เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ครม. อุ้ม ‘นายจ้าง-ลูกจ้าง’ ชะลอเก็บเงินกองทุนสงเคราะห์ 3 เดือน พิษน้ำท่วม-เศรษฐกิจซบ
Politics ครม. อุ้ม ‘นายจ้าง-ลูกจ้าง’ ชะลอเก็บเงินกองทุนสงเคราะห์ 3 เดือน พิษน้ำท่วม-เศรษฐกิจซบ
สตง. ตรวจสอบ Thai PBS พบอะไรบ้าง สรุปข้อสังเกต-คำชี้แจง 2 ฝ่าย
News สตง. ตรวจสอบ Thai PBS พบอะไรบ้าง สรุปข้อสังเกต-คำชี้แจง 2 ฝ่าย
‘แอมเนสตี้’ จี้ หยุดใช้คดีอาญาขู่ประชาชน! อัดปม ‘อนุทิน’ ฟ้อง ‘ยิ่งชีพ’ สวนทางกฎหมาย SLAPPs
Politics ‘แอมเนสตี้’ จี้ หยุดใช้คดีอาญาขู่ประชาชน! อัดปม ‘อนุทิน’ ฟ้อง ‘ยิ่งชีพ’ สวนทางกฎหมาย SLAPPs
‘ไทยเครดิต’ คว้า 2 รางวัลใหญ่ ก.ล.ต. ดัน ‘ตังค์โต Know-how’ ปูพรหมสร้างภูมิคุ้มกันการเงินฐานราก
Biz Movement ‘ไทยเครดิต’ คว้า 2 รางวัลใหญ่ ก.ล.ต. ดัน ‘ตังค์โต Know-how’ ปูพรหมสร้างภูมิคุ้มกันการเงินฐานราก
Bangkok Blueprint  “โอนเงินข้ามประเทศ” วางระบบป้องกันสแกมเมอร์ก่อน “เส้นเลือดใหญ่” ติดเชื้อ
World Bangkok Blueprint “โอนเงินข้ามประเทศ” วางระบบป้องกันสแกมเมอร์ก่อน “เส้นเลือดใหญ่” ติดเชื้อ
คลังจัดสินเชื่อบ้าน “คนละหลัง PLUS” หนุนผู้มีรายได้น้อย-ปานกลางมีบ้าน กู้ไม่เกิน 3 ล้าน คิดดอกเบี้ย 2 เรต
Finance คลังจัดสินเชื่อบ้าน “คนละหลัง PLUS” หนุนผู้มีรายได้น้อย-ปานกลางมีบ้าน กู้ไม่เกิน 3 ล้าน คิดดอกเบี้ย 2 เรต
เกษตรฯ ชู “ข้าวคาร์บอนต่ำ” รับมือโลกร้อน ดึงกลไกการเงิน-ตลาดเอกชน หนุนรายได้เกษตรกร
Economic เกษตรฯ ชู “ข้าวคาร์บอนต่ำ” รับมือโลกร้อน ดึงกลไกการเงิน-ตลาดเอกชน หนุนรายได้เกษตรกร
อนุทิน คุย รองนายกฯรัสเซีย ดัน Thai-EAEU FTA ร่วมมือเกษตร-พลังงาน-เทคโนโลยี
Politics อนุทิน คุย รองนายกฯรัสเซีย ดัน Thai-EAEU FTA ร่วมมือเกษตร-พลังงาน-เทคโนโลยี
“Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2026”ชูความสำเร็จ-ผนึกพลังดีไซเนอร์ไทย
Biz Movement “Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2026”ชูความสำเร็จ-ผนึกพลังดีไซเนอร์ไทย
สมเด็จพระเทพฯ บวงสรวงพระราชรถ และพระยานมาศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิง พระพันปีหลวง
ข่าวในพระราชสำนัก สมเด็จพระเทพฯ บวงสรวงพระราชรถ และพระยานมาศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิง พระพันปีหลวง
ดูทั้งหมด

ผู้ว่า ธปท. ชี้สงครามอิหร่าน ฉุดจีดีพีเหลือ 1.3-1.7% จ่องัดมาตรการอุ้มลูกหนี้

09 เม.ย. 2569 | 16:15น.

ผู้ว่าฯ ธปท.เผย 3 ปัจจัย “ระยะเวลา-ความรุนแรง-การจัดหาวัตถุดิบ” ชี้วัดผลกระทบสงครามอิหร่าน คาดฉุดจีดีพีเหลือ 1.3-1.7% จากเดิม 1.9% เงินเฟ้อเพิ่มเป็น 2.5-3.5% จาก 0.3% ย้ำนโยบายการเงินผ่อนคลายเต็มที่ ระยะสั้นไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย เชื่อไม่มีประโยชน์ ทำลายดีมานด์ พร้อมงัดชุดมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ระบุอยู่ระหว่างพูดคุย พ.ร.ก.ซอฟต์โลน จะใช้หากมีความเหมาะสม

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การประเมินผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นจะอยู่ภายใต้ 3 ปัจจัยคือ 1.ระยะเวลาของสถานการณ์ (Duration) ซึ่งตอนนี้จะดูว่าหากจบภายใน 2 สัปดาห์ตามข้อตกลงหรือไม่ 2.ความรุนแรงของเหตุการณ์ (Intensity) เช่น การทำลายโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน หรือแหล่งน้ำจืด เป็นต้น และ 3.การจัดหาวัตถุดิบที่สำคัญ (Supply Chain) เช่น น้ำมัน และเม็ดพลาสติก ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อต้นทุนและภาคการผลิตของไทย

ทั้งนี้ ภายใต้ 3 ปัจจัย จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อชัด โดย ธปท.ประเมินผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดมากที่สุด (Based Case) เป็น 2 กรณี ระหว่าง 14 วัน และไตรมาสที่ 2/2569 โดยอัตราการเติบโตจีดีพีอยู่ที่ 1.3-1.7% โดยกรณี 1.สถานการณ์จะจบภายใน 14 วัน หรือ 2 สัปดาห์ จีดีพีขยายตัวอยู่ที่ 1.7% อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.5% และ 2.หากสถานการณ์ยืดเยื้อจบภายในเดือนมิถุนายน 2569 อัตราการเติบโตจีดีพีอยู่ที่ 1.3% อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 3.5% โดยราคาน้ำมันจะวิ่งอยู่ระหว่าง 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

“เดิมจีดีพีปีนี้เราให้ไว้ 1.5% แต่จากตัวเลขเดือน ธ.ค. 68 และเดือน ม.ค. 69 ส่งออกยังโตได้ดี เราเลยปรับจีดีพีโต 1.9% และเงินเฟ้ออยู่ที่ 0.3% ดังนั้น ผลกระทบจากสงครามจะอยู่ที่ 3 ปัจจัยที่กล่าวมา หากจบภายใน 14 วัน จีดีพีก็อยู่ 1.7% แต่จบช้าภายในเดือนหก จีดีพีโต 1.3% ซึ่งยังไม่รวมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ หากสถานการณ์ลากยาวถึงสิ้นปี จีดีพีจะต่ำกว่า 1% หรือสูงกว่า 1% ก็ขึ้นกับ 3 ปัจจัย”

สำหรับนโยบายการเงินยังคงผ่อนคลายเต็มที่ และในระยะสั้นจะไม่ได้ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ เนื่องจากเงินเฟ้อในปัจจุบันเกิดจากปัจจัยด้านอุปทาน (Supply-side) คือราคาน้ำมันและวัตถุดิบที่สูงขึ้น ไม่ได้เกิดจากความต้องการซื้อที่ล้นเกิน การขึ้นดอกเบี้ยในตอนนี้จะกลายเป็นการทำลายอุปสงค์ (Demand) และซ้ำเติมเศรษฐกิจ โดยที่ไม่ได้ช่วยให้เงินเฟ้อลดลงแต่อย่างใด

“การขึ้นดอกเบี้ยตอนนี้ไม่มีประโยชน์ที่จะทำลายดีมานด์ จึงต้องดูเงินเฟ้อระยะกลางและยาวก็ว่ากันอีกที ซึ่งตอนนี้เทรนธนาคารกลางทั่วโลกดอกเบี้ยมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยและคงดอกเบี้ย ซึ่งประเทศเราอยู่ทาร์เกตเงินเฟ้อ เช่น จีน และฝรั่งเศส หรือกลุ่มที่เหนือเงินเฟ้ออยู่เหนือทาร์เกต เช่น สหรัฐ อย่างไรก็ดี เราดูทั้งเรื่องของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ เพราะเศรษฐกิจพังก็ไม่ดี ซึ่งเงินเฟ้อยังเป็น Mandate ของเรา“

อย่างไรก็ดี หากเทียบวิกฤตสงครามอิหร่านกับวิกฤตระบาดโควิด-19 ไม่เหมือนกัน เนื่องจากโควิด-19 มีการปิดประเทศ รายได้เป็นศูนย์ และเปิดประเทศรายได้ทยอยกลับมา หากดูสงครามครั้งนี้จะเห็นว่าธุรกิจยังดำเนินการได้ แต่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ค่าครองชีพสูง ต้นทุนปรับขึ้น ดังนั้น ผลกระทบมีความแตกต่างกัน ซึ่งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก คือกลุ่มที่มีการพึ่งพาพลังงานสูง เช่น ธุรกิจเอสเอ็มอี คนค้าขาย ส่วนกลุ่มมนุษย์เงินเดือนและรายได้สูงจะกระทบน้อยกว่า

ดังนั้น มาตรการช่วยเหลือผูัที่ได้รับผลกระทบจะมีการออกมาเป็นชุด ๆ ตามความจำเป็นและสถานการณ์ ซึ่งล่าสุดได้ขอความร่วมมือกับสถาบันการเงินในเรื่องของช่วยลดค่างวดเดิม ลดดอกเบี้ย หรือชำระแค่ดอกเบี้ย รวมถึงเติมสภาพคล่องใหม่

โดยเพิ่มเติมเรื่องของการพิจารณาให้สินเชื่อเพิ่มเติมแก่ SMEs ที่มีหลักประกันภายใต้กรอบหลักการ “มีทรัพย์เพิ่ม เติมสภาพคล่อง (SMEs Secure+)” ซึ่งเป็นการผ่อนปรนแนวทางการพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้เป็นการเฉพาะชั่วคราวในช่วง 12 เดือน โดยสามารถพิจารณามูลค่าหลักประกันควบคู่กับกระแสเงินสดของลูกหนี้ได้

นอกจากนี้ ธปท.ยังมีมาตรการที่เตรียมไว้ในมือเป็นเครื่องมือ เช่น มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ ทั้งก่อนและหลังเป็นหนี้เสีย (DR และ TDR) และผ่อนปรนมาตรการชำระขั้นต่ำบัตรเครดิต 8% (Minimun Payment) และการต่ออายุมาตรการสินเชื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ไปอีก 1 ปี รวมถึงอยู่ระหว่างการพิจารณาร่วมกับรัฐบาล พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ซอฟต์โลน (สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ) หากมีความจำเป็นก็จะเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่จะนำมาช่วยเหลือเรื่องของสภาพคล่อง ส่วนรูปแบบอาจจะมีการพิจารณาตามความเหมาะสม

“วันนี้ยัง Early Stage ที่เราจะออกมาตรการเรื่องของการแก้หนี้ เพราะจะเสียวินัย แต่มาตรการจะออกมาเป็นซีรีส์ ซึ่งตอนนี้ที่มีอยู่ในกระดาน เช่น ดูแลหนี้เดิม เติมสภาพคล่องที่เพิ่งออกไป และมีเรื่อง MinPay เรื่องของ DR-TDR แต่อาจจะยังไปไม่ถึงมาตรการฟ้า-ส้มที่เคยใช้ เราต้องดูตามความเหมาะสมและสถานการณ์“