เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เกษตรฯ ชู “ข้าวคาร์บอนต่ำ” รับมือโลกร้อน ดึงกลไกการเงิน-ตลาดเอกชน หนุนรายได้เกษตรกร
Economic เกษตรฯ ชู “ข้าวคาร์บอนต่ำ” รับมือโลกร้อน ดึงกลไกการเงิน-ตลาดเอกชน หนุนรายได้เกษตรกร
อนุทิน คุย รองนายกฯรัสเซีย ดัน Thai-EAEU FTA ร่วมมือเกษตร-พลังงาน-เทคโนโลยี
Politics อนุทิน คุย รองนายกฯรัสเซีย ดัน Thai-EAEU FTA ร่วมมือเกษตร-พลังงาน-เทคโนโลยี
“Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2026”ชูความสำเร็จ-ผนึกพลังดีไซเนอร์ไทย
Biz Movement “Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2026”ชูความสำเร็จ-ผนึกพลังดีไซเนอร์ไทย
สมเด็จพระเทพฯ บวงสรวงพระราชรถ และพระยานมาศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิง พระพันปีหลวง
ข่าวในพระราชสำนัก สมเด็จพระเทพฯ บวงสรวงพระราชรถ และพระยานมาศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิง พระพันปีหลวง
เมืองไทยประกันชีวิต รุกตลาดสายมู! ส่ง 8 แพ็กตามคำทำนาย เจาะวัยทำงาน
Finance เมืองไทยประกันชีวิต รุกตลาดสายมู! ส่ง 8 แพ็กตามคำทำนาย เจาะวัยทำงาน
ราคาทองวันนี้ (14 ต.ค. 69) ร่วงลง 550 บาท รูปพรรณขายออก 66,750 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (14 ต.ค. 69) ร่วงลง 550 บาท รูปพรรณขายออก 66,750 บาท
พระราชินี เสด็จฯ พระราชทานรางวัล นักกีฬาฮอกกี้น้ำแข็งหญิง ชิงแชมป์เอเชีย
ข่าวในพระราชสำนัก พระราชินี เสด็จฯ พระราชทานรางวัล นักกีฬาฮอกกี้น้ำแข็งหญิง ชิงแชมป์เอเชีย
เปิด 12 หลักการ Bangkok Blueprint สกัดภัยการเงิน-ไซเบอร์
Finance เปิด 12 หลักการ Bangkok Blueprint สกัดภัยการเงิน-ไซเบอร์
หัตถการยุคใหม่มาแรง หนุน THE KLINIQUE GROUP เติบโตเด่น
Business หัตถการยุคใหม่มาแรง หนุน THE KLINIQUE GROUP เติบโตเด่น
การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ฯ มอบหนังสือแก่เยาวชน ผ่านโครงการอ่านผลิบาน
Biz Movement การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ฯ มอบหนังสือแก่เยาวชน ผ่านโครงการอ่านผลิบาน
ดูทั้งหมด

ภาครัฐ-ธปท. จะสนับสนุนเกษตรกร ผลิตสินค้ามูลค่าสูงที่ใคร ๆ ต้องการได้อย่างไร

16 พ.ย. 2568 | 11:05น.
Agricultural researcher with the tablet slowly inspect plants. Young agronomists monitor the harvest. Young farmers are grown and harvested organic melon.
คอลัมน์ : แบงก์ชาติ ชวนคุย
ผู้เขียน : ชญาวดี ชัยอนันต์, สุเมธ พฤกษ์ฤดี ธนาคารแห่งประเทศไทย

ตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิด-19 ลูกหนี้กลุ่มต่าง ๆ ไม่ว่า SMEs ครัวเรือน หรือเกษตรกร ต่างประสบปัญหารุนแรงและยืดเยื้อ โดย ธปท.ได้ออกมาตรการด้านการเงินเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้หลายระลอก ตั้งแต่แบบปูพรมที่ให้ทุกราย แบบมุ่งเป้าที่ตรงกับปัญหาแต่ละราย จนถึงล่าสุดที่ให้ บริษัทบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Company : AMC) เข้าไปซื้อหนี้รายย่อยมาบริหารต่อแบบผ่อนปรน เพื่อให้ลูกหนี้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

แต่การแก้หนี้อย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เพราะแม้จะแก้ได้สำเร็จ ก็อาจกลับมาเป็นปัญหาอีกครั้งหากรายได้ยังไม่เพียงพอจากการแข่งขันที่เข้มข้นและเศรษฐกิจที่ผันผวน

ทางออกหนึ่งที่เป็นไปได้สำหรับ “เกษตรกร” คือ การผลิตสินค้าเกษตรพรีเมี่ยมที่คุณภาพดี ราคาสูง เช่น ข้าวหอมมะลิ โดยเฉพาะที่ปลูกในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ที่ขายได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 45-70 บาท หรือมันเทศญี่ปุ่นที่ขายได้ราคาสูงกว่ามันเทศไทย 2-3 เท่า คงเป็นสิ่งที่เกษตรกรและผู้วางนโยบายทั้งหลายต้องการ

บทความนี้จึงขอชวนหาคำตอบว่า ความพรีเมี่ยมของสินค้าเกษตรคืออะไร สร้างขึ้นได้อย่างไร แล้วภาครัฐและ ธปท. รวมถึงภาคการเงิน จะมีส่วนสนับสนุนการสร้างพรีเมี่ยมให้สินค้าเกษตรไทยได้อย่างไร

พรีเมี่ยมคืออะไร

พรีเมี่ยม (Premium) คือ “ราคาที่ผู้บริโภคยินดีจ่ายเพิ่มขึ้น สำหรับคุณค่าที่ผู้บริโภคได้รับมากกว่าสินค้าปกติ” กล่าวคือ สินค้าพรีเมี่ยมให้ความพึงพอใจบางอย่างจนผู้บริโภคยินดีจ่ายเงินแพงกว่าปกติ เช่น ผู้บริโภคยินดีจ่ายเพิ่มเพื่อกลิ่นหอมและความนุ่มนวลของข้าวหอมมะลิที่หาไม่ได้จากข้าวสายพันธุ์อื่น ยินดีจ่ายเพิ่มสำหรับสารต้านมะเร็งในข้าวไรซ์เบอรี่ หรือยอมจ่ายเพิ่มเพื่อความอิ่มเอิบใจและภาคภูมิใจจากการสนับสนุนชาวบ้านที่ช่วยอนุรักษ์ป่า เช่น รองเท้าลำลอง Veja ที่มีชื่อเสียงด้านความยั่งยืนและจริยธรรม เนื่องจากบริษัทรับซื้อน้ำยางจากชาวบ้านที่ช่วยดูแลป่าแอมะซอนและกรีดยางในป่าแบบอนุรักษ์ทำให้ขายได้ในราคาพรีเมี่ยมสูงถึง 3-4 เท่าของราคาตลาด

เราจะสร้างพรีเมี่ยมให้สินค้าเกษตรได้อย่างไร

ผู้เขียนลองใช้ ChatGPT ช่วยสืบค้นงานวิจัยเกี่ยวกับสินค้าเกษตรพรีเมี่ยมทั่วโลก พบตัวอย่างการสร้างความพรีเมี่ยมที่หลากหลาย เช่น (1) คุณภาพสินค้า จากการพัฒนาสายพันธุ์หรือกระบวนการเพาะปลูกข้าวหรือผลไม้ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ 5-100% (2) กระบวนการเพาะปลูกที่ยั่งยืน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คำนึงถึงเกษตรกรและสังคม สร้างมูลค่าเพิ่มได้ 0.5-100% (3) ภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือลักษณะพิเศษเฉพาะถิ่น สร้างมูลค่าเพิ่มได้ 1.5-10 เท่า

(4) การค้าโดยตรง (ไม่ผ่านคนกลาง) หรือการสร้างแบรนด์ของตนเอง สร้างมูลค่าเพิ่มได้ 9-40% (5) การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทำให้มีรายได้เสริมจากการขายคาร์บอนเครดิตตั้งแต่ 10-200 ดอลลาร์สหรัฐ/เฮกตาร์/ปี เป็นต้น

เกษตรกรจะมีส่วนในการสร้างพรีเมี่ยมได้อย่างไร

จะเห็นได้ว่าเราสามารถสร้างพรีเมี่ยมได้ในหลายขั้นตอนการผลิต แต่บางขั้นตอนอยู่นอกเหนือการควบคุมของเกษตรกร เช่น การพัฒนาสายพันธุ์ให้มีคุณภาพหรือคุณสมบัติทางยาที่ผู้บริโภคต้องการ ก็ต้องอาศัยการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ ส่วนการสร้างภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือขยายลักษณะพิเศษเฉพาะถิ่น ก็ต้องอาศัยวัฒนธรรมที่ยึดโยงกับพื้นที่ การสร้างแบรนด์และช่องทางการตลาดก็ดูเป็นเรื่องยากสำหรับเกษตรกรที่ไม่มีประสบการณ์ แล้วเกษตรกรจะสร้างพรีเมี่ยมได้อย่างไร เรื่องนี้มี 2 ข้อต่อสำคัญ

ข้อต่อแรก คือ “กระบวนการเพาะปลูก” เกษตรกรสามารถปรับกระบวนการเพาะปลูกเพื่อสร้าง

พรีเมี่ยมจากคุณภาพสินค้าและปัจจัยด้านความยั่งยืนได้ เช่น การจัดรูปแปลงและเว้นระยะการปลูกให้เหมาะสม การใส่ปุ๋ยตามความต้องการของพืชและดิน (ลดการใส่ปุ๋ยเกินขนาดซึ่งก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก) การบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด การให้น้ำและปุ๋ยในเวลาที่เหมาะสม ตลอดจนการดูแลป้องกันโรคและศัตรูพืช ฯลฯ เหล่านี้ไม่เพียงแต่เพิ่มราคาจากพรีเมี่ยมด้านคุณภาพและความยั่งยืนแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรอีกด้วย ซึ่งจะเกิดผลดีกับเกษตรกรตั้งแต่ที่เริ่มทำ

แม้ปรับการเพาะปลูกแล้ว เกษตรกรอาจยังขายสินค้าในราคาพรีเมี่ยมไม่ได้ทันที เพราะผู้บริโภคไม่ทราบหรือไม่มั่นใจว่าสินค้าผ่านกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพจริง จึงต้องมีข้อต่อที่ 2 คือ ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้ตรวจสอบภายนอก ซึ่งมีค่าใช้จ่ายพอสมควร แต่กิจกรรมดังกล่าว หากทำเป็นโครงการขนาดใหญ่ ครอบคลุมหลายพื้นที่ ก็จะลดต้นทุนต่อหน่วยลงได้

ภาครัฐและภาคการเงินจะช่วยสนับสนุนการสร้างพรีเมี่ยมให้สินค้าเกษตรได้อย่างไร

เกษตรกรต้องการการสนับสนุน 2 ด้าน ได้แก่ (1) เงินทุนเพื่อปรับกระบวนการเพาะปลูก และ (2) ระบบตรวจสอบย้อนกลับและการตรวจสอบคุณภาพจากบุคคลภายนอก โดยระบบตรวจสอบย้อนกลับเป็นแกนของเรื่องที่จะสร้างความมั่นใจ เพื่อให้ทั้งผู้ให้ทุนและผู้บริโภคมั่นใจว่าเงินทุนที่ได้ไป ถูกนำไปปรับปรุงกระบวนการเพาะปลูกและผลิตสินค้าพรีเมี่ยมที่รักษ์โลกจริง เมื่อแหล่งทุนมั่นใจ การจัดสรรเงินทุนหรือการกู้ยืมก็จะคล่องตัวขึ้น

ขออนุญาตคิดดัง ๆ ถึงวิธีการผลักดันให้เกิดขึ้นจริงว่าต้องร่วมมือกับหน่วยงานใดบ้าง ตั้งแต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีทั้งหน่วยงานด้านบุ๋นที่ทำเรื่องวิชาการ (สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กรมวิชาการเกษตร ฯลฯ) และหน่วยงานด้านบู๊ที่ลงภาคสนามในพื้นที่ (กรมส่งเสริมการเกษตร กรมข้าว ฯลฯ) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ที่ต้องเป็นหน่วยพลาธิการในการ “จัดสรรเงินทุน” ทุกฝ่ายต้องร่วมกันสร้างระบบตรวจสอบกระบวนการเพาะปลูกและคุณภาพสินค้าเพื่อให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าในราคาพรีเมี่ยมอย่างมั่นใจ

ขณะเดียวกัน ธปท.ก็มีส่วนขับเคลื่อนด้วยการร่วมมือกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง ร่วมกันจัดทำ Thailand Taxonomy ภาคเกษตร เพื่อใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงในการจำแนกว่า การเพาะปลูกแบบใดเป็นกิจกรรมที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง เพื่อให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการเงิน นำเกณฑ์ดังกล่าวไปใช้สนับสนุนเงินทุนหรือด้านอื่นแก่เกษตรกรได้

นอกจากนั้น ธปท.ยังร่วมกับธนาคารพาณิชย์ 8 แห่ง ดำเนินโครงการ Financing the Transition เพื่อสนับสนุนเงินทุนให้ธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ในการปรับกระบวนการผลิตสู่ความยั่งยืน ซึ่งมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่สนับสนุนการปรับตัวในภาคเกษตรรวมอยู่ด้วย

ผู้เขียนเชื่อว่าหากทุกฝ่ายร่วมด้วยช่วยกัน ตั้งแต่เกษตรกร ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคสถาบันการเงิน ไปจนถึงผู้บริโภคอย่างพวกเราทุกคน จะสามารถยกระดับรายได้ของพี่น้องเกษตรกรด้วยสินค้าเกษตรพรีเมี่ยมได้อย่างยั่งยืนแน่นอนค่ะ

บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด