สศช.ชี้อัตราว่างงานล่าสุด 0.95% จี้เตรียมรับมือกฎหมายกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เริ่มใช้ 1 ต.ค.นี้
สศช.เผยอัตราว่างงานไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 0.95% ขยับขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน จี้รับมือความเสี่ยงเอลนีโญ-แรงงานข้ามชาติแย่งงานลอบทำอาชีพสงวน-กฎหมายกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเริ่มใช้ 1 ต.ค.นี้
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ “สภาพัฒน์” กล่าวว่า ช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.95% หรืออยู่ที่ 4 แสนคน โดยปรับขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสแรกอยู่ที่ 0.94% โดยอัตราการว่างงานในระบบประกันสังคมเพิ่มขึ้น 2.37%
ผู้มีงานทำมี 41.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5.1% จากไตรมาสสอง ปี 2568 จากการขยายตัวของการจ้างงานทั้งในภาคเกษตรกรรมและนอกภาคเกษตรกรรม โดยสาขาก่อสร้างขยายตัวสูงสุด
ทั้งนี้ มีผู้ว่างงานระยะยาวอยู่ที่ 8.1 ล้านคน เพิ่มขึ้น 11.3% ผู้เสมือนว่างงานเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 0.8% ซึ่งมาจากภาคเกษตร 1.3 ล้านคน เพิ่ม 3.7% นอกภาคเกษตร 9.3 แสนคน เพิ่มขึ้น 14.5%
นายดนุชากล่าวว่า วันที่ 1 ต.ค.นี้ จะมีการบังคับใช้กฎหมายกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ซึ่งคาดว่าในปีนี้จะมีสถานประกอบการที่อยู่ในข่ายต้องนำส่งเงินสมทบกว่า 107,000 แห่ง คิดเป็น 80.7% ของสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ครอบคลุมลูกจ้างราว 5.7 ล้านคน
“ลูกจ้างส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิกรณีเลิกจ้างในระดับต่ำ ซึ่งอาจจะส่งผลให้ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับ จึงควรเร่งเสริมสร้างความรู้ให้กับนายจ้างและลูกจ้าง ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบรองรับการขึ้นทะเบียน การนำส่งเงินสมทบ และการกำกับติดตามการดำเนินงาน”
นอกจากนี้ ความเสี่ยงต่อการจ้างงานภาคเกษตรจากปรากฏการณ์เอลนีโญ เป็นเรื่องที่ต้องเร่งเตรียมความพร้อมรับผลกระทบ
“หลายพื้นที่เริ่มประสบปัญหาภัยแล้งและคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงครึ่งแรกของปี 2570 อาจกระทบทั้งผลผลิต รายได้ และความต้องการแรงงานภาคเกษตร ทำให้บางส่วนต้องย้ายไปทำงานในภาคเศรษฐกิจอื่น”
เลขาธิการ สศช. กล่าวอีกว่า ยังมีประเด็นการลักลอบประกอบอาชีพสงวนของแรงงานข้ามชาติที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 พบแรงงานข้ามชาติทำงานผิดกฎหมาย 3,217 ราย เกือบ 1 ใน 3 เป็นการลักลอบประกอบอาชีพสงวน เพิ่มขึ้น 19.3% จากปีก่อน จึงต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายควบคู่กันไป
ละครแนวตั้งมาแรง-ชี้วิกฤตแรงงานแพลตฟอร์ม
เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า ละครแนวตั้งกำลังกลายเป็นความบันเทิงรูปแบบใหม่ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 ประเทศไทยมียอดดาวน์โหลดแอปพลิเคชันสูงเป็นอันดับ 6 ของโลก แม้การเติบโตนี้จะเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตรุ่นใหม่ สร้างโมเดลรายได้ และส่งออกวัฒนธรรมไทยสู่สากล แต่ยังน่าเป็นห่วงเรื่องเนื้อหาตามสูตรสำเร็จ แบ่งฝ่ายชัดเจน ดี-เลว การสร้างค่านิยมที่ไม่เหมาะสมต่อเด็กและผู้สูงอายุ รวมถึงภัยกลโกงออนไลน์ ผู้ผลิตและภาครัฐจึงควรร่วมมือกันกำกับดูแลและส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่ออย่างเร่งด่วน
ขณะเดียวกัน สศช. ได้เน้นย้ำถึงการเร่งคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มที่มีจำนวนสูงถึง 154–435 ล้านคนทั่วโลก สะท้อนจากกรณีศึกษาของ Grab ในปี 2566 ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ไทยถึง 1.8 แสนล้านบาท หรือราว 1% ของ GDP และจ้างงานกว่า 2.8 แสนตำแหน่ง ทว่าแรงงานกลุ่มนี้ยังเผชิญความเสี่ยงเรื่องรายได้ สวัสดิการ สุขภาพ และความไม่โปร่งใสของอัลกอริทึมในการจ่ายงาน จึงจำเป็นต้องเร่งออกกฎหมายคุ้มครองอาชีพอิสระ พร้อมบังคับให้แพลตฟอร์มเปิดเผยระบบการทำงานเพื่อความเป็นธรรม