแย่ ค่าเงินก็เลยผันผวนวุ่นวายไปหมด จับตากันดูดี ๆ นะครับ”