Skip to content

ธปท. เตือนธุรกิจเช่าซื้อรายงานตัว ม.ค. 69 พบ 2 รายใหญ่ยังไม่มา

16 ธ.ค. 2568 | 12:49น.
ธปท. เตือนธุรกิจเช่าซื้อรายงานตัว ม.ค. 69 พบ 2 รายใหญ่ยังไม่มา

ธปท. กำชับธุรกิจเช่าซื้อรายงานตัว เตรียมร่อนจดหมายเตือนผู้ประกอบการเดือน ม.ค. 69 หลังประกาศเกณฑ์ พ.ร.ฎ.เช่าซื้อ-ลีสซิ่งบังคับใช้ เผยพบรายใหญ่ 2 รายยังไม่รายงานตัว จากผู้ประกอบการทั้งหมด 3 พันราย ยอดคงค้าง 1.56 ล้านล้านบาท ย้ำพร้อมปรับเกณฑ์ตามสัดส่วนความเสี่ยง-ทบทวนดอกเบี้ย-ค่าฟีภายในปี 70

นางสาวพีรจิต ปัทมสูต ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายคุ้มครองและตรวจสอบบริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) กล่าวว่า ภายหลังจากธปท. ได้ออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจการให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ (พ.ร.ฎ.เช่าซื้อฯ) ให้มาอยู่ภายใต้การกำกับเมื่อวันที่ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา เพื่อยกระดับการให้บริการทางการเงินของผู้ประกอบธุรกิจให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และประชาชนได้บริการที่เป็นธรรม รวมถึงธปท.สามารถมีข้อมูลหนี้ครัวเรือนที่ชัดเจนมากขึ้น

ทั้งนี้ เบื้องต้นธปท. กำหนดให้ผู้ประกอบการเข้ามารายงานตัวภายใน 31 มีนาคม 2569 ปัจจุบันผู้ประกอบการราว 3,000 ราย พบว่า มีผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีขนาดสินเชื่อคงค้าง 5,000 ล้านบาท เข้ามารายงานตัวแล้วเกือบทั้งหมด ขาดเพียง 2 ราย ส่วนผู้ประกอบการรายกลางที่มียอดสินเชื่อคงค้างมากกว่า 1,000 ล้านบาท เข้ามารายงานตัวเกินครึ่งแล้ว และผู้ประกอบการรายเล็กที่ยังทยอยเข้ามารายงานตัว อย่างไรก็ดี หากนับรวมรายใหญ่และรายกลางมีขนาดยอดสินเชื่อคงค้างประมาณ 90% ของยอดคงค้างที่มีอยู่ราว 1.56 ล้านล้านบาท

อย่างไรก็ดี ภายในเดือนมกราคม 2569 ธปท. จะมีการส่งหนังสือถึงผู้ประกอบการที่ยังไม่ได้เข้ามารายงานตัว ให้เข้ามารายงานตัว ซึ่งหากไม่มารายงานตัวจะมีบทลงโทษ ทั้งจำและปรับ

“เดิมเราไม่ได้ดูแลกำกับธุรกิจเช่าซื้อและลีสซิ่ง แต่มีข้อร้องเรียนมายังธปท. ต่อเนื่อง และจากยอดคงค้างในระบบที่มีสูงถึง 1.56 ล้านล้านบาท ธปท. จึงต้องการให้การบริการเป็นธรรมกับผู้บริโภค แต่การกำกับจะต้องไม่กระทบผู้ประกอบการและส่งผลไปยังผู้บริโภค จึงมีการทำโฟกัสกรุ๊ปหลายรอบและเปิดเฮียริ่งจนเป็นหลักเกณฑ์ออกมาและมีผลบังคับตั้งแต่ 3 ธ.ค. 68 ที่ผ่านมา”

สำหรับเกณฑ์การกำกับธุรกิจเช่าซื้อและลีสซิ่งรถยนต์และจักรยานยนต์เบื้องต้น จะเป็นเกณฑ์การกับเดียวกันทั้งหมดทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่ รายกลางและรายเล็ก โดยจะมีเกณฑ์การกำกับอยู่ 5 เรื่องด้วยกัน โดยเกณฑ์ที่จะมีผลบังคับใช้กับสัญญาใหม่ทันทีตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2568 ประกอบด้วย เพดานอัตราดอกเบี้ย รถยนต์ใหม่ไม่เกิน 10% ต่อปี และรถยนต์ใช้แล้ว ไม่เกิน 15% ต่อปี และรถจักรยานยนต์ 23% ต่อปี การคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ และการได้รับส่วนลดการปิดบัญชีก่อนกำหนด สำหรับการให้เช่าซื้อแก่บุคคลธรรมดาเพื่อใช้ส่วนตัว

ส่วนหลักเกณฑ์การกำกับในเรื่องของ การปฏิบัติและการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับดอกเบี้ย ค่าบริการ และเบี้ยปรับ ประเภทของค่าบริการที่เรียกเก็บได้ ลำดับการตัดชำระหนี้ การระบุเงื่อนไขเกี่ยวกับการปิดบัญชี/ยกเลิกสัญญาก่อนกำหนด การให้บริการทางการเงินอย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม และการใช้บริการจากผู้ให้บริการภายนอก จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจเช่าซื้อลีสซิ่งฯ สามารถเตรียมความพร้อมและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและราบรื่น

อย่างไรก็ดี ภายหลังจากในปี 2569 ธปท. มีข้อมูลที่มากขึ้นจากผู้ประกอบการมากขึ้น เกณฑ์การกำกับจะมีสัดส่วนตามความเสี่ยงของขนาดธุรกิจ เนื่องจากรายเล็กไม่สามารถกำกับเข้มข้นได้ ขณะเดียวกัน ภายในปี 2570 คาดว่าจะมีการทบทวนเรื่องของอัตราดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เพิ่มเติม เพื่อให้สะท้อนต้นทุนผู้ประกอบการและผู้บริโภคและประชาชนได้รับบริการ

ดังนั้น ธปท. เชื่อว่าผู้บริโภคและประชาชนจะได้รับบริการที่เป็นธรรมมากขึ้น ทั้งในเงื่อนไขการชำระหนี้ ดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียม รวมถึงได้ข้อมูลครบถ้วน และมีเอกสารชัดเจน ตลอดจนหากลูกค้ามีปัญหาจะมีโอกาสได้รับการช่วยเหลือในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้

“หลายคนกังวลว่าหลังจากธปท.เข้ามากำกับจะทำให้เข้าถึงสินเชื่อยากขึ้น เพราะผู้ประกอบการจะปล่อยกู้ยากขึ้นและเข้มงวด ซึ่งธปท. ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ค่อนข้างมาก แต่เชื่อว่าผู้ประกอบการดูหลักฐานเอกสารรายได้ หากผู้กู้มีความพร้อมจะได้รับสินเชื่อ แต่ผู้กู้ไม่มีความพร้อมผู้กู้ไม่พึ่งจะได้สินเชื่อ เพราะในอนาคตจะมีปัญหา โดยเรื่องนี้ธปท. ไม่ได้ต้องการให้เกณฑ์การกำกับเข้ามากระทบจนหยุดการปล่อยสินเชื่อ เราดูรอบด้านทั้งการเข้าถึงสินเชื่อของลูกค้าและการ Transition ของผู้ประกอบการ”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)