เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ทีเส็บเฮ มาตรการภาษีไมซ์ หักรายจ่าย 200% ถึงสิ้นปี’70
Business ทีเส็บเฮ มาตรการภาษีไมซ์ หักรายจ่าย 200% ถึงสิ้นปี’70
“ปาลิโอ เขาใหญ่”แหล่งท่องเที่ยวดังในอดีต กำลังถูกจับตาจะฟื้นคืนชีพ หลังปล่อยร้างนาน 7 ปี 
Real Estate “ปาลิโอ เขาใหญ่”แหล่งท่องเที่ยวดังในอดีต กำลังถูกจับตาจะฟื้นคืนชีพ หลังปล่อยร้างนาน 7 ปี 
จับตา หนี้สาธารณะปริ่ม 70% รัฐเร่งแก้ ‘การคลัง’ เสี่ยง-จ้องรื้อภาษี
Finance จับตา หนี้สาธารณะปริ่ม 70% รัฐเร่งแก้ ‘การคลัง’ เสี่ยง-จ้องรื้อภาษี
‘วิทยุ-หลังสวน’ ย่านมหาเศรษฐี ‘ตระกูลใหญ่’ ผุดโปรเจ็กต์แสนล้าน
Real Estate ‘วิทยุ-หลังสวน’ ย่านมหาเศรษฐี ‘ตระกูลใหญ่’ ผุดโปรเจ็กต์แสนล้าน
เสก โลโซ x เนเน่ คอนเสิร์ตข้ามรุ่น @ราชมังฯ
Biz Movement เสก โลโซ x เนเน่ คอนเสิร์ตข้ามรุ่น @ราชมังฯ
หลบภัยหุ้น Domestic Play ผสานหุ้นเด่นรับ Golden Week-งานระดับโลก
Finance หลบภัยหุ้น Domestic Play ผสานหุ้นเด่นรับ Golden Week-งานระดับโลก
เจาะลึก ‘แมวบิน นักจัดระเบียบบ้าน’ คิวแน่นข้ามปี มองฟื้นฟูบ้านหลังน้ำลด ผ่านมิติ ‘เศรษฐกิจ-จิตวิทยา’
Interview เจาะลึก ‘แมวบิน นักจัดระเบียบบ้าน’ คิวแน่นข้ามปี มองฟื้นฟูบ้านหลังน้ำลด ผ่านมิติ ‘เศรษฐกิจ-จิตวิทยา’
‘ตลาดอสังหาฯ’ 4 จังหวัดอืดคอนโดเพชรบุรีขายหมด 19 ปี
Real Estate ‘ตลาดอสังหาฯ’ 4 จังหวัดอืดคอนโดเพชรบุรีขายหมด 19 ปี
ฝ่ายค้าน เปิดศึกไม่ไว้วางใจขุดปมทุจริต เขย่าระบอบน้ำเงิน
Politics ฝ่ายค้าน เปิดศึกไม่ไว้วางใจขุดปมทุจริต เขย่าระบอบน้ำเงิน
“อานันท์ ปันยารชุน” ย้อนรอย 35 ปี เจ้าภาพประชุม IMF–World Bank ฝ่าวิกฤตความเชื่อมั่น
Finance “อานันท์ ปันยารชุน” ย้อนรอย 35 ปี เจ้าภาพประชุม IMF–World Bank ฝ่าวิกฤตความเชื่อมั่น
ดูทั้งหมด

จับเทรนด์ลงทุน 3 เดือนสุดท้าย ทองคำย่อตัว-เงินไหลเข้าเอเชีย

20 ก.ย. 2568 | 07:22น.

ส่องเทรนด์ลงทุน “หุ้น-ทอง-บอนด์” ช่วง 3 เดือนสุดท้าย หลังเฟดส่งสัญญาณหั่นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง “ฟินโนมีนา” ฟันธงหุ้นสหรัฐไปต่อ-หุ้นไทยลุ้น 1,400 จุด หวังรัฐบาลใหม่มีมาตรการกระตุ้นเสริม ขณะที่ราคาทองคำย่อชั่วคราวก่อนไปต่อ มองมีลุ้น 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ “เอเซีย พลัส” ประเมินเม็ดเงินจากตลาดบอนด์สหรัฐไหลเข้าหุ้นเอเชีย ลุ้นตลาดหุ้นไทยได้อานิสงส์ จี้รัฐบาลเร่งฟื้นเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ มองการเมืองนิ่ง 4 เดือนหนุน SET “กรุงศรี” ฟันธงเงินบาทไม่แข็งเกิน 31 บาท/ดอลลาร์ จับตาดอกเบี้ยขาลง ยืนพื้น 1% ในไตรมาส 1/69

“ทองคำ” พักฐานก่อนไปต่อ

นายชยนนท์ รักกาญจนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ฟินโนมีนา เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลดดอกเบี้ย 0.25% และมีแนวโน้มลดอีก 2 ครั้งในปีนี้ ตนมองว่าช่วงที่เหลือของปีนี้ หุ้นสหรัฐมีโอกาสพักฐาน แต่ก็น่าซื้อ และปีหน้า หุ้นสหรัฐมีโอกาสไปต่อ เพราะเฟดลดดอกเบี้ยรอบนี้ ค่าเงินดอลลาร์อ่อนต่อ เศรษฐกิจสหรัฐไม่ Recession สินทรัพย์เสี่ยงทุกอย่างจะวิ่งต่อ ถึงย่อก็ย่อระยะสั้น

“ปีนี้สหรัฐคงลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% แปลว่าดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนจากตราสารหนี้จะลดลง ดอลลาร์ควรอ่อนต่อ ซึ่งมีความสัมพันธ์เชิงผกผันกับราคาทองอยู่แล้ว มองว่าแม้ราคาทองจะย่อลง แต่ไม่ต่ำกว่า 3,560 ดอลลาร์ต่อออนซ์ คงจะได้เห็นขึ้นไปแถว ๆ 3,780 ดอลลาร์อีกที แล้วก็น่าจะทะลุไป 4,000 ดอลลาร์ ไม่เกินไตรมาส 1 ปีหน้า หรืออาจจะได้เห็นปีนี้เลย แต่ช่วงนี้ยังย่อชั่วคราว”

ต้องเร่งฟื้นเชื่อมั่นต่างชาติ

นายชยนนท์กล่าวว่า ขณะที่ดอลลาร์อ่อน ทำให้เงินไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชีย เพราะเชิงมูลค่าหุ้นเอเชีย ถูกกว่าตลาดหุ้นสหรัฐ สัปดาห์ที่ผ่านมาก็เห็นตลาดหุ้นจีนวิ่งไปต่อ โดยเฉพาะหุ้นเทคจีน ซึ่งคิดว่าหุ้นจีนน่าจะวิ่งได้อีก 10-20% จากที่จีนพยายามแยกซัพพลายเชนของ AI ออกจากสหรัฐ

ส่วนหุ้นไทยเห็นสัญญาณบวกจากการมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ทำให้ดัชนี SET ขึ้นมาไป 1,300 จุดได้ แต่ต่างชาติยังขายสุทธิอยู่ ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ เรียกความเชื่อมั่นต่างชาติให้ได้ แต่ต้องเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนไทยให้ได้ก่อน ถ้ารัฐบาลทำตรงนี้ คิดว่าหุ้นไทยสิ้นปีอาจจะอัพไซด์ไปถึง 1,400 จุด คิดว่ามีลุ้น แต่ถ้าไม่มีมาตรการ ก็ไม่มีความคาดหวังว่ากำไรจะโตได้ยังไง เพราะ P/E หุ้นบ้านเราสูงกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย”

ข้อดีของตลาดหุ้นไทย คือ อัตราการจ่ายปันผลยังสูง ยิ่งเฟดลดดอกเบี้ย ก็ทำให้ Yield Gap หรืออัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นปันผล เมื่อเทียบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น อย่าง SETHD จ่ายปันผลเฉลี่ย 6.2% มากกว่าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชีย เพราะฉะนั้น เงินไหลเข้าหุ้นไทยจะไหลจะเข้าเฉพาะกลุ่ม เช่น กลุ่มแบงก์ โรงไฟฟ้า เฮลท์แคร์ และสินค้าฟุ่มเฟือยต่าง ๆ เนื่องจากสามารถจ่ายปันผลได้ในอัตราที่สูง

ส่วนกองทุนตราสารหนี้ตอนนี้ไม่ใช่จังหวะของการเข้าลงทุน จนกว่าจะเห็นสัญญาณชัดเจนว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะลดดอกเบี้ย ดังนั้นอาจจะไม่เหมาะสำหรับผู้เก็งกำไรระยะสั้น เพราะดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.5% แต่ผลตอบแทน (Bond Yield) พันธบัตร 10 ปี อยู่ที่ 1.28% จะเห็นว่า Bond Yield ต่ำกว่าดอกเบี้ยนโยบาย เพราะตลาดเก็งกำไรว่า กนง.จะลดดอกเบี้ยมาตลอด ทำให้กด Yield ลดลงไป ซึ่งคนที่ถือบอนด์ตั้งแต่ต้นปีได้กำไรไปแล้วไม่ต่ำกว่า 7-8% แล้วก็เริ่มขายทำกำไร

ทองผิดหวังเฟดระวังแรงขาย

ขณะที่นางศิริลักษณ์ ปโกฏิประภา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผลประชุมเฟดออกมาทำให้นักลงทุนทองคำน่าจะผิดหวัง เพราะช่วงก่อนประชุม ราคาวิ่งขึ้นไป 3,707 เหรียญต่อออนซ์ และหลังผลประชุมออกมา ทองคำก็ถูกเทขาย จนราคาร่วงลงมา เนื่องจากเดิมนักลงทุนคาดว่าเฟดจะเร่งลดดอกเบี้ยต่อเนื่องในปีหน้า แต่จากที่เฟดส่งสัญญาณออกมา แม้ว่าในปี 2568 อาจจะลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง แต่ 2 ปีข้างหน้าอาจจะลดแค่ปีละครั้ง

“Dot Plot ที่ออกมา ทำให้ตีความไปได้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐอาจจะไม่ได้แย่อย่างที่คาด ทำให้ปีหน้าไม่ได้เร่งลดดอกเบี้ย ตลาดเลยผิดหวัง เพราะช่วงที่ผ่านมาทองขึ้นมาถึง 300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากเรื่องเดียว คือเก็งกำไรเฟดลดดอกเบี้ย แต่พอสัญญาณเฟดไม่ได้เร่งลดดอกเบี้ยในปีหน้า ทำให้ตลาดผิดหวังพอสมควร ก็ต้องระวังแรงเทขาย”

สำหรับปัจจัยที่จะมีผลต่อราคาทองคำ ในระยะต่อไปคงเป็นประเด็นการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐกับประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะจีนกับอินเดีย ซึ่งจีนมีเดดไลน์วันที่ 10 พ.ย. 2568 หลังจากเจรจาครั้งล่าสุดก็ยังไม่มีความคืบหน้า จึงต้องติดตามว่า สุดท้ายภาษีจะออกมาสูงแค่ไหน ขณะเดียวกันก็ยังมีประเด็นเรื่องความขัดแย้งของรัสเซียกับยูเครนที่ต้องจับตาอยู่

โดยฮั่วเซ่งเฮงมองระยะข้างหน้า แนวต้านราคาทองคำอยู่ที่ 3,680/3,700 เหรียญต่อออนซ์ แต่ช่วงนี้คงต้องมองแนวรับมากกว่า ซึ่งให้ที่ 3,650/3,600 เหรียญต่อออนซ์ ส่วนราคาทองคำแท่งในประเทศมองแนวรับที่ 54,500/54,700 บาท

การเมืองนิ่ง-หุ้นเริ่มฟื้น

นายภราดร เตียรณปราโมทย์ รองผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยดูดีขึ้นในหลาย ๆ เรื่อง โดยระยะสั้นตลาดฟื้นตัวกลับมา 3 สัปดาห์ติดต่อกัน ปรับตัวดีขึ้นกว่า 5% มีสะดุดบ้างในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งน่าจะมาจากการขายทำกำไรของนักลงทุน จากภาวะ Overbought (ซื้อมากเกินไป) และใกล้กับวันปรับน้ำหนัก FTSE Rebalance พร้อมกับค่าเงินบาทอ่อนพอดี จึงมีการขายทำกำไรสั้น ๆ

สำหรับช่วงที่เหลือของปี 2568 มองว่า ดัชนี SET จะมีความผันผวนน้อยลง เนื่องจากปัจจัยความไม่แน่นอนในทางการเมืองคลี่คลายลงไป ซึ่งตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ดัชนี SET ทำผลงานแย่สุดในโลก ก็มาจากปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นหลัก แต่ช่วงที่เหลือของปีนี้การเมืองน่าจะมีเสถียรภาพมากขึ้น เพราะรัฐบาลชุดใหม่มีโรดแมป 4 เดือน ทำให้ภาพการเมืองน่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น

เงินบอนด์ไหลเข้าหุ้นเอเชีย

นอกจากนี้ ตลาดคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะมีการปรับลดดอกเบี้ยอีกครั้งในปีนี้ ซึ่งตราสารหนี้สหรัฐมีสัดส่วนอันดับ 1 ในตราสารหนี้โลก คือประมาณ 40% เม็ดเงินจากส่วนนี้มีโอกาสไหลเข้ามาสู่สินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น เนื่องจากผลตอบแทนตราสารหนี้ที่ลดลง โดยเฉพาะจะไหลมาทางเอเชียมากขึ้นด้วย

“เหตุผลที่เงินจะไหลมาเอเชีย และไทยจะได้อานิสงส์ไปด้วย เพราะหากไปดูผลตอบแทนตลาดหุ้นเอเชีย อยู่ระดับ 5% กว่าขึ้นไปเกือบทั้งสิ้น ตลาดหุ้นไทยอยู่ระดับ 6% จาก P/E ที่ต่ำ หรือฮ่องกงก็ประมาณ 8% ขณะที่สหรัฐไม่ถึง 3% ทำให้เม็ดเงินจากตราสารหนี้สหรัฐจะไหลเข้าตลาดหุ้นได้เพิ่มเติม”

นายภราดรกล่าวว่า จากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงของไทย ก็จะทำให้มีเม็ดเงินจาดตลาดตราสารหนี้ในประเทศเข้ามาหนุนตลาดหุ้นไทยด้วย ขณะที่ปกติตลาดหุ้นไทยจะใหญ่กว่าตลาดบอนด์ แต่ปีนี้ผิดปกติ มาร์เก็ตแคปตลาดหุ้นอยู่ที่ 16.2 ล้านล้านบาท ขณะที่ตลาดบอนด์อยู่ที่ 17.6 ล้านล้านบาท ขณะที่ผลตอบแทนตราสารหนี้มีแนวโน้มลดลง ดังนั้น เชื่อว่าเม็ดเงินจากตลาดตราสารหนี้มีโอกาสโยกมาตลาดหุ้น ซึ่งหากมาร์เก็ตแคปตลาดหุ้นกลับมาใหญ่กว่าตลาดตราสารหนี้ หมายถึง SET Index จะขึ้นไปที่ประมาณ 1,414 จุด เชื่อว่ามีโอกาสจะเกิดขึ้นได้ในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า

รวมทั้งหากมีมาตรการมากระตุ้นตลาดทุนไทยด้วย ก็จะช่วยให้ดัชนีมีโอกาสปรับขึ้นได้ อย่างไรก็ดี ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ตลาดหุ้นไทยก็ยังมีความเสี่ยงจากภาษีของสหรัฐ ซึ่งต้องติดตามผลกระทบ หรือสุดท้ายแล้ว ภาษีดังกล่าวจะถูกยกเลิกในชั้นศาลสูงสุดของสหรัฐ

บาทไม่หลุด 31 บ./ดอลลาร์

นางสาวรุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวางแผน ฝ่ายส่งเสริมธุรกิจโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังจากเฟดปรับลดดอกเบี้ย 0.25% ลงมาอยู่ที่ 4.00-4.25% เงินบาทอ่อนค่าในระยะสั้น มาอยู่ที่ระดับ 31.81 บาทต่อดอลลาร์ โดยตลาดค่อนข้างผิดหวัง เนื่องจากลุ้นว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยที่ 0.50% อย่างไรก็ดี เฟดเหลือประชุมอีก 2 ครั้ง คาดว่าจะลดดอกเบี้ยอีกรอบละ 0.25% ตามรายงาน Dot Plot ของเฟด

“ดังนั้น ทิศทางค่าเงินบาทช่วงไตรมาสที่ 4 มองกรอบเคลื่อนไหวอยู่ที่ 31.30-33.00 บาทต่อดอลลาร์ โดยโอกาสค่าเงินบาทหลุด 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ค่อนข้างยาก เนื่องจากตลาดรับรู้เฟดลดดอกเบี้ยพอสมควร ทำให้ราคาทองวิ่งได้ไม่ไกล ยกเว้นเฟดโดนแทรกแซง ซึ่งอาจทำให้ราคาทองปรับเพิ่มขึ้นได้ รวมถึงตัวเลขจ้างงานสหรัฐออกมาแย่ ทำให้เฟดมองว่าลดดอกเบี้ย 0.50% ไม่เพียงพอ ซึ่งจะทำให้ดอลลาร์อ่อนค่า เงินบาทแข็งค่ามากขึ้น”

นางสาวรุ่งกล่าวว่า คาดว่า ธปท.ได้เข้าไปดูแลค่าเงินเป็นระยะ ๆ จึงไม่น่าจะหลุด 31 บาทต่อดอลลาร์ เพราะจะเห็นว่าช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ค่าเงินบาทค่อนข้างผันผวนเร็วและแรง โดย ธปท.เข้าไปดูแลเงินบาทในช่วงต้น 32 บาทต่อดอลลาร์ สะท้อนจากเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่ง ธปท.พยายามยืนไว้เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ และเพิ่งจะปล่อยหลุดมา 31 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยภายนอก เช่น ดอลลาร์อ่อนค่าจากเศรษฐกิจชะลอตัว ตัวเลขการจ้างงานสหรัฐไม่สดใส และราคาทองคำที่มีการเชื่อมโยงกับค่าเงินบาท ธปท.จึงไม่อยากฝืนตลาดมากเกินไป

ดอกเบี้ยลงเหลือ 1% ต้นปี’69

ขณะที่คาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนตุลาคม 0.25% ลงเหลือ 1.25% ต่อปี และคงดอกเบี้ยรอบเดือนธันวาคม โดยคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะจบรอบอยู่ที่ 1.00% ต่อปี ภายในไตรมาสที่ 1/2569 อย่างไรก็ดี การลดดอกเบี้ยนโยบายอาจจะมีผลต่อค่าเงินบาทไม่มาก

“หากเงินบาทจะหลุด 31 บาทต่อดอลลาร์ ตัวเลขจ้างงานต้องแย่มาก ๆ และเฟดโดนบีบมาก ส่วนใหญ่มาจากปัจจัยภายนอก ส่วนปัจจัยภายในตลาดคาดหวังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ และมาตรการป้องกันเก็งกำไร และมาตรการดูแลทองคำ แต่ก็มองว่าทำได้ค่อนข้างยากและเก็บภาษีทองมีผลน้อย”

ขณะที่ทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้าย (ฟันด์โฟลว์) ในช่วงที่เหลือของปีนี้ คาดว่าสุทธิแล้วจะเห็นเงินไหลเข้าเล็กน้อย โดยในส่วนของตลาดหุ้น นับตั้งแต่ต้นปี-ปัจจุบัน (YTD) ขายสุทธิราว 8.4 หมื่นล้านบาท คาดว่าช่วง 3 เดือนครึ่งที่เหลือของปี ต่างชาติจะยังขายสุทธิ ขณะที่ตลาดพันธบัตร (บอนด์) YTD เงินไหลเข้าซื้อสุทธิ 3.8 หมื่นล้านบาท คาดในช่วงที่เหลือจะมีเงินไหลเข้าได้อีก 1-2 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้สิ้นปี 2568 ตลาดบอนด์น่าจะมียอดซื้อสุทธิราว 5 หมื่นล้านบาท

“ในช่วง 3 เดือนครึ่ง เรายังจะเห็นนักลงทุนต่างชาติเข้ามาพักเงินไว้ โดยมีความหวัง ครม.เศรษฐกิจชุดใหม่ แม้ว่าจะมีเวลาสั้นแค่ 4 เดือน แต่มีมาตรการเป็นรูปธรรมในการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะเห็นต่างชาติมาพักเงินในสกุลเงินบาทได้ โดยในช่วงกลางไตรมาสสุดท้าย ต้องรอดูนโยบายจากภาครัฐ และแม้ว่าเศรษฐกิจพื้น ฐานไทยไม่ค่อยดี แต่ไทยยังคงเกินดุลบัญชีเดินสะพัด”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การลงทุน ตลาดบอนด์ ทองคำ