Skip to content

FETCO เร่งถกคลัง หนุนภาษี TISA-Quick Win ตลาดทุน

09 ต.ค. 2568 | 09:35น.
FETCO เร่งถกคลัง หนุนภาษี TISA-Quick Win ตลาดทุน

ได้ฤกษ์แถลงเปิดตัวอย่างเป็นทางการ สำหรับ “ชุดมาตรการสร้างเสน่ห์ตลาดหุ้นไทย” ที่ภาคตลาดทุนแย้มกันมาสักพักแล้ว ซึ่งมาจากการทำงานร่วมกันของคณะทำงานเพื่อพิจารณามาตรการปฏิรูปตลาดทุนไทย (Taskforce) ประกอบด้วย ผู้แทนจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลาดหลักทรัพย์ฯ) และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ในการระดมความเห็น วิเคราะห์ปัญหา และหาแนวทางส่งเสริมความสามารถของตลาดหุ้นไทย ให้แข่งขันได้และยืดหยุ่นต่อความท้าทาย

ชู 4 มาตรการหลัก “Quick Win”

ทั้งนี้ ชุดมาตรการจะมี 4 มาตรการหลัก พร้อมแผนการดำเนินการที่สำคัญเร่งด่วน โดยเป็นมาตรการ “Quick Win” ภายใต้กรอบเวลา “4 เดือน” เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรมภายในสิ้นปี 2568 นี้

1.Quality Demand ที่จะสร้างวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาว ผ่านบัญชีการลงทุนส่วนบุคคล (Individual Investment Account)

2.Attractive Supply ดึงดูดกิจการที่มีศักยภาพและคุณภาพเข้าสู่ตลาดทุนไทย, การยกระดับคุณภาพของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในปัจจุบัน ผ่านโครงการ Jump+ และ Value Up Program, การปรับขั้นตอนการออกและเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ให้มีประสิทธิภาพและทำให้ตลาดทุนไทยเป็นที่น่าสนใจและสามารถแข่งขันในระดับภูมิภาคได้, การปรับปรุงเกณฑ์การเข้าถึงแหล่งระดมทุนของ SMEs และ New Economy ให้น่าสนใจ และการเปิดเผยข้อมูล ESG ตามมาตรฐาน ISSB และมุ่งผลให้เกิดการปฏิบัติจริง

3.Trusted Market สร้างความเข้มแข็งในการกำกับดูแลกิจการของ บจ. และการบังคับใช้กฎหมาย, การยกระดับการกำกับดูแลผู้ประกอบวิชาชีพในตลาดทุน (Gatekeepers) เพื่อป้องปรามการกระทำที่ไม่เหมาะสม และการใช้เทคโนโลยีเพิ่มช่องทางเข้าถึงข้อมูลทางการเงินของบริษัทขนาดกลางและเล็ก

4.Supportive Ecosystem เพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุน สร้างผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลาย, การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มการเข้าถึงการลงทุนของผู้ลงทุนรายย่อยและเปลี่ยนผ่านตลาดทุนสู่ตลาดทุนดิจิทัล การทบทวนหลักเกณฑ์การซื้อขายให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ลงทุน และการให้ผู้ลงทุนต่างประเทศสามารถใช้สิทธิ e-Proxy ได้สะดวกยิ่งขึ้น

ดร.วโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ชุดมาตรการสร้างเสน่ห์ตลาดทุนไทย ถือเป็นมาตรการ Quick Win ที่จะก่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ในระยะสั้น แต่ส่งผลต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว

เร่งวางรากฐานปฏิรูปใน 4 เดือน

ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ในช่วง 4 เดือนข้างหน้านี้ จะเป็นช่วงเวลาแห่งการสอดประสานระหว่าง 4 หน่วยงานหลัก เพื่อร่วมกันวางรากฐานให้ระบบตลาดทุน มีทิศทางที่ชัดเจนและเชื่อมโยงกับการสนับสนุนจากภาครัฐ

“หากสามารถขับเคลื่อนได้ภายในกรอบเวลา 4 เดือน จะเป็นการ ‘กลัดกระดุมเม็ดแรก’ ของโครงการสำคัญอย่าง Individual Investment Account ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวคิดที่จะส่งเสริมให้ประชาชนลงทุนได้สะดวกและมีระบบมากขึ้น ทั้งนี้ แผนเดิมกำหนดไว้ปลายปี 2569 แต่มีแนวโน้มจะเร่งให้เห็นเป็นรูปธรรมเร็วขึ้นภายในปีหน้า”

เลขาธิการ ก.ล.ต.กล่าวอีกว่า ในส่วนการปรับปรุงกฎเกณฑ์เกี่ยวข้องกับการนำบริษัทเข้าจดทะเบียน (IPO) จะเน้น “การลดอุปสรรคและเพิ่มประสิทธิภาพ” ในกระบวนการ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการของภาครัฐ โดยมาตรการเหล่านี้อาจยังไม่เห็นผลชัดใน 4 เดือนแรก แต่อย่างน้อยจะเห็นแนวทางและกรอบการดำเนินงานที่ชัดเจน

“การดำเนินการในระยะเริ่มต้นนี้เปรียบเสมือน ‘สเต็ปแรก’ ของการปฏิรูป โดยจะมีการแบ่งเป็นเฟสต่อเนื่อง ทั้งระยะสั้น กลาง และยาว โดยจะผ่านความเห็นชอบจากบอร์ด ก.ล.ต. ต้นเดือน ธ.ค. และสื่อสารสู่สาธารณะในเดือน ม.ค. 2569”

เฟ้นหุ้น New Economy เข้า SET

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า มาตรการที่คาดว่าจะเห็นผลเร็วที่สุด คือ “โครงการ Jump+” ขณะนี้มีบริษัทเข้าร่วมแล้วกว่า 61 บริษัท และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดหลักทรัพย์ฯจะเริ่มสื่อสารแผนของแต่ละบริษัทที่เข้าร่วมภายในปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้า เพื่อสร้างความสนใจจากนักลงทุนและเพิ่มเสน่ห์ให้กับตลาดทุนไทย

“ปัจจุบันบริษัทที่อยู่ SET Index ส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มเดิม ๆ เช่น ปิโตรเคมี ธนาคาร พลังงาน สะท้อนให้เห็นว่าตลาดยังขาดความหลากหลาย โดยในรอบกว่า 25 ปีที่ผ่านมา รายชื่อหุ้นหลักในตลาดแทบไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ดังนั้น เป้าหมายสำคัญของการปฏิรูปครั้งนี้ คือการนำ ‘หุ้นใหม่ ๆ’ โดยเฉพาะในกลุ่ม New Economy เข้ามาเติมเต็ม”

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ FETCO กล่าวว่า แม้กรอบเวลา 4 เดือนจะไม่ยาวมากนัก แต่หากสามารถ “ปลดล็อกข้อจำกัด” ได้สำเร็จ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในระยะยาว โดยเฉพาะการปรับปรุงกฎเกณฑ์และกระบวนการ IPO ให้ทันสมัยและยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อดึงดูดบริษัทที่มีศักยภาพสูงเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย ซึ่งจะเป็น “Quick Big Win” ของระบบตลาดทุนไทย

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีบริษัทจากต่างประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะจากจีน ที่ให้ความสนใจเข้ามาลงทุนและจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย เช่น กลุ่มบริษัทรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มีแผนตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) รวมถึงสำนักงานใหญ่ในประเทศไทย ซึ่งการปรับเกณฑ์ IPO และการสนับสนุนจาก BOI จะช่วยเอื้อต่อบริษัทเหล่านี้ในการเข้าจดทะเบียนได้สะดวกขึ้น จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) และยกระดับบทบาทของไทยในฐานะ “ศูนย์กลางการระดมทุนของภูมิภาค”

“ถ้ามีบริษัทใหม่เข้ามาจดทะเบียนเพิ่มเพียง 1-2 บริษัท ก็จะสร้างแรงกระเพื่อมให้ตลาดทุน และหากมาตรการดึงดูด FDI เหล่านี้เดินหน้าได้จริง จะส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอย่างชัดเจน โดยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยมีโอกาสแตะระดับ 3% ภายในปี 2571 จากแรงหนุนของการลงทุนภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นและการขยายตัวของธุรกิจใหม่ในตลาดทุน”

ถกคลังหนุนภาษี “ออมเพื่อผู้เยาว์”

ดร.กอบศักดิ์กล่าวอีกว่า อีกหนึ่งโครงการสำคัญที่อยู่ระหว่างการหารือ คือ Thailand Individual Savings Account (TISA) ซึ่งเป็นบัญชีเงินออมเพื่อการลงทุนในหุ้น มีวัตถุประสงค์เพื่อปฏิรูประบบการออมระยะยาวของประเทศ และส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงผลิตภัณฑ์การออมที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เพื่อเกษียณอายุ, ด้าน ESG หรือ SSF ตลอดจนการลงทุนส่วนบุคคล และการออมเพื่อผู้เยาว์

“TISA ถือเป็น ‘Big Win’ ของระบบการออมไทย เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีการปฏิรูปการออมในมิติการลงทุนอย่างจริงจังมาก่อน ซึ่ง FETCO ได้ยื่นข้อเสนอและอยู่ระหว่างเตรียมการหารือร่วมกับกระทรวงการคลัง เพื่อผลักดันให้รายละเอียดด้านกฎหมายและสิทธิประโยชน์ทางภาษีเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด โดยได้ข้อสรุปภายในเดือน ธ.ค.นี้ ก็อาจเห็นสิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือมาตรการลดหย่อนภาษีจากการลงทุนผ่าน TISA ได้ทันปีนี้ แต่หากไม่ทันจะเป็นปี 2569 แทน”

นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังร่วมกันผลักดันแนวคิด “Regulatory Guillotine” หรือการทบทวนและยกเลิกกฎเกณฑ์ที่ไม่จำเป็น ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวของตลาดทุน โดยไม่ต้องใช้งบประมาณภาครัฐมากนัก มาตรการเหล่านี้จะถูกเสนอให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลังพิจารณาในช่วง 4 เดือนนี้

หวังเซนติเมนต์บวกดันดัชนี

“การดำเนินมาตรการทั้งหมดนี้ คาดว่าจะสร้างความชัดเจนว่าตลาดทุนไทยจะเดินหน้าไปในทิศทางใด และทำให้นักลงทุนต่างชาติกลับมาให้ความสนใจมากขึ้น โดยมีการประเมินจากสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) ว่า SET Index ปลายปีนี้อาจแตะระดับ 1,415 จุด จากแรงหนุนของ ‘Sentiment ที่ดีขึ้น’ ในตลาด” ประธาน FETCO กล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO)